[Review] ฝนตกขึ้นฟ้า: หนังนัวร์ๆ แบบเป็นเอก

1
57
views

แม้จะยังอยู่ในช่วงน้ำท่วม แต่ก็ยังพอมีหนังเข้าฉายให้ชมอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นคือหนังไทยเล็กๆ อย่าง “ฝนตกขึ้นฟ้า” ซึ่งก็เล็กสมชื่อเพราะเข้าฉายเฉพาะในเครือ SF และไม่กี่โรงด้วย ดูจากหน้าหนังและชื่อผู้กำกับ – เป็นเอก รัตนเรือง แล้วก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะขึ้นชื่อเรื่องการดูไม่รู้เรื่องอยู่มากทีเดียว แต่การหยิบยกเอาบทประพันธ์ของวินทร์ เลียววาริณ นักเขียนที่มีแฟนคลับอยู่มากมาย รวมถึงได้นักแสดงระดับแม่เหล็กอย่าง ปีเตอร์ นพชัย คริส หอวัง และโจอี้ บอย ก็ช่วยดึงดูดให้มีคนอยากเข้าไปดูมากขึ้น กับหนังที่เป็นเอกบอกว่าเป็นสไตล์ฟิล์มนัวร์ และดูง่ายที่สุดในบรรดาหนังของเขาที่ผ่านมา (เหรอ?)

 

จาก Book Noir สู่ Film Noir

ฟิล์มนัวร์ (Film Noir) ไม่ได้หมายถึง นัวเนีย (แม้ว่าจะเป็นฉากบังคับของฟิล์มนัวร์ส่วนใหญ่ก็ตาม) แต่มาจากคำฝรั่งเศสที่แปลว่า หนังดำ ที่ใช้แสดงลักษณะหนังที่สะท้อนด้านมืด ความหดหู่ อึดอัดของตัวละครและสังคม โดยมักใช้โทนสีดำในการเล่าเรื่อง หนังอย่าง The Dark Kinght หรือ Batman ของทิม เบอร์ตัน ก็พอจะจัดเข้าพวกฟิล์มนัวร์ได้เช่นกัน แต่สำหรับในไทยแล้ว อาจจะไม่ค่อยพบเห็นหนังลักษณะนี้เท่าไหร่ ยิ่งในช่วงปัจจุบันที่หนังฟีลกู้ดและตลกครองเมืองเช่นนี้

หลายคนอาจทราบว่า ฝนตกขึ้นฟ้า ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันของวินทร์ เลียววาริณ นักเขียนไทยไม่กี่คนที่เลี้ยงชีพได้ด้วยการเป็นนักเขียน โดยที่งานเขียนไม่ใช่แนวโรแมนติก แต่ต้นฉบับจริงๆ ของฝนตกขึ้นฟ้านั้นคือ บทหนังฟิล์มนัวร์ ที่วินทร์เขียนให้พันทิพย์ ลิมรุ่งโรจน์ แต่ก็ไม่เคยได้เป็นหนังจริงๆ จนกระทั่งวินทร์ได้เอาไปปรับแก้เป็นฉบับนวนิยาย (ซึ่งวินทร์เรียกมันว่า บุ๊คนัวร์) ก่อนที่ในที่สุดเป็นเอก ก็ได้หยิบมาทำเป็นหนัง ฝนตกขึ้นฟ้าจึงได้ออกมาโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มอย่างที่มันตั้งใจแต่แรกในที่สุด

ฝนตกขึ้นฟ้าฉบับเป็นเอก เล่าเรื่องไม่ต่างจากในหนังสือมากนัก โดยแบ่งเส้นเรื่องออกเป็น 2 เส้น เล่าสลับตัดไปมา เส้นแรกคือเรื่องราวของตุลในอาชีพตำรวจไปจนถึงวันที่เขาตัดสินใจมาเป็นมือปืน ขณะที่เส้นสองเล่าเรื่องของตุลในวันที่มองเห็นภาพทุกอย่างกลับหัว และคิดจะเลิกเป็นมือปืน การตัดสลับ Flashback ทำออกมาได้ไม่งงนัก อย่างน้อยก็สังเกตทรงผมของพระเอกได้ แม้บางทีจะคิดว่าน่าจะตัดสลับถี่กว่านี้ได้อีก

 

“เรียกว่า เจ้าหน้าที่หน่วยสังหารเถอะครับ”

ในฉบับหนังสือมีบทความชิ้นหนึ่งชื่อว่า “ยีนพูล กาฝาก กับความยุติธรรม” ซึ่งนอกจากจะเป็นจุดสำคัญของเรื่องเพราะมันได้เริ่มเปลี่ยนวิถีการมองความ “ยุติธรรม” ของตุลในขณะนั้น และนำไปสู่การก้าวเข้าสู่อาชีพมือปืนในที่สุด เฉพาะตัวบทความเองก็ยังเป็นบทความที่น่าอ่านและวิพากษ์สังคมได้อย่างแสบสันต์อีกบทความหนึ่ง ในฉบับภาพยนตร์มีการอ้างถึงบทความนี้เช่นกัน แม้ว่าผู้ชมอาจจะไม่ได้อ่านบทความทั้งบท เนื่องด้วยข้อจำกัดของหนัง แต่ก็พอรับรู้เนื้อหาคร่าวๆ ของบทความชิ้นนี้ผ่านคำบอกเล่าของตุล

“ผู้ที่แข็งแรงสุดคือผู้ชนะในวิวัฒนาการ แต่ผู้ที่แข็งแรงสุดอาจไม่ใช่ผู้ที่ดีสุด การควบคุมตัดตอนสายพันธุ์ชั่วร้ายจึงเป็นสิ่งจำเป็น” นี่คือหลักใหญ่ใจความที่บทความชิ้นนั้นพูดถึง ซึ่งแน่นอนว่าในสถานะผู้รักษากฎหมาย ตุลไม่อาจทำใจยอมรับแนวคิดเช่นนี้ได้ สำหรับผู้กระทำผิดควรลงถูกลงโทษตามกฎหมาย และมนุษย์วิวัฒนาการมาไกลเกินกว่าจะกลับไปใช้วิธีการรุนแรงเช่นนั้นแล้ว

แต่ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน หากว่าหนึ่งตุลไม่ได้ไปจับกุมผู้ค้ายาเสพติดที่มีอีกตำแหน่งเป็นน้องชาย รมว.มหาดไทย หากว่าตุลไม่ได้สูญเสียนายตำรวจรุ่นพี่ไปในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย และหากแค่ว่าตุลยอมไหลตามน้ำปิดคดีนี้แบบเงียบๆ ด้วยเหตุผลว่า “หลักฐานอ่อน คลิปตัดต่อ” ตุลก็คงไม่ได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตในคุก สถานที่กฎหมายควรจะใช้ลงโทษคนกระทำผิด แต่ถ้าความผิดของตุลคือการไม่ไหลตามน้ำ แล้วความยุติธรรมคืออะไร…

 

 

“เราอาจลืมอดีต แต่อดีตไม่มีวันลืมเรา”

มักมีคนกล่าวกันว่า ชีวิตของเรามีทางเลือกเสมอ ปัญหาคือในชีวิตจริงเรามีทางเลือกมากแค่ไหน และต่อให้มีทางเลือกจริง ค่าเสียโอกาสและความรับผิดชอบที่ต้องเผชิญเมื่อได้เลือก อาจมากเกินกว่าที่เราจะเลือกไหว ชีวิตของตุลก็เหมือนกัน เขามีทางเลือกแค่ไหนในชีวิตกัน

จุดต่างอย่างหนึ่งระหว่างหนังกับหนังสือคือตอนจบ ในหนังสือตอนจบเป็นแบบมีหลายทางเลือก ขณะที่ในหนังได้รวบเอาเหลือทางเดียว แม้จะยังทิ้งเชื้อไว้ให้คิดอยู่บ้างว่าท้ายที่สุดใครเป็นคนลั่นไกปืน ประเด็นคือทำไมหนังต้องทำเช่นนี้ เป็นเพราะต้องการให้หนังจบอย่างสมบูรณ์และไม่ยุ่งยาก หรือว่าอันที่จริงเพื่อต้องการบอกชีวิตคนเราไม่ได้มีทางเลือกมากนักอย่างที่เราคิดกัน

เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก ทางเลือกของเราล้วนถูกจำกัดด้วยทางเลือกของคนอื่นเช่นกัน ดังนั้นเจตจำนงเสรีในการเลือกอาจไม่มีจริง นอกเสียจากว่าเราจะกล้าหลุดให้พ้นจากกรอบของสังคมที่ครอบไว้ ซึ่งต้องใช้ความพยายามมากทีเดียว สำหรับตุล ถึงแม้เขาจะมองเห็นฝนตกขึ้นฟ้า แต่ก็เป็นแค่ตัวเขาเท่านั้น โลกใบนี้ก็ยังเห็นฝนตกลงดินอยู่เหมือนเดิม เขาอาจมีทางเลือกที่จะไม่เป็นมือปืน แต่สังคมคนรอบข้างอาจไม่ชอบทางเลือกของเขา ข้อจำกัดสำคัญของทางเลือกของเขาก็คือ “อดีต” ที่เขาได้ทำไว้ แม้ในท้ายที่สุดตุลอาจลืมอดีตของตัวเองได้ แต่อดีตก็ไม่เคยลืมเลือนสิ่งที่เขาได้เคยกระทำไป บทสรุปท้ายของหนัง หากถามว่าใครคือคนลั่นไกปืน คำตอบอาจไม่ใช่ว่าเป็นใคร แต่คือ “อดีตของตุล” นั่นเอง

อย่าบอกใครว่าเขามีทางเลือก หากคุณไม่ได้ยืนอยู่ในที่เดียวกับเขา

 

“รู้สึกยังไงที่เห็นฝนตกขึ้นฟ้า”

หากประเด็นหลักของเรื่องคือ มือปืนที่มองเห็นภาพกลับหัว ก็ถือว่าหนังเรื่องนี้ยังดึงเอาประเด็นนี้มานำเสนอยังไม่มากเท่าที่ควร แม้ว่าจะมีการใส่ภาพกลับหัวมาให้เห็น แต่ก็ในช่วงระยะเวลาไม่นาน กลับจะตัดกลับไปภาพปกติ และดูเหมือนหนังก็จะไม่ให้ความสำคัญมากนักกับการปรับตัวให้เข้ากับสายตาแบบใหม่อย่างที่ในหนังสือไว้ แน่นอนว่าหากฉายกลับหัวทั้งเรื่อง คงมีหวังได้มีนหัวตีลังกาดูเป็นแน่ แต่บางทีการแช่ภาพกลับหัวไว้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เหมือนที่หนังแช่ภาพนักแสดงในบางซีนไว้ค่อนข้างนาน (จนบางครั้งรู้สึกว่านานเกินไป) อาจทำผู้ชมสามารถเชื่อมไปถึงบทสรุปของเรื่องและข้อดีของการ “เพ่งมอง” ได้ง่ายยิ่งขึ้น

แต่หากมองในมุมกลับ อาจเป็นความตั้งใจของเป็นเอกเองที่ไม่ได้ต้องการให้ความสำคัญกับภาพกลับหัวมากนัก เพราะประเด็นไม่ได้อยู่ที่ภาพกลับหัว แต่อยู่ที่ “ปัญหาในการมอง” ต่างหาก

การเห็นฝนตกขึ้นฟ้าอาจไม่ใช่ความผิดปกติทางสายตาเดียวที่ตุลต้องเผชิญ ขณะอยู่ในคุกเราก็ได้เห็นว่าตุลสายตาสั้นจนต้องใส่ “แว่น” คำถามคือทำไมก่อนหน้านั้นตุลถึงไม่ใส่แว่นให้เห็นเลย (นอกจากแว่นตาดำ) หรือเพราะสิ่งที่ตุลเห็นไม่ชัด ไม่ใช่สิ่งของ แต่คือ “ความยุติธรรม” หากการมองเห็นฝนตกขึ้นฟ้า คือการทำให้ตุลต้องหันกลับไปเพ่งมองสิ่งต่างๆ อย่างตั้งใจ เห็นถึงความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น การใส่แว่นก็อาจหมายถึง การพยายามหาความชัดเจนให้กับความยุติธรรม ในวันที่เขาโดนความยุติธรรมที่เคยยึดถือเล่นงานเสียเอง จนกระทั่งเมื่อถึงวันที่เขาตระหนักถึงความยุติธรรมแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน เมื่อนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแว่นอีกต่อไป แต่แล้ววันหนึ่งสายตาอันปกติก็ทำให้เขาต้องมานั่งคิดว่า ความชัดเจนที่เขาเห็นแท้จริงมันเป็นความจริงหรือป่าว และคราวนี้เขาไม่มีแว่นให้ลองแล้ว แต่ต้องมองด้วยสายตาตัวเองจริงๆ

 

ฝนตกขึ้นฟ้าแบบเป็นเอก 

มองในแง่หนังฟิล์มนัวร์ หนังทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี การลำดับเรื่องไม่ยากจนเกินเข้าใจ แต่ก็ไม่ง่ายจนบอกหมดทุกสิ่งทุกอย่าง มีการเล่าเหตุการณ์ตอนต้นแล้วข้ามไปหาผลสรุป ปล่อยพื้นที่ว่างๆ ระหว่างนั้นให้เราเติมแต่งจินตนาการเชื่อมต่อกันเองเอง แม้จะดูเนือยๆ เนิบๆ บ้างหลายๆ ช่วงเมื่อเทียบกับหนังแนวทริลเลอร์ฟิล์มนัวร์ทั่วๆ ไป แต่ก็ไม่ถึงกับชวนง่วงนอนเกินไปนัก ที่ต้องชมคือตัวแสดงโดยเฉพาะตุล (นพชัย ชัยนาม – พระราชมนูจากนเรศวร) ที่สื่อความเป็นตุลออกมาได้เป็นอย่างดี และสามารถแบกเรื่องเอาไว้ได้ ซึ่งจุดนี้ถือว่าสำคัญ เพราะตัวหนังมีการถ่ายซีนเจาะตุลค่อนข้างมาก บางทีก็แช่ภาพไว้นานๆ หากนักแสดงไม่ถึงจริง ก็จะพาเอาหนังล่มเอาได้ง่ายๆ

มองในแง่หนังเป็นเอก ผมเคยดูหนังของเป็นเอกเพียงเรื่องเดียวคือ “พลอย” ทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบว่าเรื่องนี้ต่างจากสไตล์ของเป็นเอกแบบเดิมมากแค่ไหน แต่หากเทียบกับพลอยแล้ว ฝนตกขึ้นฟ้าดูง่ายและมีการจังหวะการเล่าเรื่องที่เร็วกว่าพลอย ซึ่งผมยอมรับตามตรงว่าดูไม่รู้เรื่อง หรือพูดให้ตรงกว่านั้นคือ พอจะรู้เรื่องแต่ไม่เข้าใจ สำหรับฝนตกขึ้นฟ้านี้รับประกันครับว่าดูรู้เรื่อง แม้ว่าอาจจะไม่ได้อ่านนิยายมาก่อนก็ตาม แต่อย่างที่บอกไป บางช่วงบางตอนหนังตัดฉากข้ามไปให้เราประติดประต่อ ก็อาจต้องใช้ความพยายามในการดูสักนิด แต่คงไม่ถึงกับตีลังกาดูให้เข้ากับชื่อเรื่องหรอก

มองในแง่หนังที่สร้างหนังสือ แม้ฝนตกขึ้นฟ้าฉบับเป็นเอกจะเก็บเอาประเด็นของฉบับมาหนังสือมาใช้ค่อนข้างสมบูรณ์ บทพูดบางคำถอดออกมาจากหนังสือแบบเป๊ะๆ แต่ก็มีหลายจุดที่แตกต่างไปจากหนังสือ เช่นการเปลี่ยนชื่อตัวละครบางตัว (เดาว่าเพื่อให้ฝรั่งเรียกง่ายขึ้น) หรือการลดบทบาทของตัวละครอื่นๆ ในเรื่องลงไม่ว่าจะทิน หมอสรวง สร้อยแก้ว (ในหนังเปลี่ยนชื่อเป็นทิวา) ฯลฯ เพื่อโฟกัสไปที่ตุลอย่างเดียว ก็ทำให้ผู้ชมพลาดการรับรู้เรื่องราวของแต่ละคน ซึ่งมีผลต่อเนื่อเรื่องและการมองโลกของตุลไปอย่างน่าเสียดาย รวมไปถึงการเปลี่ยนตอนจบจากในหนังสือ แต่โดยรวมก็ถือว่าหนังถ่ายทอดความเป็นฝนตกขึ้นฟ้าออกมาได้ในระดับที่ดี หรืออย่างน้อยก็ยังดีกว่า หนังที่สร้างจากนิยายของวินทร์เรื่องก่อนหน้านั้นอย่าง “ปืนใหญ่จอมสลัด”

 

เผยแพร่ครั้งแรก www.pantip.com

26 พฤศจิกายน 2554

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here