[Criticism] The Hunger Games: Mockingjay Part.2 – คืนความสุขให้พาเน็ม (Spoil)

0
87
views


President-Snow-Statue-The-Hunger-Games-Mockingjay-Part-2-4K-Wallpaper

 

หนึ่งในความคาดหวังอย่างหนึ่งของคนทำงานศิลป์ไม่ว่าหนัง เพลง หนังสือ ละคร ฯลฯ ก็คือการได้เห็นงานของตนเอง มี Impact ต่อสังคม ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านใดด้านหนึ่ง และ “The Hunger Games” ก็ได้เข้าสู่จุดนั้นแล้ว หนังชุดนี้อาจเริ่มต้นจากการเป็นงานจากวรรณกรรมชื่อดังที่มีแฟนคลับมากมาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป หนังได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงทางออกทางเมือง ไม่ใช่แค่ที่ไทยเท่านั้น ที่การชู 3 นิ้ว กลายเป็นสัญลักษณ์การต่อต้านรัฐบาล คสช. แต่ที่ฮ่องกง แคว้นคาตาลันในสเปน หรือกระทั่งในสหรัฐฯ เอง ก็มีการนำสัญลักษณ์หรือข้อความจากหนังไปใช้แสดงออกทางการเมืองหรือสังคมเช่นกัน

อาจมีอีกส่วนออกมาโต้แย้งว่า การนำ “The Hunger Games” โดยเฉพาะการชู 3 นิ้ว ไปใช้แสดงออกทางการเมือง นั้นผิดเจตนารมณ์ของหนัง/หนังสืออย่างแรง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างชัดเจน และการจะนำ 3 นิ้วไปใช้ในทางต่อต้านรัฐ แทนที่จะเป็นการกล่าวอาลัยผู้ตาย ตามความหมายดั้งเดิมในภาค 1/เล่ม 1 แต่ก็เป็นตัวหนังเองที่ได้เปลี่ยนสัญลักษณ์ 3 นิ้วให้กลายเป็นสัญลักษณ์ในการปฏิวัติในภาคต่อๆ มา ที่สะท้อนว่าความหมายของสัญลักษณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นคนกำหนด และนั่นอาจเป็น Key หลักที่หนังชุดนี้ต้องการสื่อสารออกมา

 

Mockingjay โผบิน

ใน The Hunger Games ภาคแรก พาเราไปรู้จักกับเกมล่าชีวิตที่แคปิตอล (Capital) ศูนย์กลางอำนาจของประเทศพาเน็มจัดขึ้น เพื่อให้เมืองบริวาณทั้ง 12 เขต ส่งคนมาฆ่ากันจนเหลือผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว เกมนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงอำนาจของแคปิตอลเหนือเขตอื่นๆ และยังเป็นสิ่งที่ทำให้แต่ละเขตระแวงกันเองจนอ่อนแอเกินที่จะต่อกรกับแคปิตอลได้ แต่การเข้ามาในเกมของ “Katniss Everdeen” (Jenifer Lawrence) ก็ได้เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างไป เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของคนที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับแคปิตอล ซึ่งสะท้อนออกมาในภาคสอง “Catching Fire” และเมื่อถึงภาค 3 (หรือ 3.1) Katniss ก็กลายเป็น “Mockingjay” สัญลักษณ์ของการปฏิวัติเต็มตัว โดยได้รับการผลักดันบทบาทสัญลักษณ์ของเธออย่างเต็มที่จากเขต 13 ที่มีเป้าหมายเมื่อต้องการให้เธอปลุกระดมคนในเขตต่างๆ ล้มล้างแคปิตอลในที่สุด

ในภาค 4 (หรือ 3.2) ภาคนี้ ยังคงเล่นกับความเป็นสัญลักษณ์ต่อ แต่เล่าต่อในแง่มุมของ Katniss ที่เริ่มรู้สึกว่าความเป็น Mockingjay ของเธอ กลายเป็นสิ่งที่ฉุดให้เธอไม่สามารถทำสิ่งที่ต้องการได้ และยังทำให้เธอรู้สึกผิดอีก ในกรณีที่ตัวเธอนำมาซึ่งการดาหน้าไปตายของคนอื่นๆ โดยที่เธอไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้ ทั้งนี้ในภาคก่อนๆ ก็จะสังเกตว่า แม้ Katniss จะไม่ชอบแคปิตอลและ ปธน. Snow (Donald Sutherland) แค่ไหน แต่เธอยังไม่มีเป้าหมายไปถึงขั้นลุกมาปฏิวัติ การแสดงออกของเธออยู่บนพื้นฐานของการเอาตัวรอดและการปกป้องคนที่รักเป็นหลัก ดังนั้น การได้เป็น Mockingjay จึงเป็นอะไรที่จะว่าตกกระไดพลอยโจนก็ว่าได้

สำหรับแคปิตอลนิยามความเป็น Mockingjay ของ Katniss ในฐานะกบฏ ผู้ก่อความวุ่นวาย เพราะอิจฉาในวิถีชีวตแบบแคปิตอล ขณะที่เขต 13 นิยาม Mockingjay ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกัน แต่กระนั้นเขต 13 นำโดย ปธน. Coin (Julianne Moore) ก็ยังให้ค่า Katniss ในฐานะ “เครื่องมือ” เท่านั้น หาใช่ในฐานะคนที่เท่าเทียมกัน เห็นได้จากการที่ ปธน. Coin ต้องการให้ Katniss เป็นเพียงดาราในหนังโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น แต่ไม่ยอมให้ไปรบจริงๆ เพราะกลัวว่าจะเป็นอะไรไปและกระทบแผนการทั้งหมด รวมถึงยังระแวงลึกๆ ว่า หากให้ Katniss ออกรบตามความต้องการของเธอเอง จากแค่สัญลักษณ์จะโผบินจนโดดเด่นเกินหน้าเกินตาเธอไป และเพราะแต่ละฝ่ายต่างนิยาม Mockingjay กันไปคนละทาง ในภาคนี้จึงเป็นการให้พื้นที่กับ Katniss ในการสำรวจและตัดสินใจว่าเธอจะเป็น Mockingjay ในแบบไหน ในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง และเธอได้เลือกด้วยตัวเอง

 

เป้าหมายสำคัญกว่าวิธีการ?

“เป้าหมาย” หรือ “วิธีการ” อะไรสำคัญกว่ากัน คำถามนี้ถูกถามขึ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะเวลามีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ส่วนหนึ่งอาจเห็นว่าเป้าหมายสำคัญที่สุด แต่เราสามารถไช้วิธีการที่เลวร้าย เพียงเพื่อตอบสนองเป้าหมายที่เราเห็นว่าดีงามได้หรือเปล่า คำถามถูกนำมาถามใน “Mockingjay P.2” เมื่อฝ่ายเขต 13 กำลังเริ่มทำตัวไม่ต่างจากแคปิตอลที่พวกเขาเคยต่อต้าน การฆ่าฝ่ายแคปิตอลแม้กระทั่งพลเรือนกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้สำหรับกลุ่มปฏิวัติบางส่วน ในมุมนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าฝ่ายต่อต้านกำลังมุ่งสู่ความเท่าเทียมตลอดทั่วกันทั้งพาเน็มจริงหรือเปล่า หรือเพียงแค่อยากยกเขตต่างๆ (โดยเฉพาะเขต 13) ให้มีสถานะเหนือกว่าชาวแคปิตอลเป็นการแก้แค้นเท่านั้น

ในขณะที่ Katniss เลือกฝั่งวิธีการ เห็นว่าหากเราจะมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ถูก ก็ควรจะใช้วิธีการที่ถูกด้วย แม้มันอาจจะไม่ทันใจก็ตาม ขณะที่เพื่อนสนิทเธอย่าง “Gale” (Liam Hemsworth) กลับเห็นต่างออกไป วิธีการยอมเสียสละคน (ไม่ว่าจะฝ่ายตัวเองหรือฝ่ายตรงข้าม) บางส่วน เพื่อแลกมาซึ่งชัยชนะอันรวดเร็ว นั้นคุ้มค่าที่จะทำ แต่จะว่าไปความแตกต่างนี้ก็เป็นข้อดีเช่นกัน เพราะนำไปสู่เหตุการณ์ที่ทำให้ Katniss ตัดสินได้อย่างเด็ดขาดว่าเธอควรเลือกใคร ระหว่าง “Gale” หรือ “Peeta” (Josh Hutcherson)

จุดที่น่าเสียดายของภาคนี้ คือหนังให้ช่วงเวลาหลังชัยชนะของเขต 13 เหนือแคปิตอลน้อยไปหน่อย ทั้งที่มันเป็นสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่า อำนาจมันไม่เข้าใครออกใคร เมื่อคนที่เราคิดว่าเป็น “คนดี” ได้อำนาจสมบูรณ์ของตนเอง ก็เป็นไปได้จะ “ดีแตก” เช่นกัน โดยเฉพาะผู้นำที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยวิธีการที่ไม่สามารถพูดเต็มปากได้ว่าถูกต้องเหมาะสม ไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้เห็น ปธน. Coin เปลี่ยนจากผู้นำปฏิวัติที่น่าชื่นชมกลายเป็นทรราชแบบ Snow ที่เธอต่อต้าน โดยเฉพาะการเสนอให้จัด The Hunger Games ครั้งใหม่ โดยใช้ชาวแคปิตอลเป็นคนแข่ง ไม่ต่างอะไรกับการปลูกฝังความกลัวในสมัย Snow ที่เปลี่ยนแค่เป้าหมายในการปลูกฝังเท่านั้น ในแง่นี้ผู้ชนะของสงครามนี้จริงๆ คงไม่พ้น Snow เพราะแม้เขาจะเสียตำแหน่ง แต่ก็พิสูจน์ได้ว่า กิเลสและอำนาจมันยั่วยวนพอจะทำให้คนอื่นพ่ายแพ้ได้

 

fallen snow banner
 

บาดแผลของนักปฏิวัติ

ลองนึกชื่อบรรดานักปฏิวัติคนดังๆ โลก พบว่ามักจะมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มคนทีตายในการปฏิวัติหรือต่อให้ชนะก็อยู่ได้ไม่นาน เช่น กาย ฟอกส์, โฮจิมินส์, ซุนยัดเซน, อองซาน, เช กูวารา, คานธี ฯลฯ กลุ่มนี้มักเป็นตำนานที่เป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลายคน ขณะที่อีกกลุ่มคือ นักปฏิวัติที่ชนะและไม่ตายหลังการปฏิวัติ ซึ่งก็มักกลายเป็นทรราชเสียเองในภายหลัง อาทิ คาสโตร, เลนิน, คิมอิลซอง, ซูฮาร์โต รวมถึงบรรดาอดีตผู้นำโลกอาหรับที่โดนขับไล่จากตำแหน่งในเหตุการณ์อาหรับสปริงหลายปีที่ผ่านมา น่าเศร้าใจไม่น้อยเมื่อพบว่า อาจจะมีนักปฏิวัติเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขหลังจากได้รับชัยชนะ

กรณีของ “Katniss” และ “Peeta” ก็เช่นกัน ในช่วงท้ายเมื่อเหตุการณ์ความขัดแย้งต่างๆ จบลง เหมือนว่าทั้งสองจะใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข แต่เปล่าเลย… Katniss เธอรู้สึกสูญเสียมากเกินไป ทั้งเพื่อนและครอบครัว ความรู้สึกผิดจากการฆ่าหรือเป็นต้นเหตุให้เกิดการฆ่า ยังจู่โจมเธออยู่ตลอด โดยเฉพาะการเสียน้องสาวไป เพราะสาเหตุที่เธอเลือกเข้าร่วม The Hunger Games ภาคแรก ก็เพื่อไปแทนน้องสาวนี่แหละ กลายเป็นสิ่งที่เธอทำมาไม่มีความหมายเลย ด้าน Peeta เองการถูกแคปิตอลจับไปล้างสมองอยู่ช่วงหนึ่ง ก็ส่งผลต่อเข้าในการไม่แน่ใจว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนไม่จริง แม้อาการอาจดูเหมือนดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะหายขาด นี่ยังไม่รวมว่าทั้ง 2 คน กลายเป็นกบฎในสายตาของชาวเขตบางส่วนด้วยกันเองด้วย ยิ่งชาวแคปิตอลไม่ต้องพูดถึง ทั้ง 2 กลายเป็นมารร้ายที่ไปล้มวิถีชีวิตแบบเดิมของพวกเขาไปแล้ว

ชีวิตหลังการปฏิวัติสำหรับ Katniss และ Peeta จึงไม่ได้สวยงามนัก บาดแผลยังคงอยู่ ที่ทำได้เพียงแค่อยู่กับบาดแผลนั้นให้ได้เท่านั้น และการแยกตัวเองออกห่างจากการเมือง น่าจะเป็นทางที่ช่วยเยียวยาได้ดีที่สุด เพราะหากกลับไปอีกครั้งมันเสี่ยงที่พวกเขาจะกลายเป็นแบบที่พวกคนที่เขาเคยเกลียดอีกครั้ง

 

ปิดตำนานเกมล่าเกม

“The Hunger Games” เดินทางมาถึงภาคสุดท้าย ในแง่เนื้อหาไม่ปฏิเสธว่ามันเป็นหนึ่งในหนังแนวดิสโทเปียของยุคปัจจุบัน ที่มีเนื้อหาลึก สะท้อน และวิจารณ์การเมือง รวมถึงการนำเสนอข่าวสารได้อย่างถึงพริกถึงขิง มีประเด็นที่ชวนให้ขบคิดต่อไปอีกหลายเรื่อง ไม่แปลกที่หนังจะถูกนำไปใช้อ้างอิงในการเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือสังคมหลายๆ แห่ง

อย่างไรก็ตาม ถึงเนื้อหาและโครงเรื่องจะดี แต่การดำเนินเรื่องก็ยังมีปัญหาอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะการแบ่งภาค 3 ออกเป็น 2 ภาค ได้ทำให้เรื่องดูเยิ่นเย้อขึ้น แถมภาคนี้ยังดำเนินเรื่องกั๊กๆ จะสุดก็ไม่สุด มีพีคเป็นช่วงๆ แต่ในระหว่างฉากพีคครั้งต่อไป นี่ก็ราบเรียบและให้รอนานเกินไป ที่สำคัญหนังภาคนี้ค่อนข้างล้มเหลวในการสร้างอารมณ์ร่วมกับตัวละครอื่นนอกเหนือจากตัว Katniss และ Peeta นั่นทำให้เมื่อตัวละครสำคัญต้องจบชีวิตลง จึงแทบจะไม่อินหรือรู้สึกเสียใจกับตัวละครเหล่านั้นเลย หนังเร่งรีบจะไปฉากถัดไปเร็วเหลือเกิน ทั้งที่ถ้าให้เวลากับการตายของตัวละคร (แบบที่เคยให้กับการตายของ Rue ในภาคหนึ่ง) ก็คงอินกับแรงกดดันหรือความรู้สึกของ Katniss มากกว่านี้ นี่กลายเป็นว่าหนังพึ่งพาให้ Jennifer Lawrence แบกหนังเพียงคนเดียว มโนอารมณ์ขึ้นมา โดยที่การเดินเรื่องไม่ช่วยส่งอารมณ์เลย

บางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ความยอดเยี่ยมของ Catching Fire นี่ลูกฟลุคหรือเปล่านะ อย่างไรก็ตาม ถึงการดำเนินเรื่องจะเอื่อยๆ ไปหน่อย แต่โครงเรื่องและสารของ The Hunger Games: Mockingjay P.2 ก็น่าสนใจจริงๆ จนไม่อยากให้พลาดกัน อย่างน้อย มันเป็นหนังการเมืองที่ Mass และเข้าถึงคนดูได้มากสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาแล้ว
 

ความชอบส่วนตัว: 8/10

 
hunger-games-mockingjay-part-2

 

[Review] The Hunger Games: Mockingjay Part. 1 – สงครามช่วงชิงความหมาย
[Review] The Hunger Games: Catching Fire – จงอย่าลืมว่าใครคือศัตรูที่แท้จริง?

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here