[Criticism] Spotlight – “ข่าวเจาะ” ทางรอดของหนังสือพิมพ์

0
169
views


Spotlight-Image

 

“ข่าวเจาะ” (Investigative Report) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ข่าวเชิงสืบสวน” เป็นรูปแบบการรายงานข่าวประเภทหนึ่ง ที่ใช้กลวิธีการสืบสวนในการได้มาซึ่งข้อเท็จจริงเบื้องหลังเหตุการณ์ อันเป็นข้อมูลที่ลึกกว่าการรายงานข่าวประจำวันธรรมดา มีลักษณะเป็นการ “เปิดโปง” สิ่งที่ถูกซ่อนเร้นไว้ เพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมตามมา

การทำข่าวประเภทนี้ นักข่าวจะไม่ใช่แค่การไปถามแหล่งข่าว แล้วรายงานว่าแหล่งข่าวพูดว่าอะไรเท่านั้น แต่นักข่าวจะลงไปเป็นผู้ค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง แบบเดียวกับที่ตำรวจหรืออัยการทำในการสืบสวนสอบสวน นำข้อมูลที่ได้ซึ่งมีจำนวนมาก มาปะติดประต่อ และวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ จนได้ข้อสรุปของเหตุการณ์นั้น ด้วยกระบวนการที่ยุ่งยากกว่าปกติ ทำให้การทำข่าวเจาะต้องใช้ระยะเวลาที่นานและต้นทุนมากพอควร ส่งผลให้ทั้งนายทุน บรรณาธิการ หรือตัวนักข่าวบางส่วนเองมองว่า “ไม่คุ้ม” ยิ่งปัจจุบันสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว และทำให้ผู้รับสารเสพติดความเร็วไปด้วย การรายงานข่าวจึงต้องเร็วไว้ก่อน มีอะไรก็ต้องรายงานทันที ยิ่งทำให้ข่าวเจาะที่ใช้เวลานานในการตกผลึก ยิ่งถูกลดระดับความสำคัญลงเข้าไปอีก

“Spotlight” คือหนังที่ว่าด้วยการทำ “ข่าวเจาะ” โดยตรง หนังถ่ายถอดการทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวเจาะตาม “อุดมคติ” ของสื่อมวลชน รวมถึงการแสดงให้เห็นว่าทำไมข่าวเจาะจึงยังมีคุณค่าอยู่ในสถานการณ์การสื่อสารอันเร่งรีบในปัจจุบัน

“Spotlight” อิงมาจากเรื่องจริงเมื่อปี 2001 ของทีมข่าว Spotlight ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือพิมพ์ “The Boston Globe” โดยเป็นทีมที่รับผิดชอบการทำข่าวเจาะโดยเฉพาะ และประเด็นล่าสุดที่ทีม Spotlight เลือกทำ ก็คือ “การก่ออาชญากรรมทางเพศต่อเด็กของเหล่าบาทหลวงแห่งคริสตจักรคาทอลิก” ในเมืองบอสตัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลายครั้ง หลายหน ในช่วงระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถเอาผิดบาทหลวงรูปใดได้ เพราะคริสตจักรเลือกจะปกป้องบาทหลวงเหล่านั้น หลายคนในเมืองรับรู้การกระทำผิดเหล่านั้น แต่เลือกจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ แม้กระทั่งตัวผู้ปกครองของเด็กเอง…พวกเขาต่อต้านอาชญกรรมทางเพศ แต่พวกเขากลัวการสูญเสียศรัทธามากกว่า… นั่นทำให้ปฏิบัติการข่าวเจาะครั้งนี้ของทีม Spotlight ไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาไม่ได้ต่อสู้กับแค่บาทหลวง แต่กำลังต่อสู้กับ “พลังศรัทธา” ของคนในสังคมด้วย

 

tumblr_nxmzthz5vr1uklk0qo1_1280

 

เมื่อประเด็นข่าวคือเรื่องของศาสนา จึงไม่แปลกถ้า Spotlight จะเป็นพื้นที่ที่ใช้วิพากษ์วิจารณ์วงการศาสนาในระดับหนักหน่วง ไม่ใช่เพียงแค่การวิพากษ์วิจารณ์บาทหลวงที่กระทำความผิดเป็นรายบุคคลเท่านั้น แต่ยังวิพากษ์วิจารณ์ไปถึงระดับสถาบันคือ “คริสตจักร” ที่เลือกปกป้องบาทหลวงไว้ คริสตจักรใช้ประโยชน์จาก “ศรัทธา” ที่ศาสนิกชนมีให้ ทำให้คนเหล่านั้นเชื่อมั่นว่า ศาสนาสำคัญที่สุด หากบาทหลวงผิดจริงจะเท่ากับศาสนาผิดไปด้วย เกิดวิกฤตทางศรัทธาตามมา ซึ่งแน่นอนศาสนิกชนหลายคนทนไม่ได้ เพราะมันทำให้พวกเขาขาดที่ยึดเหนี่ยวในการดำเนินชีวิตไปด้วย โดยเฉพาะกับกลุ่มที่มีความอ่อนแอทางด้านจิตใจอยู่แล้ว นั่นส่งผลให้สังคมเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมกันปกปิดเรื่องดำมืดของคริสตจักรไว้ สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดที่บอสตันและคริสตจักรเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นแทบทั่วโลก กับทุกศาสนา โดยเฉพาะกับศาสนาที่ปล่อยอให้ “องค์กร” หรือ “นักบวช” เข้ามาผูกขาดการเข้าถึงมากเกินไป

นอกเหนือจากการวิพากษ์ในระดับสถาบัน Spotlight ยังไปถึงขึ้นการวิพากษ์เชิงจิตวิทยา ที่เป็นผลมาจากการหล่อหลอมทางวัฒนธรรมในสังคมบาทหลวง แม้จะไม่ได้กล่าวอย่างชัดแจ้ง แต่การระบุว่าการล่วงละเมิดทางเพศของบาทหลวงมีลักษณะเป็น “ปรากฎการณ์ระดับสังคม” มากกว่าจะเป็นแค่ปัญหาส่วนตัว หรือการที่อดีตบาทหลวงคนหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์กับ Spotlight ที่ระบุว่า “พ่อล่วงละเมิดจริง แต่พ่อไม่ได้ทำผิด เพราะพ่อไม่ได้พึงพอใจกับการกระทำนั้น” เหล่านี้ทำให้เห็นว่านี่ไม่ใช่แค่ปัญหาเล่นๆ แต่มันเป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับวัฒนธรรมหรือคำสอนของศาสนาอย่างชัดเจน ความอึดอัดจากการต้องถือพรหมจรรย์ ความรู้สึกผิดที่เกิดตัณหาขึ้น ความรู้สึกว่าตัวเองมีหน้าที่ในการช่วยเหลือผู้อื่น ไปจนถึงความรู้สึกว่าตัวเองต้องเชื่อมต่อกับพระเจ้า ทำให้บาทหลวงเหล่านี้ทำการล่วงละเมิดทางเพศ แต่ไม่รู้สึกผิด ที่น่ากังวลคือมันมีโอกาสเกิดขึ้นกับบาทหลวงได้ในทุกๆ ที่

ในขณะที่ Spotlight ใช้การทำข่าวเจาะเรื่องนี้เป็นโอกาสในการวิพากษ์คริสตจักรนั้น ขณะเดียวกันก็ถือโอกาสแสถงภาพ “อุดมคติ” ของสื่อมวลชนที่ควรจะเป็นให้เห็น ตั้งแต่ในระดับนายทุน ที่ในหนังพยายามแสดงให้เห็นว่าการที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอย่าง The Boston Globes ตกอยู่ภายใต้การบริหารของสื่อขนาดใหญ่ ไม่ได้ส่งผลต่อความเป็นอิสระของหนังสือพิมพ์หัวนี้เสมอไป ตรงกันข้ามการเข้ามาของ “Martin Baron” (Live Schreiber) บก. คนใหม่ที่บริษัทแม่ส่งมาประจำที่ The Boston Globes ยังทำให้ได้มุมมองภายนอกเข้ามา และเป็นจุดเริ่มต้นให้ Spotlight ทำข่าวเรื่องบางทหลวง

 

[wpsm_comparison_table id=”2″ class=””]

ภาพเปรียบเทียบทีมข่าวตัวจริง (ภาพบน) กับตัวละครในเรื่อง (ภาพล่าง)

 

ตัว บก. คนใหม่ของ The Boston Globes นี่เองที่เป็นคนสำคัญที่พยายามแสดงให้เห็นว่า “ข่าวเจาะ” ยังมีบทบาทมากเพียงใด โดยเฉพาะกับหนังสือพิมพ์ ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน หากเป็น บก. คนอื่นคงเน้นไปที่การนำเสนอข่าวเร็วแล้ว แต่ บก. คนนี้กลับเลือกสนับสนุน Spotlight ให้ทำข่าวเจาะต่อไป และในประเด็นที่แรงขึ้น สถานะความเป็น “คนนอก” ของ Martin ทั้งในแง่การเป็นคนยิวหรือการเป็นคนที่เพิ่งเข้ามาคุม The Boston Globes ยังกลายเป็นข้อดีที่ทำให้เขากล้าชนกับประเด็นแรงๆ อย่างศาสนาคริสต์ได้

เพราะข่าวเจาะนอกจากจะเป็นการโชว์ศักยภาพของทีมข่าว สามารถชูเป็นจุดขายได้ เพราะข่าวเจาะแต่ละเรื่องมักเป็นผลงานของสำนักข่าวใดสำนักข่าวหนึ่งโดยเฉพาะ แตกต่างจากข่าวทั่วไปที่รับรู้กันทุกสำนักข่าว ในยุคที่หนังสือพิมพ์เริ่มเผชิญการแข่งขันด้านความเร็วจากสื่ออินเทอร์เน็ต การทำข่าวประจำวันอาจไม่เพียงพอในการอยู่รอด “ข่าวเจาะ” ที่เน้นให้รายละเอียดเชิงลึกและบทวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ อาจเป็นคำตอบในการอยู่รอดของหนังสือพิมพ์ก็ได้

ในส่วนของการทำงานของทีมข่าว Spotlight ก็ยังแสดงให้เห็นถึงภาพการทำงานของสื่อแบบคลาสสิคสมัยก่อน ตาดู หูฟัง ปากถาม มือจด ไม่เน้นเครื่องอัดเสียง ซึ่งนั่นทำให้นักข่าวต้องมีทักษะในการสัมภาษณ์ จดจำ สรุปประเด็น และจดบันทึกที่ยอดเยี่ยมมาก กลวิธีการหาข่าวในเรื่องยังรวมไปถึงการค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ เอกสาร เพื่อนำมาวิเคราะห์ เชื่อมโยง หาคำตอบ แต่แทนที่แหล่งข้อมูลที่ใช้จะเป็นอินเทอร์เน็ตแบบปัจจุบันที่คิดข่าวไม่ออกก็เข้าเน็ต ทีม Spotlight กลับมานั่งค้นนามานุกรม กฤตภาคข่าว (รวมข่าวตัด) การไปขอดูเอกสารที่ศาล หรือห้องสมุด ทั้งหมดเป็นกระบวนการที่ช้า แต่จำเป็น เพราะนี่คือหน้าที่รับผิดชอบของนักข่าว ที่ต้องแน่ใจในสิ่งที่นำเสนอไปจริงๆ

ตัวนักข่าวในทีม Spotlight ที่ประกอบด้วย “Walter” (Michael Keaton) บก. Spotlight และลูกทีมอีก 3 คนคือ “Michael” (Mark Ruffalo) “Sacha” (Rachel McAdams) และ “Matt” (Brian d’Arcy James) ก็เป็นนักข่าวแบบอย่างในอุดมคติเช่นกัน พวกเขามีความเป็นมืออาชีพ เอาจริงเอาจัง มีความคาดหวังว่าข่าวเจาะของพวกเขาจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีต่อสังคม ขณะเดียวกันก็มี Passion ส่วนตัวที่ทำให้แต่ละคนในทีมอินกับการทำข่าวนี้มากขึ้น แต่ก็ไม่มากเกินไป จนทำให้คิดว่าทีม Spotlight จริงจังกับข่าวนี้เพียงเพราะเป็นเรื่องของตัวเองโดยตรงเท่านั้น

ในยุคที่หนังสือพิมพ์ค่อยๆ ตายลง เพราะไม่สามารถแข่งขันด้านความเร็วกับพวกสื่ออินเทอร์เน็ตได้ ทำให้หลายแห่งต้องปรับตัว บ้างก็เปลี่ยนไปทำฉบับออนไลน์แทน บ้างก็เลิกกิจการไป ขณะที่บางส่วนก็เลือกเปลี่ยนตัวเองหันไปเน้นข่าวฉาบฉวย เน้นดราม่า เน้นอารมณ์แทน เพราะมันช่วยกระตุ้นยอดขายได้ดีกว่า ส่วนข่าวเจาะก็โดนละทิ้งมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเสียทั้งเวลา เสียทั้งค่าใช้จ่ายสูง เสี่ยงต่อทั้งชีวิตของตัวนักข่าวเอง และชื่อเสียงของสำนักพิมพ์ด้วย แถมบางทีอาจไม่ได้สร้างผลการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างที่คิดด้วย พฤติกรรมผู้บริโภคเองก็ดูจะสนใจรับข่าวเร็วและสั้นๆ มากกว่าจะมานั่งอ่านอะไรยาวแบบข่าวเจาะ

“Spotlight” กำลังกระตุกให้วงการสื่อหนังสือพิมพ์ให้หันมาสนใจข่าวเจาะอีกครั้ง ในสภาพการณ์เช่นนี้ ข่าวเจาะไม่ใช่สิ่งที่ควรละทิ้ง หากแต่ยิ่งควรส่งเสริมต่างหาก “ข่าวเจาะ” คือทางรอดของหนังสือพิมพ์ เพราะในเมื่อเราไม่สามารถสู้ด้านความเร็วได้ ทำไมเราไม่มาสู้ด้านความลึกของเนื้อหาเองละ รูปแบบการทำข่าวที่ทำงานหนัก เป็นมืออาชีพ แม้จะยากลำบาก แต่ก็ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่เน้นใช้ทางลัด หรือนั่งเทียนเพื่อหวังยอดขาย แต่มุ่งเป้าที่ใหญ่กว่าเพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม ยังเป็นการเตือนใจผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนให้ตระหนักถึงคำว่า “Watchdog” อีกครั้ง นักสื่อสารมวลชนมีบทบาทในการนำเสนอ เฝ้าระวัง และส่งสัญญาณเตือนให้สมาชิกในสังคมได้รับรู้อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่การเอาไมค์ไปจ่อ แล้วนำเสนออกไปโดยไม่คิดว่ามันจะส่งผลประโยชน์อะไรต่อสังคมบ้างแบบที่หลายสื่อทำในปัจจุบัน

“Spotlight” จึงเป็นหนังที่แสดงภาพอุดมคติของวงการสื่อที่เราอยากจะเห็น อยากจะให้เป็น แม้มันอาจเจ็บปวดไม่น้อยเมื่อตระหนักว่าในความเป็นจริงหลายสื่อไม่ได้ทำตัวใกล้เคียงเลย

 

Scale-9

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here