[Criticism] พันท้ายนรสิงห์ – ภาพลักษณ์ใหม่พระเจ้าเสือ

0
188
views

pantainorasingh-01

 

Part 1: พันท้ายนรสิงห์

 

“พันท้ายนรสิงห์” เป็นโปรเจคที่มีปัญหาอย่างมากทั้งในช่วงการถ่ายทำและการออกฉาย เดิมทีโปรเจคนี้ถูกวางไว้เป็นละครออกฉายช่อง 3 มี “ป๋อ ณัฐวุฒิ” มารับบท “พันท้ายนรสิงห์” ขณะที่ “ผู้พันเบิร์ด วันชนะ” รับบท “พระเจ้าเสือ” บวงสรวงเปิดกล้องถ่ายทำกันไปตั้งแต่ปี 2554 แต่ไม่นานก็มีการเปลี่ยนตัวพันท้ายนรสิงห์จากป๋อมาเป็น “ป๊อป ฐากูร” เพราะคิวไม่ว่าง กระนั้นจากนั้นไม่นานก็เปลี่ยนอีกรอบเป็น “เต้ย พงศกร” เมื่อละครถ่ายทำเสร็จประมาณปี 2557 ก็เกิดกรณีโดนดอง ไม่มีคิวลงฉาย ช่อง 3 ต้องการเปลี่ยนให้ไปฉายเป็นละครก่อนข่าวแทน แต่ผู้สร้างรู้สึกว่า การถ่ายทำและตัดต่อของเรื่องนี้เหมาะกับการฉายในช่วงหลังข่าวแทนมากกว่า ก็คาราคาซังกันพักหนึ่ง จนทางฝั่งพร้อมมิตร (ผู้สร้าง) ตัดสินใจซื้อสิทธิ์เรื่องนี้จากช่อง 3 เสียเลย และจะนำไปฉายในช่อง MONO แทน แต่ก่อนหน้านั้น ก็จะมีการตัดต่อใหม่เพื่อฉายในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ด้วย

 

126

ภาพบวงสรวงสมัยป๋อ ณัฐวุฒิ ยังรับบททันท้ายนรสิงห์

 

“พันท้ายนรสิงห์” ฉบับที่ฉายในโรงภาพยนตร์อยู่ขณะนี้ จึงเป็นฉบับที่ตัดมาจากละคร จากประมาณ 24 ชั่วโมง (ตามข่าวที่คุณชายอดัมเคยให้สัมภาษณ์ ละครมี 24 ตอน) ให้เหลือประมาณ 3 ชั่วโมง ดังนั้น หากดูๆ ไป แล้วพบว่าเนื้อเรื่องมันโดดๆ ไปบ้าง ตัวละครบางตัวคือใคร อยู่ๆ โผล่มาได้ไง ก็ไม่ต้องแปลกใจ ส่วนที่ขาดนั้นอยู่ในฉบับละคร แต่เท่าที่ตัดมา แม้จะไม่สมบูรณ์และมีแผลค่อนข้างเยอะ แต่ก็ถือว่าตัดออกมาโดยรวมก็ยังดูรู้เรื่องและสนุกดี ส่วนตัวคิดว่าตัดต่อดีกว่าและสนุกกว่าตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 4 ภาคหลัง ที่ตังใจสร้างเป็นภาพยนตร์แต่แรกด้วยซ้ำ

“พันท้ายนรสิงห์” กับราชสกุล “ยุคล” ผู้สร้างหนังเรื่องนี้ไม่ใครอื่นกัน เพราะที่พันท้ายนรสิงห์โด่งดังกลายเป็นตำนานมาทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะตระกูลยุคลนี่แหละ ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ.2488 พันท้ายนรสิงห์ถูกนำมาจัดแสดงในรูปแบบละครเวที โดยมี “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณพันธุ์ยุคล” พระปิตุลา (ลุง) ของ มจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล เป็นผู้ทรงนิพนธ์เรื่องจากเกร็ดในพงศาวดาร

สำหรับ “พันท้ายนรสิงห์” เวอร์ชั่นภาพยนตร์ 2558 ของ “มจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล” นี้ เท่าที่ได้ยินข่าว ก็สร้างโดยอิงจากฉบับพระเองเจ้าภาณุพันธ์ยุคลเช่นกัน เล่าเรื่องในรัชสมัยพระเจ้าเสือ…เอ๊ะ…หรือพระเพทราชา ตรงนี้ก็ยังไม่แน่ใจ เพราะหนังไม่ได้บอกให้ชัด เนื่องจากในขณะที่ที่ตัวพระเจ้าเสือและคนสนิทเรียกพระองค์ว่า “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เรียกกันทั่วไปว่า “วังหน้า” มีสถานะเป็นรัชทายาทที่จะมีสิทธิ์ขึ้นครองบังลังก์ต่อ และในเรื่องเองก็มีบทพูดที่ทำให้คิดว่าขณะนั้นพระเพทราชายังครองราชย์อยู่ แต่ถ้าตอนนั้นพระเจ้าเสือยังไม่ครองราชย์ ก็สงสัยไม่ได้ว่าทำไมเวลาชาวบ้านหรือขุนนางบางส่วนพูดถึงพระเจ้าเสือจึงชวนให้เข้าใจว่าพระองค์เป็นกษัตริย์แล้ว แถมใช้คำว่า “พระเจ้า” ด้วย ซึ่งน่าจะเป็นคำลำลองเรียกเฉพาะกษัตริย์เท่านั้น

แต่เอาเถอะข้ามตรงนี้มาที่ส่วนเนื้อหากันก่อน พระเจ้าเสือในมุมมองของชาวบ้านนอกเขตกรุงศรีอยุธยานั้นถือเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่โหดร้าย ทารุณ ขูดรีดราษฎร และฉุดคร่าหญิงสาวไปเสพสม โดยเฉพาะเด็กๆ ทำให้ชาวบ้านพากันเกลียดชังพระเจ้าเสือ รวมถึงบ้านวิเศษไชยชาญ พระพิชัยเจ้าเมืองได้ซ่องสุมกำลังออกปล้นทหารหลวงและวางแผนลอบปลงพระชนม์พระเจ้าเสือ หนึ่งในกลุ่มของพระพิชัยก็คือ “สิน” ชายหนุ่มกำพร้าที่ฝีมือในการคัดท้ายเรือและเชิงมวย สินนั้นแอบรัก “นวล” กระทั่งวันหนึ่ง “พระเจ้าเสือ” ได้เสด็จประพาสวิเศษไชยชาญ และปลอมพระองค์เป็นชาวบ้านชื่อ “เดื่อ” พระองค์เกิดพึงใจนวลเช่นกัน ทำให้เกิดการประชันเชิงมวยและเชิงรักกับสินเพื่อแย่งชิงหัวใจนวล แต่ทำไปทำมาทั้งพระเจ้าเสือและสินก็กลายเป็นเกลอกัน และทำให้พระเจ้าเสือเริ่มสืบหาว่าใครที่นำชื่อของพระองค์ไปหาผลประโยชน์และปลุกปั่นชาวบ้านให้เกลียดชังพระองค์ ตอนหลังสินได้เข้ารับราชการเป็นพันท้ายนรสิงห์ และเกิดกรณีที่นำไปสู่เหตุการณ์โขนเรือหัก จนพันท้ายนรสิงห์ต้องขอรับโทษตาย ตามที่เราเคยได้ยินๆ มา

อย่างที่กล่าวไปแล้ว “พันท้ายนรสิงห์” เวอร์ชั่นนี้ แม้จะมีแผลหลายแผล ซึ่งเข้าใจว่าเกิดจากการตัดละครยาวให้เหลือแค่สั้นๆ แต่โดยรวมก็ดูสนุกดี อันเกิดจากการที่หนัง/ละครพยายามหาเนื้อเรื่องมาใส่ในช่วงก่อนเหตุโขนเรือหักตามพงศาวดาร ทำให้เนื้อหาดูมีอะไรขึ้นมา ถึงจะไม่เกิดคาดเดา แต่ก็ชวนให้ติดตามตอนต่อไป ที่สำคัญคือ “มุขตลก” ในเรื่องที่ตลกกว่าทุกหนังละครทุกเรื่องในจักรวาลท่านมุ้ยช่วงหลัง ผู้พันเบิร์ดถึงจะยังเล่นแข็งมากเหมือนเคย ยิ่งเล่น Comedy ยิ่งดูออกว่าขัดๆ และดู over มาก (จริงๆ มีหลายตัวละครที่พอดูบนจอหนังแล้วรู้สึกว่าเล่น Overacting มาก) แต่ในความขัดๆ นั้น ดูไปดูมาก็ตลกดี

แต่มี 2 อย่างที่ทำให้รู้สึกแปร่งๆ กับเวอร์ชั่นภาพยนตร์ ทำให้ชอบได้ไม่สุด อย่างแรกเลย คือ เราไม่อินในความสัมพันธ์ของตัวละครเลย ไม่ว่าจะสินกับพระเจ้าเสือ สินกับนวล สินกับทับทิม สินกับพระพิชัย ฯลฯ นั่นทำให้หลายช่วงที่ความรู้สึกควรจะพีค กลับแค่เฉยๆ ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าถ้าเป็นละครจะเห็นรายละเอียดเพิ่มขึ้นหรือเปล่า และอย่างที่สองก็คือ นี่หนัง “พระเจ้าเสือ” หรือ “พันท้ายนรสิงห์” กันแน่ ดูไปดูมา เหมือนหนังโฟกัสไปที่การปรับภาพลักษณ์ให้พระเจ้าเสือ มากกว่าเน้นเรื่องความซื่อสัตย์ของพันท้ายนรสิงห์ที่ควรเป็น Point หลักของเรื่องไปซะงั้น

 

86

 

Part 2: พระเจ้าเสือ

 

ประวัติศาสตร์กระแสหลักของไทยนั้นมอง “พระเจ้าเสือ” หรือพระนามเต็ม “สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8” แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง อย่างไม่เป็นมิตรนัก ตั้งแต่การร่วมกับพระเพทราชา ชิงราชสมบัติจากสมเด็จพระนารายณ์ ที่เป็นพระราชบิดาแท้ๆ ทำให้พระเจ้าเสือมีภาพของคนอกตัญญู และเมื่อครองราชย์แล้ว หลายพงศาวดารระบุถึงความโหดร้ายของพระองค์ไว้มาก ทั้งการชื่นชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เลือดร้อน ชอบหาเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรสนิยมทางเพศ ที่ชอบเสพสมกับเด็กสาวที่ไม่มีระดู (ประจำเดือน) หากขัดขืนก็จะโดนถองยอดอกตาย ด้วยกิตติศัพท์ความโหดร้ายเช่นนี้ ทำให้ประชาชนพากันขนานนามพระองค์ว่า “พระเจ้าเสือ”

แต่ก็อย่าเพิ่งเชื่อไปซะหมด ประวัติศาสตร์มักเขียนโดยผู้ชนะ ยิ่งประวัติศาสตร์ไทยด้วยกันแล้ว ต่อให้เหตุเกิดเมื่อวาน ก็สามารถเขียนบิดให้เป็นอีกทางหนึ่งได้ ตามข้อมูลที่พอค้นเจอ พงศาวดารที่พูดถึงความโหดร้ายของพระเจ้าเสือเป็นฉบับแรกก็คือ “พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)” สมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งถ้าวิเคราะห์ในมุมทางการเมือง อาจต้องการสร้างภาพลบให้กับราชวงศ์บ้านพลูหลวงทั้งหมด เพื่อสร้างความชอบธรรมในการครองราชย์ และโยนความผิดในการทำให้เสียกรุงไปให้กับราชวงศ์บ้านพลูหลวง โดยเฉพาะที่โดนหนักๆ ก็จะเป็นพระเพทราชา (เป็นกบฏ) พระเจ้าเสือ (ใจคอโหดร้าย) และพระเจ้าเอกทัศน์ (อ่อนแอ)

แต่ถ้าไปอ่านบันทึกประวัติศาสตร์ของราชวงศ์บ้านพลูหลวงเอง อย่าง “คำให้การกรุงเก่า” ของขุนหลวงหาวัด หรือพระเจ้าอุทุมพร หนึ่งในกษัตริย์ราชวงศ์นี้ ก็จะให้อีกภาพหนึ่งของพระเจ้าเสือ ที่แม้จะมีนิสัยชอบเปรียบมวย และปลอมตัวเป็นชาวบ้านเหมือนกัน แต่ก็เป็นแง่บวกมากกว่า

สำหรับพันท้ายนรสิงห์นั้น ปรากฏครั้งแรกใน “พระราชพงศาวดารฉบับบริติชมิวเซียม” พ.ศ.2350 สมัยรัชกาลที่ 1 เช่นกัน แต่ก็เขียนเฉพาะช่วงเหตุการณ์พันท้ายนรสิงห์คัดท้ายเรือพลาดจนโขนเรือหัก และร้องขอโทษประหารชีวิตจากพระเจ้าเสือเพื่อรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายเท่านั้น ไม่มีพูดเรื่องประวัติความเป็นมาของพันท้ายคนนี้ และเรื่องการลอบปลงพระชนม์ระหว่างเดินเรืออะไรต่างๆ นั้นก็เป็นเรื่องที่แต่งตามมาภายหลังเสียเป็นส่วนใหญ่

พงศาวดารอาจระบุว่าเหตุการณ์พันท้ายนรสิงห์เกิดขึ้นจริง แต่ถ้าสมมติเป็นการเขียนเติมภายหลังก็เป็นไปได้ ถ้าพิจารณาจุดมุ่งหมายทางการเมือง อาจต้องการชี้ให้เห็นว่า “กฎหมาย” อยู่เหนือทุกสิ่ง กระทั่งพระเจ้าเสือที่เอาแต่ใจก็ต้องยอมรับ แต่ขณะเดียวกันเมื่อพันท้ายนรสิงห์กลายเป็นสื่อบันเทิงที่ได้รับความนิยม พันท้ายนรสิงห์ก็ได้สร้างผลข้างเคียงในทางที่ดีต่อภาพลักษณ์ของพระเจ้าเสือไปด้วย

ในหนังพันท้ายนรสิงห์ของท่านมุ้ยนี้ เราจะเห็นความพยายามในการปรับภาพลักษณ์ให้กับพระเจ้าเสือ เรื่องกิตติศัพท์ความโหดร้ายและการทารุณทางเพศของพระองค์นั้นยังมีอยู่ แต่ถูกให้ค่าในฐานะ “คำใส่ร้ายป้ายสี” ของขุนนางชั่วที่แอบอ้างพระนามพระองค์ หนังสร้างบุคลิกของพระเจ้าเสือในแบบนักเลงสมัยก่อน ถึงไหนถึงกัน ชอบชกต่อยมวย พึงใจอะไรก็ลุยเต็มที่ ติดอารมณ์ขันนิดๆ แต่ขณะเดียวกันก็มีน้ำใจนักกีฬา และให้ค่ากับมิตรภาพเป็นอย่างมาก

แนวทางการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่แตกต่างไปจากประวัติศาสตร์กระแสหลักนี้ ส่วนสำคัญก็เพราะพระเจ้าสือถือเป็นตัวละครหลักด้วย (เรียกได้ว่าเป็นพระรองเลยก็ว่าได้) เลยต้องทำให้ออกมาเป็นคนดีหน่อย รวมถึงกรอบที่ว่าเรามักไม่ค่อยสร้างสื่อที่แสดงความโหดร้ายของกษัตริย์มากนัก ไม่ว่ากษัตริย์นั้นจะดูโหดแค่ไหนในหนังสือประวัติศาสตร์ก็ตาม เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าภาพลักษณ์ใหม่นี้คือพระเจ้าเสือตัวจริงในประวัติ แต่การปรับภาพลักษณ์นี้ก็เป็นสิ่งที่หนังเรื่องนี้สามารถกระทำได้เช่นกัน และมันไม่ใช่การบิดเบือนประวัติศาสตร์เสียทีเดียว เพราะเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าที่เขียนว่าพระเจ้าสือโหดนั้น เขียนตามความจริงแค่ไหน

ดังนั้น ส่วนตัวไม่มีปัญหากับการเสริมแต่งเรื่องราวในเรื่อง นี่คือหนังอิงประวัติศาสตร์ไม่ใช่สารคดีประวัติศาสตร์ แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวหนังดันสนใจอยู่กับการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับพระเจ้าเสือ จนลืมไปว่านี่คือหนังของ “พันท้ายนรสิงห์” เราแทบไม่เห็นที่มาที่ไปของตัวสินสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเรื่อง “ความซื่อสัตย์” กับ “ฝีมือคัดท้ายเรือ” ที่ควรเป็นจุดเด่นของพันท้ายผู้นี้ ก็โผล่มาให้เห็นแค่ช่วงท้ายเรื่องเท่านั้น ขณะที่ 2 ชั่วโมงครึ่งก่อนหน้านั้น หนังไม่ได้ทำให้รู้สึกเท่าไหร่ว่า สินนั้นเป็นคนมีนิสัยรักความซื่อสัตย์ เรารู้สึกว่าสินก็เป็นคนดีคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แตกต่างจากคนอื่นๆ นัก ไม่มีฉากหรือเรื่องราวที่ปูให้เห็นว่าสินนั้นให้ค่าความซื่อสัตย์หรือกฎหมายอยู่แล้ว อันที่จริงช่วงแรกสินนั้นยังเป็นพวกต่อต้านกฎหมายด้วยซ้ำ ขณะที่ฝีมือคัดท้าย แม้จะสินจะบอกว่าตัวเองเป็นนายท้ายที่มีฝีมือ แต่ก็ไม่มีฉากที่โชว์ความสามารถจริงๆ นัก ฉากแข่งเรือที่สินเป็นายท้าย ก็ตัดอย่างรวดเร็วจนไม่เห็นอะไร ขณะที่ฉากพาพระเจ้าเสือล่องเรือตามล่าศัตรูตามแม่น้ำที่คดเขี้ยว ก็ไม่ได้เห็นความสามารถแก้ปัญหาการเดินเรือสักเท่าไหร่ คือถ่ายแค่มาให้เห็นว่าแม่น้ำคดเคี้ยว แล้วก็ตัดมาที่เรือจะจอดแล้ว

นั่นทำให้ตัวพันท้ายนรสิงห์เวอร์ชั่นนี้ค่อนข้างจืดจางและเป็นรองพระเจ้าเสือมาก ขนาดเครดิตท้ายเรื่องยังขึ้นพันท้ายนรสิงห์เป็นอันดับ 3 รองจากพระเจ้าเสือและนวยเสียอีก มันทำให้ฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่องไม่พีคเท่าที่ควร และยังเหมือนโฟกัสผิดจุดอีก จากที่ฉากไคลแมกซ์คือการตัดสินใจเลือกระหว่าง “หน้าที่” กับ “ชีวิต/ครอบครัว” ที่สื่อถึงความซื่อสัตย์และเคารพกฎหมายของพันท้ายนรสิงห์ได้เป็นอย่างดี กลายเป็นการต้องเลือกระหว่าง “มิตรภาพ” (ระหว่างสินกับพระเจ้าเสือ) กับ “ความกตัญญู” (ระหว่างสินกับพระพิชัย) ไปแทน ที่ทำให้ก้ำกึ่งว่าการยอมตายของพันท้ายนรสิงห์ เป็นการยอมตายเพื่อธำรงความศักดิ์ของกฎหมายจริงๆ หรือเพื่อปกป้องพระพิชัยและพระเจ้าเสือกันแน่

หวังว่า “พันท้ายนรสิงห์” เวอร์ชั่นละครจะสื่อเรื่องความซื่อสัตย์และให้ความสำคัญกับพันท้ายผู้นี้มากกว่านี้นะ

 

Scale-7


 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here