The Act of Killing – ภูมิใจที่ได้ “ฆ่า”

1
155
views


film-jagal

หากสารคดี 5 Steps to Tyranny ทำให้เราเข้าใจว่า ทำไมคนปกติจึงสามารถเปลี่ยนเป็นคนชั่วร้ายที่สามารถลุกขึ้นมาฆ่าฟันเพื่อนบ้านได้ สารคดีเรื่อง “The Act of Killing” ก็เป็นเสมือนตอนต่อที่ชวนเราคิดเพิ่มเติมว่า แล้วคนที่ลุกขึ้นมาฆ่าเหล่านั้นใช้ชีวิตกันอย่างไร เมื่อเวลาผ่านไป เขาจะมีความรู้สึกผิดบาปหรือไม่ หรือว่าต่อให้เวลาผ่านไปแค่ไหน เขาก็จะยังคงรู้สึกภาคภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองได้เคยกระทำลงไป นี่คือเรื่องราวใน The Act of Killing สารคดีเรื่องเยี่ยม ผลงานของ “Joshua Oppenheimer” ที่ถูกเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัล Oscar สาขาสารคดียอดเยี่ยมในปีนี้ และเป็นตัวเต็งที่จะได้รับรางวัลดังกล่าวด้วย โดยนำเสนอชีวิตของอดีตนักฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย 1995-1996

แต่ละประเทศมักมีความทรงจำที่โหดร้ายของตัวเองอยู่ ซึ่งสำหรับอินโดนีเซียความทรงจำที่ว่านั้นคงหนีไม่พ้น เหตุการณ์ในช่วงปี ค.ศ.1965-1966 (พ.ศ.2509-2506) ในยุคสมัยที่โลกตกอยู่ภายใต้สภาวะสงครามเย็น สำหรับอินโดนีเซียที่อยู่ฝ่ายเสรีประชาธิปไตยและได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา คำว่า “คอมมิวนิสต์” จึงเปร๊ยบเสมือนเครื่องหมายของปีศาจที่สมควรป้องกันและจำกัด

ความหวาดกลัวในคอมมิวนิสต์ ทำให้เมื่อเกิดความพยายามรัฐประหารรัฐบาลประธานาธิบดีซูการ์โนในวันที่ 30 กันยายน 1965 หรือที่เรียกกันว่า “เกสตาปู” พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (the Indonesia Communist Party: PKI) ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ และนายพล “ซูฮาร์โต” ผู้นำทหารคนสำคัญได้ถือโอกาสปราบปรามคอมมิวนิสต์ภายในประเทศ นำไปสู่เหตุการณ์สังหารหมู่ช่วงปี ค.ศ.1965-1966 ที่ประมาณการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 500,000 คน และบาดเจ็บถูกทำร้ายร่างกายอีกนับล้าน การกวาดล้างครั้งนี้ยังทำให้อิทธิพลของซูฮาร์โตเพิ่มมากขึ้น และตั้งตนเป็นประธานาธิบดีแทนใน ค.ศ.1968

ยุวชนปัญจศีล

ความโหดร้ายของเหตุการณ์ครั้งนั้นคือนอกจากทหารจะเป็นผู้กวาดล้างแล้ว ยังมีการจัดตั้งกองกำลังชาวบ้านให้เป็นผู้กวาดล้างแทนด้วย เพราะด้วยความที่ประเทศมีขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็นเกาะต่างๆ ทำเองไม่ไหว ซึ่งกลุ่มกองกำลังชาวบ้านรวมไปถึงชาวบ้านทั่วๆ ไปก็เต็มใจรับภารกิจล่าสังหารคอมมิวนิสต์นั้นเป็นอย่างดี เพราะผลจากการปลูกฝังความคิดของรัฐ ทำให้พวกเขาเชื่ออย่างสนิทใจว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” แถมยังเป็นสิ่งที่สมควรกระทำอีก โดยกองกำลังเหล่านี้ต่อมาพัฒนาเป็น “ยุวชนปัญจศีล” (Permuda Pancasilla หรือ Pancasilla Youth) ซึ่งตามข้อมูลในสารคดี The Act of Killing กล่าวว่าปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 3 ล้านคนทั่วประเทศ

สำหรับคำว่า “ปัญจศีล” นั้นเป็นหลักปรัชญาของรัฐที่อดีตประธานาธิบดีซูการ์โนนำเสนอ ประกอบด้วย 1. ความเชื่อในพระเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียว 2. มนุษยนิยม 3. ชาตินิยม 4. หลักการแห่งประชาธิปไตยที่เป็นอำนาจอธิปไตยของปวงชน และ 5. ความยุติธรรมในสังคมสำหรับชาวอินโดนีเซียทั้งหมดอย่างเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตาม หลักปัญจศีลถูกซูฮาร์โตนำมาตีความใหม่ และใช้มันไปในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ โดยมีกลุ่มยุวชนปัญจศีลเป็นกำลังในการปกป้องหลักการที่ว่านั้น โดยกลุ่มยุวชนปัญจศีลยังได้รับการปลูกฝังว่ารากศัพท์คำว่า Permuda ในชื่อกลุ่มของพวกเขามาจากคำว่า “Free Man” ทำให้พวกเขามองว่าการฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่ใช่เรื่องที่ผิด ตรงกันข้ามกับเป็นไปเพื่อปกป้องชาติบ้านเมือง และพวกเขาในฐานะพลเรือนมีสิทธิที่จะกระทำได้เอง หาใช่เครื่องมือของฝ่ายรัฐในการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามไม่

ภูมิใจที่ได้ฆ่า

สิ่งที่แตกต่างระหว่างเหตุการณ์ 1965-1966 ในอินโดนีเซีย กับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของกลุ่มนาซี เขมรแดง ฯลฯ ก็คือ “กลุ่มผู้กระทำเป็นฝ่ายชนะ” แม้ว่าการฆ่าอาจดูเป็นการกระทำที่โหดร้าย แต่ในเมื่อเขาเป็นผู้ชนะ เขาจะเขียนประวัติศาสตร์ยังไงก็ได้ อินโดนีเซียในยุคหลัง 1965-1966 จึงเต็มไปด้วยการปลูกฝัง การโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อต่างๆ ให้ผู้คนมองว่าสิ่งที่พวกเขาได้กระทำลงไปนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ความรู้สึกผิดจึงไม่มี จะมีก็แต่ความภาคภูมิใจ สิ่งเหล่านี้คือความรู้สึกของ “Anwar Kongo” อดีตผู้นำกลุ่มชาวบ้านในการกวาดล้างคอมมิวนิสต์ แถมเกาะสุมาตราตอนเหนือ ซึ่งเฉพาะเขาก็ได้ฆ่าคนไปกว่าพันคน

The Act of Killing เป็นสารคดีที่ตามติดชีวิตของ Anwar ซึ่งเขามักชอบเล่าด้วยความภาคภูมิใจถึงสิ่งที่ได้กระทำลงไป และยังพาไปรู้จักกับเพื่อนๆ มิตรสหายของเขา ที่ก็ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในช่วงปี ค.ศ.1965-1966 และปีจจุบันต่างมีชีวิตที่สงบสุขดี หลายคนยังได้เป็นใหญ่โต ตัว Anwar เองก็มีสถานะเสมือนวีรบุรุษเสียด้วยซ็ำ นั่นทำให้ “Joshua Oppenheimer” เกิดความสงสัยไม่น้อยว่า ทำไมพวกเขาเหล่านี้ถึงไม่รู้สึกผิดเลย จึงเกิดเป็นสารคดีเรื่องนี้ขึ้น โดยโจชัวได้อ้างว่าจะช่วยอันวาร์สร้างหนัง แนวแกงส์เตอร์-มิวสิคัล มีเรื่องราวเกี่ยวกับการกวาดล้างคอมมิวนิสต์ โดยในระหว่างงานสร้างนั้นเอง โจชัวและทีมงานก็ค่อยๆ ขอ (หลอก?) ให้ Anwar เปิดเผยความรู้สึก วิธีการฆ่า และการทรมานเหยื่อของเขา ซึ่ง Anwar ก็เปิดเผยด้วยความยินดีและภาคภูมิใจ

แต่เมื่อการสร้างหนังดำเนินไปเรื่อยๆ เหตุการณ์หลายอย่างที่อันวาร์เคยกระทำถูกนำมาใส่ไว้ในหนัง เพียงแต่เปลี่ยนบทบาทให้อันวาร์แสดงเป็นเหยื่อแทน น่าสนใจตรงที่ว่า จากคนที่เคยภาคภูมิใจกับการฆ่า อันวาร์ค่อยๆ เรียนรู้ถึงสิ่งที่เหยื่อรู้สึกเมื่อโดนเขากระทำ ผ่านหนังที่เขาสร้างนั่นเอง ในฉากท้ายๆ เมื่ออันวาร์ต้องเล่นเป็นเหยื่อที่ถูกลวดมัดคอ ซึ่งเป็นวิธีการที่อันวาร์ชอบใช้ในการฆ่า เขาเกือบจะแสดงไม่ได้ และเริ่มสงสัยว่าการกระทำที่เขาเคยทำลงไปนั้นถูกต้องตามที่เขาเคยเชื่อหรือเปล่า

ประเด็นคือทำไม Anwar ถึงเพิ่งเริ่มมารู้สึกผิด ทั้งที่เวลาผ่านไปเกือบ 50 ปีแล้ว คำตอบอาจอยู่ที่ เพราะ Anwar ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ของเขาเอง เป็นพื้นที่ที่เขามีบทบาทเป็นวีรบุรุษ แต่เมื่อ Joshua ให้เขาเริ่มทำหนัง เขาจึงค่อยๆ มีโอกาสออกจากพื้นที่เดิม กลายเป็นคนนอกที่มองย้อนกลับมายังพื้นที่ของตนเอง นั่นทำให้เขาเริ่มมีมุมมองที่มากขึ้น และพบว่ามุมที่เขาเคยเชื่อมาตลอด ไม่ใช่มุมเดียวในโลกนี้ ข้อคิดคือ เมื่อเราเอาตัวเองไปผูกติดกับพื้นที่หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากไปแล้ว เราจะเริ่มละทิ้งพื้นที่และมุมมองอื่นๆ สนใจเฉพาะพื้นที่ที่ตัวเองเข้าร่วม สุดท้ายทำให้แม้กลุ่มจะกระทำการในสิ่งที่ผิด เราก็จะมองว่าไม่ผิด และไม่รู้สึกผิด เพราะกรอบความคิดของเราถูกจำกัดเสียแล้ว

 

the-act-of-killing

ทางเลือกของผู้กระทำ

อีกประเด็นที่น่าสนใจใน The Act of Killing คือ “การจัดการความจริง” ในมุมมองของผู้กระทำ ที่ผ่านมา เรามีเรื่องราว ภาพยนตร์ สารคดีมากมายที่ศึกษาและถ่ายทอดเกี่ยวกับเรื่องราวของเหยื่อ แต่คงมีสื่อไม่มากนักที่จะพยายามทำความเข้าใจกับ “ผู้กระทำ” ว่าทำไมเขาถึงกระทำสิ่งนั้น และเขาอยู่กับความทรงจำนั้นอย่างไร ในกรณีของ Anwar เขาใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติกับสิ่งที่ทำลงไป เพราะรัฐและคนรอบข้างทำให้เขาเชื่อว่าเขาเป็นวีรบุรุษ แต่สำหรับคนอื่นอาจมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป

ในกรณี “Adi Zulkadry” เพื่อนของอันวาร์และเป็นหนึ่งในผู้กวาดล้างคอมมิวนิสต์ จุดต่างของเขากับอันวาร์คือเขารู้และเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเขาทำลงไปไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องสักเท่าไหร่ และถึงที่สุดแล้วการกวาดล้างคอมมิวนิสต์ หาใช่เพื่อประโยชน์ของชาติ แต่เป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐในการสร้างอำนาจให้กับตน (ซูฮาร์โต) เท่านั้น แต่น่าสนใจตรงทีแม้อาดีจะรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด แต่เขาเลือกที่จะมองว่า มันเป็นเรื่อง “ปกติ” สหรัฐฯ เองก็มีเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนแบบนี้แต่ทำไมไม่มีใครว่า เพราะสุดท้ายแล้ว ใครจะเป็นอาชญากรสงคราม มันขึ้นอยู่กับว่า “ใครเป็นผู้ชนะ” จนถึงตอนนี้ฝ่ายเขาเป็นผู้ชนะ เขาไม่ใช่อาชญากรสงคราม ดังนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเศร้ากับการกระทำครั้งก่อน

ทางออกอีกอย่างหนึ่งของผู้กระทำก็คือ “การแกล้งลืม” ว่าตัวเองไม่ใช่ผู้กระทำ กันตัวเองออกจากเรื่องเลวร้าย ซึ่งเป็นวิธีการที่เพื่อนนักข่าวของ Anwar เลือกใช้ เขาเป็นนักหนังสือพิมพ์ ที่อ้างว่าเขาไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของอันวาร์และอาดี แต่คำกล่าวอ้างของเขาก็ถูกตีโต้จากทั้งสองว่าจะไม่มีส่วนรู้เห็นได้ไง เมื่อพวกเขาใช้ดาดฟ้าของสำนักพิมพ์เป็นสถานที่สังหารเหยื่อ และเป็นหนังสือพิมพ์ของเพื่อนนักข่าวเองที่คอยส่งรายชื่อมาให้ว่าใครเป็นคอมมิวนิสต์

สหรัฐอเมริกาผู้อยู่เบื้องหลัง

The Act of Killing แม้จะเป็นสารคดีเกี่ยวกับอินโดนีเซีย แต่ในแง่หนึ่งก็แทรกไว้ด้วยการวิพากษ์สหรัฐอเมริกาในฐานะ “ผู้อยู่เบื้องหลัง” ด้วยเช่นกัน เพราะในกระบวนการกวาดล้างคอมมิวนิสต์ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น (ประเทศไทยช่วงนั้นก็เริ่มมีการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แล้ว) สหรัฐอเมริกาในฐานะผู้นำฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตยเองนี่แหละที่เป็นผู้สนับสนุนหลักให้เกิดการฆ่าขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อต่อต้านการแพร่กระจายของคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค แม้ว่าการกระทำนั้นจะละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือผู้นำในขณะนั้นจะเป็นเผด็จการเพียงใดก็ตาม สหรัฐฯ ก็พร้อมเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ได้

นอกจากนั้นแล้ว Anwar ยังบอกกล่าวอีกว่า สื่ออย่างภาพยนตร์ยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้เขาไม่รู้สึกผิดในการฆ่า ไม่ว่าจะเป็นสื่อภาพยนตร์จากทางรัฐเองที่สร้างภาพให้คอมมิวนิสต์เป็นปีศาล หรือภาพยนตร์จากฝั่งฮอลลีวู้ดที่เขาชื่นชอบเอง ก็มีส่วนช่วยปลูกฝังความรุนแรงให้กับเขา Anwar ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า วิธีการฆ่าเหยื่อหลายรูปแบบเขาก็เอามาจากหนังฮอลลีวู้ดนี่แหละ ในแง่หนึ่ง The Act of Killing จึงกำลังส่งสารไปยังชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ เองว่า ในขณะที่สหรัฐฯ มักเข้าไปยุ่งเรื่องประเทศอื่นโดยอ้างว่าประเทศนั้นมีการปฏิบัติที่ไม่ถูกหลักมนุษยธรรม กลับเป็นสหรัฐฯ นั่นเองที่เป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการละเมิดมนุษยธรรมนั้นขึ้น ไม่ว่าจะในทางตรงหรือทางอ้อม

***

The Act of Killing อาจไม่ใช่สารคดีที่ดูสนุกนัก อีกทั้งยังมีความยาวค่อนข้างมาก (ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง) บางช่วงก็เยิ่นเย้อออกนอกประเด็นไปบ้าง ยังไม่นับรวมถึงวิธีการที่ Joshal ใช้ด้วยการแกล้งหลอก Anwar ว่าจะถ่ายหนังนั้น เหมาะสมถูกต้องตามหลักจริยธรรมหรือไม่ แต่สารที่อยู่ในสารคดีเรื่องนี้ ก็มีคุณค่าพอที่จะให้เราเก็บนำไปคิด และน่าบรรจุไว้เป็นส่วนหนึ่งของคลาสเรียนวิชาความรุนแรงและสันติวิธีทางการเมือง

the-act-of-killing-2

1 COMMENT

  1. มีคนเคยบอกวา ตำราทำนายอนาคตที่แม่นยำที่สุด คือหนังสือประวัติศาสตร์
    เพราะมนุษย์มักจะทำผิดแบบเดิม……….ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีวันจบวันสิ้น
    เฮ้ออออ
    อยากจะบอกว่ายิ่งอ่านยิ่งคุ้น เฮ้ออออออออ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here