[Review] X-Men: First Class – ซุปเปอร์ฮีโร่ชายขอบ

1
77
views

X-Men: First Class สำหรับภาคนี้บ้างก็ว่าเป็นภาคแยก (Spin-Off) ของไตรภาค X-Men ที่สร้างในช่วงปี 2000-2006 โดยเล่าเรื่องวัยหนุ่มของตัวชาร์ล เซเวียร์ หรือศาสตราจารย์เอ็กซ์ และ อีริค เล็นห์เชอร์ หรือแม็กนีโต 2 ผู้นำกลุ่มมนุษย์กลายพันธ์ในไตรภาค ที่มีความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กลายพันธ์ และมนุษย์ธรรมดา แต่ขณะเดียวก็มีบางส่วนที่ว่า X-Men: First Class เป็นการรีบูท X-Men เสียใหม่ เนื่องจากพบว่าเนื้อหาบางส่วนในภาคนี้ไปขัดแย้งกับไตรภาค (และรวมถึงภาควูฟเวอร์ลีนด้วย)

แต่ไม่ว่าจะเป็นภาคแยกหรือรีบูทใหม่ สำหรับคนที่ชื่นชอบไตรภาคและภาควูฟเวอร์รีน ภาคนี้อาจไม่สนุกสำหรับคุณ เหตุผลแรก ภาคนี้ไม่มีวูฟเวอร์รีนเป็นตัวนำเหมือน 4 ภาคแรก (แต่มีรับเชิญนิดๆ หน่อยๆ) ตัวหนังพยายามเกลี่ยบทไปให้ตัวละครต่างๆ ในเรื่องมากขึ้น และเหตุผลที่สอง ภาคนี้ไม่ได้เน้นการปล่อยพลังของเหล่ามนุษย์กลายพันธ์มากนัก แต่ประเด็นหลักคือการให้ความสำคัญกับ “ความเป็นมนุษย์กลายพันธุ์” ของเหล่า X-Men ในเรื่อง ซึ่งก็มีนักวิจารณ์หลายคนในต่างประเทศกล่าวว่า นี่คือการกลับไปสู่รากเหง้าของ X-Men ฉบับ Comic แบบดั้งเดิมอีกครั้ง


X-Men: ซุปเปอร์ฮีโร่คนชายขอบ

ผู้ใหญ่บางคนมักมีความเชื่อบางอย่างว่า “การ์ตูนเป็นเรื่องของเด็ก” ด้วยเหตุนี้เนื้อหาของการ์ตูนจึงถูกคาดหวังว่าต้องมีเนื้อหาที่เหมาะสม สำหรับเด็ก ไม่มีความรุนแรง เพ้อฝัน เข้าใจง่าย แบ่งแยกดีชั่วชัดเจน ขณะเดียวกันหากผู้ใหญ่ด้วยกันเองอ่านการ์ตูน ก็คงเลี่ยงไม่พ้นจะถูกหาว่า “ไม่รู้จักโต” ความเชื่อแบบนี้ดูไม่ถูกต้องนักเมื่อพิจารณาจากเนื้อหาการ์ตูนหลายเรื่อง ยิ่งการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่อเมริกา โดยเฉพาะจากค่าย Marvel ที่สอดแทรกด้วยเนื้อหาทางการเมือง สังคม วัฒนธรรม และความรุนแรงที่จริงจัง จนมากกว่าแค่เรื่องไร้สาระตามความเข้าใจของใครบางคนเท่านั้น และ  “X-Men คือการ์ตูนแบบนั้น”

X-Men เป็นการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่จากค่าย Marvel เขียนโดยแสตน ลี และแจ็ค เคอร์บี้ วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี 1963 ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามเย็น และในสหรัฐอเมริกาเองก็ำกำลังประสบปัญหาหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการเหยียดผิว คอมมิวนิสต์ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจ ทำให้การ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่ในช่วงนั้นเริ่มเปลี่ยนสถานะจาก “ภาพฝัน” ในยุคก่อน (Superman, Wonder Woman, Captain America ฯลฯ) มาเป็น “ภาพสะท้อน” ความเป็นจริงมากขึ้น เรามีซุปเปอร์ฮีโร่ที่ต้องทำงานไปด้วยอย่างสไปเดอร์แมน ซุปเปอร์ฮีโร่ที่ควบคุมตัวเองไม่ได้อย่าง Hulk รวมไปถึงซุปเปอร์ที่สะท้อนความเป็นมหาอำนาจของอเมริกาอย่าง Iron Man และสำหรับเหล่า X-Men พวกเขาคือภาพสะท้อนของกลุ่มคนที่เป็นชายขอบของสังคม

คนชายขอบ หมายถึงบุคคลหรือกลุ่มคนที่สังคมไม่สนใจเหลียวแล ถูกทิ้งขว้าง แปลกแยกจากสังคมกระแสหลัก และหลายกรณีคนชายขอบก็ถูกสังคมมองว่าเป็นตัวอันตรายที่ต้องควบคุมไว้ กลุ่มคนเหล่านี้อาทิเช่น กลุ่มรักร่วมเพศ คนไร้สัญชาติ คนพิการ ชนกลุ่มน้อย ฯลฯ สำหรับ X-Men วิวัฒนาการอันก้าวกระโดดไม่ได้ช่วยให้พวกเขาเป็นชื่นชอบของคนโดยทั่วไป ความแตกต่างของพวกเขา ทำให้สังคมกระแสหลักมองว่าพวกเขาเป็นไม่ใช่พวกเดียวกัน นำไปสู่การพยายามจำกัดสิทธิ ควบคุม ไม่ยอมรับพวกเขา โดยที่สังคมมักใช้ข้ออ้างว่า “เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ๋” และนั่นนำไปสู่ประเด็นหลักของ X-Men ฉบับคอมมิคคือ “เรา (มนุษย์กลายพันธุ์) จะทำอย่างไรในสภาวะเช่นนี้”

ศาตราจารย์เอ็กซ์ Vs. แม็กนีโต้

คาแรกเตอร์และแนวคิดของศาตราจารย์เอ็กซ์และแม็กนีโต้ในเรื่องนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นอย่างลอยๆ แต่มีการอิงกับเหตุการณ์จริงในขณะนั้นที่กำลังเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งก็คือการเหยียดผิว มนุษย์กลายพันธุ์ในเรื่องคือภาพตัวแทนของคนผิวสีที่ถูกเหยียดจากสังคม ขณะที่มนุษย์ปกติก็คือตัวแทนของคนผิวขาวในขณะนั้น และ 2 ผู้นำคนสำคัญของเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ก็ถอดแบบมาจาก 2 ผู้นำคนสำคัญของกลุ่มผิวสี ซึ่งก็คือมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และมัลคอม เอ็กซ์

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ เป็นผู้นำกลุ่มผิวสี ที่ยึดแนวทางการต่อต้านอย่างสันติวิธีตามแบบมหาตามะ คานธี และมีความเชื่อว่ากลุ่มคนผิวสีกับผิวขาวสามารถอยู่ร่วมกันได้ เมื่อย้อนไปดูประวัติของลูเธอร์ก็พบว่าเขาเป็นบุตรชายของพระแบปติส ได้รับการศึกษามาเป็ฯอย่างดี และยังยึดอาชีพหมอสอนศาสนาก่อนจะมาเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนด้วย เรียกได้ว่าแทบจะเหมือนกับชีวิตของชาร์ลใน -Men ที่เติบโตมาอย่างปกติ แม้เขาจะเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ แต่อาการของเขาก็ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อรูปลักษณ์ภายนอก หรือขัดขวางการมีชีวิตร่วมกับคนปกติสักเท่าไหร่ และนั่นเป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้ชาร์ล กลายเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ที่ยึดแนวทางสันติเช่นเดียวกับลูเธอร์

แต่ มัลคอม เอ็กซ์ ต่างออกไป เขาเป็นผู้นำกลุ่มผิวสีอีกกลุ่ม ที่ยึดแนวทางการต่อสู้ที่รุ่นแรง โดยมีความเชื่อในความเหนือกว่ากลุ่มคนผิวสี ชีวิตในวัยเด็กของเขาคล้ายกับอีริค คือเติบโตมาอย่างด้อยโอกาส ถูกเหยียดผิว พ่อถูกฆ่าตาย แม่ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลประสาท เคยก่ออาชญากรรมและถูกจำคุกในเรือนจำ สิ่งแวดล้อมแบบนี้ไม่แปลกที่จะหล่อหลอมให้เขาเลือกใช้แนวทางที่รุนแรง เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เขารู้ว่า อีกฝ่ายไม่เคยเมตตาเขา แม้ว่าเขาจะทำดีด้วยก็ตาม อีรึคก็เช่นกัน ชีวิตที่แตกต่างกัน นำไปสู่แนวคิดที่ต่างกันระหว่างอีริคกับชาร์ล

หากในไตรภาคที่ ผ่านมาคือการทำให้เห็นวิธีการแสดงออกที่แตกต่างกันของทั้ง 2 กลุ่มในประเด็นเรื่องมนุษย์กลายพันธุ์และมนุษย์ปกติ แต่ใน First Class กลับแตกต่างออกไป เพราะตอนนั้นมนุษย์ยังไม่รู้จักมนุษย์กลายพันธุ์มากนัก เรื่องราวจึงมุ่งไปที่การเผยให้เห็นถึงการเติบโตทางแนวคิดว่าเหตุใดที่ทำให้ ชาร์ลและอีริคมีความคิดที่แตกต่างกัน “พวกเขามองอาการกลายพันธุ์ของตัวเองยังไง” ซึ่ง การย้อนเรื่องราวในวัยเด็กในเรื่อง รวมถึงชีวิตประจำวันก่อนที่ทั้งสองจะมาเจอกัน ก็ทำให้เราเห็นภาพได้ชัด และทำให้เมื่อท้ายเรื่องทั้งสองเลือกที่จะเดินคนละทาง จึงไม่รู้สึกติดขัดแต่อย่างไร เพราะทุกอย่างถูกปูมาไว้ในเรื่องแล้ว ทั้งนี้โดยแทบจะไม่ต้องพูดถึงการเหยียดเผ่าพันธุ์จากมนุษย์ปกติเลย

 

Mutant Proud

พร้อมๆ กับที่หนังเล่าเรื่องของชาร์ลและอีริค ภาคนี้ก็ยังให้ความสำคัญของกับตัวละครมนุษย์กลายพันธุ์อีก 2 คนคือ แม็คคอยและราเวน ทั้งสองดูจะเป็นมีปัญหากับอาการของตัวเองมากกว่าชาร์ลและอีริค เพราะในขณะที่ทั้ง 2 คนนั้นอาจใช้ชีวิตได้อย่างปกติ เพราะดูภายนอกแทบจะไม่แตกต่างจากคนทั่วไป แต่การกลายพันธุ์ของแม็คคอยและราเวนกลับเกิดขึ้นกับร่างกายที่สามารถเห็นได้ ชัดจากภายนอกและทำให้รู้ได้ทันทีว่าพวกเขาต่างจากคนอื่นๆ ชีวิตของพวกเขาทั้งสองจึงไม่ใช่แค่การหลบซ่อนจากสังคม แต่ยังเป็นการหลบซ่อนจากตัวเองด้วย ราเวนต้องปกปิดร่างจริงของตัวเอง ขณะที่แม็คคอยก็ปกปิดบิ๊กฟุตของเองไว้ภายในรองเท้า และพยายามคิดที่จะยารักษาอาการของเขา

ราเวนและแมคคอยไม่ได้ คิดไปไกลถึงขนาดชาร์ลและอีริค ที่ว่ามนุษย์กลายพันธุ์สามารถอยู่ร่วมกับมนุษย์ปกติได้หรือไม่ พวกเขาคิดเพียงว่าจะทำยังไงให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมี “ความภาคภูมิใจในตนเอง”

จะมีประโยชน์อะไร หากมีพลังมากมาย แต่สุดท้ายต้องหลบๆ ซ่อนๆ จากสังคม และแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่อยากเป็นตัวเอง สำหรับคนชายขอบส่วนใหญ่ “การยอมรับในตัวเอง” เป็นปัญหาพอๆ กับ “การได้รับการยอมรับจากผู้อื่น” และสำหรับผม ตัวละคร 2 ตัวนี้ คือการสะท้อนความรู้สึกของมนุษย์กลายพันธุ์ส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี

น่าเสียดายที่ในขณะ First Class ทำให้เราเห็นพัฒนาการการแสวงหาความภาคภูมิใจของราเวน ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจแยกจากชาร์ล พี่ชายที่ไม่เคยเข้าใจเธอเลย แต่เรากลับไม่ได้เห็นพัฒนาการของแม็คคอยมากนัก โดยเฉพาะเมื่อตอนเขากลายเป็นบีสต์แล้ว หนังยังไม่ได้บอกว่า แม็คคอยมีความภูิมิใจในการเป็นมนุษย์กลายพันธุ์หรือยัง การกลับมาของบีสต์ในช่วงท้าย ดูเหมือนจะเป็นเพียงการกลับมาช่วยเพื่อนมากกว่าเขายอมรับในสิ่งที่เขาเป็น แล้ว

อย่างไรก็ตาม คำพูดของราเวนที่ฝากไปถึงแม็คคอยในท้ายเรื่องที่ว่า “จงมี Mutant Proud” ทำให้คิดได้ว่า เรื่องราวของแม็คคอยยังมีอะไรให้เล่นอีกเยอะในภาคต่อไป (หากมี) ซึ่งเราอาจจะเห็นในภาคต่อไปว่า แม็คคอยเลือกเส้นทางเดินในชีวิตตัวเองยังไงต่อไป และหากยังอิงกับเนื้อหาการ์ตูน เราก็จะได้เห็นบีสต์ในบทบาทของนักการเมือง ซึ่งจะเป็นบทบาทที่น่าสนใจทีเดียว (ในภาค 3 มีตัวละครบีสต์อยู่ด้วย แต่ดูแล้วน่าจะเป็นคนละคนกับบีสต์ใน First Class)

วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา

เหตุการณ์ หนึ่งที่ถูกใช้เป็นฉากหลังและเป็นตัวผลักดันเนื้อเรื่องของภาคนี้ก็คือ วิกฤติการณ์ขีปนาวุธคิวบา ในหนังชอว์ ซึ่งเป็นฝ่ายร้ายวางแผงให้สหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตเปิดสงครามนิวเคลียร์ ต่อกัน โดยอาศัยการติดตั้งขีปนาวุธในคิวบาเป็นชนวนความขัดแย้ง ทั้งนี้เพราะชอว์เชื่อว่า นิวเคลียร์คือตัวเร่งปฏิกิริยาวิวัฒนาการก้าวกระโดด ซึ่งจะทำให้มนุษย์กลายพันธุ์กลายเป็นเผ่าพันธุ์นำของโลก และแน่นอน เหล่า X-Men ก็คือผู้ที่จะขัดขวางแผนการนี้

ที่น่าสนใจคือเหตุการณ์ ในเรื่องนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในหน้าประวัติศาสตร์ ต่างกันก็แค่ไม่มีมนุษย์กลายพันธุ์เข้ามายุ่ง เหตุการณ์จริงก็คือสหรัฐอเมริกาได้ติดตั้งขีปนาวุธในตุรกี ทำให้โซเวียตแสดงความไม่พอใจและตอบโต้ด้วยการจะติดตั้งขีปนาวุธในคิวบา เมื่อสหรัฐอเมริกาค้นพบ ก็ทำการปิดล้อมน่านน้ำคิวบา และห้ามเรือสินค้าทุกชนิดเข้าออก นำไปสู่ความตึงเครียดที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในยุคสงครามเย็น อย่างไรก็ตาม ในเหตุการณ์จริง วิกฤติครั้งนี้ก็จบลงได้ด้วยการเจรจา

ผม ไม่แน่ใจว่าเป็นความตั้งใจของผู้สร้างหรือไม่ แต่การนำเหตุการณ์นี้มาประกอบในเรื่อง (ซึ่งทำได้ค่อนข้างแนบเนียน) ก็สะท้อนให้เห็นว่า “ความไว้วางใจ” เป็นสิ่งสำคัญเพียงไร ยิ่งในยุคสงครามเย็นที่ต่างฝ่ายต่างจ้องใส่กัน ไม่ไว้ใจกันเมื่อไหร่ก็นำไปสู่สงครามนิวเคลียร์กันที น่าตลกที่ว่า ท้ายเรื่องทั้งสหรัฐอเมริกากับโซเวียตหันมาไว้ใจซึ่งกันและกัน ไปพร้อมๆ กับการไม่ไว้วางใจต่อเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์

X-Men ภาคที่จริงจังที่สุด

หาก คุณชอบ X-Men ในแบบที่เหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ปล่อยพลังใส่กัน นี่อาจไม่ใช่ภาคที่เหมาะกับคุณเท่าไหร่ ภาค 3 และภาควูฟเวอร์รีนดูจะเหมาะกับคุณมากที่สุด แต่สิ่งที่ภาคนี้ให้คือเนื้อหาที่จริงจัง มีอะไรให้ขบคิดอยู่ตลอด แม้ว่าถ้าเทียบกับ The Dark Knight หรือ Watchmen แล้ว เนื้อหาอาจไม่หนักเท่า แต่ก็ยังหนักกว่า X-Men ภาคที่ผ่านๆ มา รวมไปถึงหนังซุปเปอร์ฮีโร่อีกหลายๆ เรื่อง และที่สำคัญ หากคุณอยากสัมผัสกับสเน่ห์ X-Men แบบดั้งเดิม และอยากดูอะไรมากไปกว่า วูฟเวอร์รีนแอนด์เดอะแก็งค์ X-Men: First Class คือภาคที่จะสามารถตอบสนองคุณได้เป็นอย่างดี

เผยแพร่ครั้งแรกใน 

http://www.oknation.net/blog/ThirdMan/2011/06/07/entry-1

7 มิถุนายน 2554

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here