[Review] Les Misérables – บทเพลงแห่งเหยื่ออธรรม

5
36
views
หนังบางเรื่องอาจมีความโดดเด่นที่เนื้อเรื่อง แต่มีวิธีการนำเสนอธรรมดาๆ ขณะที่บางเรื่องก็อาจใช้วิธีการนำเสนออันโดดเด่น จนละเลยความสำคัญของเนื้อเรื่องไป แต่สำหรับ Les Misérables (เล มิเซราบส์)  นี่คือความพยายามสำคัญในการนำเสนอเรื่องราวที่มีความโดดเด่นทั้งในแง่เนื้อเรื่องและวิธีการนำเสนอ ในแง่เนื้อเรื่อง Les Misérables คือวรรณกรรมอันเลื่องชื่อของนักประัพันธ์ชาวฝรั่งเศสนามว่า Victor Hugo ที่มีเนื้อหาสะท้อนความไม่เท่าเทียมกันในสังคมฝรั่งเศสสมัยหลังการปฏิวัติ ฝรั่งเศสใหม่ๆ ขณะที่ในแง่ของวิธีการนำเสนอ ก็โดดเด่นด้วยการใช้วิธีแบบ Musical หรือหนังเพลงในการเล่าเรื่อง

Les-Miserables-2012-Wallpapers-les-miserables-2012-movie-32697313-1280-800

ภาคเนื้อเรื่อง: เหยื่ออธรรม…เหยื่อของสังคมและโครงสร้าง

เรื่องราวของ Les Misérables ถือว่าโครงเรื่องที่ใหญ่เกี่ยวพันช่วงระยะเวลาเกือบ 20 ปี หลากหลายตัวละคร หลากหลายวัย อีกทั้งยังแทรกด้วยโครงเรื่องย่อยๆ อีกมากมายตั้งแต่ ความรักระหว่างหนุ่มสาว กับการต่อสู้กับระบบชนชั้น แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น Les Misérables ได้นำเสนอประเด็นหลักสำคัญคือ “ความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม” ที่นำไปสู่ความทุกข์ยากลำบากของคนชนชั้นล่าง ซึ่งความลำบากเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากตัวพวกเขาเอง แต่เป็นตัว “สังคม” และ “วัฒนธรรม” ที่บีบบังคับให้เกิดผลดังกล่าว

Les Misérables จับ เอาช่วงหนึ่งของฝรั่งเศสระหว่าง ปี ค.ศ.1815 – 1832 มาเป็นฉากหลัง อย่างที่เราอาจเคยได้เรียนกันว่า เหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งในฝรั่งเศสคือ การปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 ซึ่งเปลี่ยนฝรั่งเศสเข้าสู่ยุคใหม่ แต่การปฏิวัติครั้งนั้นหาใช่จุดจบแต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย การกวาดล้างกลุ่มอำนาจเก่าและผู้เห็นต่างอย่างรุนแรง ทำให้ฝรั่งเศสตกอยู่ในยุคสมัยแห่งความสะพรึงกลัว และเป็นโอกาสให้นโปเลียนสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์ในปี 1804 ก่อนที่จะถูกกำจัดและได้มีการฟื้นฟูราชวงศ์อีกครั้งหนึ่งในปี 1815 อันเป็นช่วงเดียวกับเหตุการณ์ในเรื่อง ยุคสมัยแห่งความวุ่นวายนี้ส่งผลไม่น้อยต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ที่นับวันจะยากลำบากมากขึ้น และช่องว่างระหว่างชนชั้นก็ห่างขึ้นเรื่อยๆ แต่ความสูญเสียและบทเรียนจากการสู้รบที่ผ่านมา ก็ทำให้เกิดความกลัวและไม่กล้าที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงอีกครั้งนึง ขณะที่ฝ่ายรัฐก็ให้ความสำคัญกับตัวโครงสร้างโดยเฉพาะกฎหมายมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการซ้ำรอยเดิมขึ้นอีก

จุดเด่นอย่างหนึ่งของ Les Misérables คือความไม่รีบร้อนที่จะพูดถึงความขัดแย้งในภาพใหญ่ แต่เริ่มต้นเล่าจากระดับบุคคลก่อนที่จะขยายไปเรื่อยๆ โดยแบ่งเรื่องราวเป็น 3 องค์ เริ่มจากองค์แรกที่กล่าวถึงตัวละครสำคัญในเรื่องซึ่งเป็นผู้เรียงร้อย เหตุการณ์ต่างๆ เข้าด้วยกันคือ Jean Valjean (ฌอง วัลฌอง) ชายหนุ่มที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายต้องจองจำอยู่กว่า 19 ปี สำหรับโทษการลักขนมปังไปให้หลานประทังชีวิต (5 ปีสำหรับโทษ และ 14 ปีสำหรับความพยายามจะหนี) แม้ในวันที่ได้รับอิสรภาพ สังคมและกฎหมายก็ได้ตีตราเขาเป็นตัวอันตราย จนแม้แต่เขาก็คิดว่าตัวเองคงไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบปกติได้ แต่ด้วยความเมตตาจากบาทหลวง ทำให้ Valjean กล้าที่จะละทิ้งจากพันธนาการที่รัดตรึงเขาอยู่ และเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

องค์ 2 เล่าเรื่องหลังจากองค์แรก 8 ปี Valjean ปกปิดอดีตตนเองและเริ่มชีวิตใหม่ที่กำลังไปได้ดี ทั้งในฐานะนายกเทศมนตรีของเมืองแห่งหนึ่งและเจ้าของโรงงานเย็บผ้า แต่ฝันร้ายก็กลับมาอีกครั้ง เมื่อ Javert (ฌาแวร์) นายตำรวจที่ยึดถือว่า “กฎหมาย” คือความยุติธรรมอันสูงสุด และเป็นตัวค้ำจุนโครงสร้างสังคมให้อยู่กันอย่างสงบ ได้มาพบเจอเขาอีกครั้ง สำหรับ Javert แล้ว Valjean ไม่ใช่เพียงนักโทษหลบหนีทัณฑ์บน แต่คือตัวอันตรายต่อความสงบของสังคมที่เขายึดถือ การเผชิญหน้าของทั้ง 2 คนจึงไม่ต่างอะไรจากการปะทะกันระหว่างคนที่เชื่อใน “เสรีภาพ” กับ “โครงสร้าง” องค์ 2 นี้ยังแทรกเรื่องราวของ Fantine (ฟองตีน) หญิงสาวที่ถูกทำร้ายจากสังคม เพราะมีลูกนอกสมรส ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรงทางวัฒนธรรมมากของสังคมฝรั่งเศสสมัยนั้น จนต้องเผชิญกับชะตากรรมที่น่าสงสาร

สำหรับองค์ 3 เล่าเรื่องต่อองค์ 2 อีก 9 ปี เป็นองค์ที่กินระยะเวลานานที่สุด และมีเนื้อเรื่องซับซ้อนมากที่สุด Valjean ยังคงใช้ชีวิตหลบหนีจากการตามล่าของ Javert พร้อมกับเลี้ยงดู Cosette (โคเซ็ตต์) ลูกสาวของ Fantine ไปด้วย ขณะเดียวกันก็กล่าวถึงกลุ่มนักศึกษาซึ่งนำโดย Enjolras (อองฌองราส์) และ Marius (มาริอุส) ที่เป็นแกนนำเรียกร้องเสรีภาพและระบบสาธารณรัฐกลับสู่ฝรั่งเศสอีกครั้ง อันนำไปสู่การลุกฮือและต่อสู้กับทางการ นอกจากนี้ องค์ 3 ยังแทรกไปด้วยเรื่องราวความรักระหว่าง Cosette กับ Marius ซึ่งนัยหนึ่งตัว Marius ก็คือตัวแทนของ Victor Hugo นั่นเอง

Victor Hugo นั้นเดิมเป็นกวีฝ่ายขวา แต่การได้ไปสัมผัสกับความโหดร้ายและชีวิตจริงอันยากลำบากของชนชั้นล่าง ทำให้เขาเริ่มหันมาต่อต้านตัวโครงสร้างเดิม Les Misérables ของเขาจึงไม่ใช่เพียงวรรณกรรมอ่านเอาสนุก แต่ยังสอดแทรกไปด้วยแนวคิดที่ว่า สิ่งที่ทำให้ชีวิตคนเราต้องตกต่ำลง อาจไม่ใช่เพียง “ความขี้เกียจ” หรือ “ความไม่เก่ง” ของตัวเขาเอง แต่โครงสร้างและวัฒนธรรมต่างหากที่มีผลกดพวกเขาไว้ อย่างเช่นที่ กฎหมายเล่นงาน Valjean จนต้องหนีเกือบทั้งชีวิต หรือวัฒนธรรมที่ส่ง Fantine ไปพบกับชะตากรรมอันเลวร้าย

หากพูดถึง “ความรุนแรง” แล้ว เราอาจนึกว่ามันหมายถึงเพียงการทำร้ายร่างกายต่อกัน แต่ในเชิงสังคมศาสตร์แล้วมีความรุนแรงอีกแบบที่เรียกว่า “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” และ “ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม” ทั้ง 2 อาจไม่ได้มีผลต่อความเจ็บปวดของร่างกายโดยตรง แต่หมายถึง ตัวสภาพโครงสร้างสังคม ไม่ว่าจะเป็น กฎหมาย ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ และความเชื่อหรือประเพณีวัฒนธรรม ที่ไปกดและปิดกั้นศักยภาพอันควรจะเป็นของคนบางกลุ่มเอาไว้ ซึ่งทั้ง 2 อย่างถูกถ่ายทอดผ่านตัวละครและเรื่องราวใน Les Misérables นี้

แต่เพราะทั้ง 2 เป็นความรุนแรงในระดับที่ลึกกว่าการต่อยตีธรรมดา การจะลุกขึ้นมาแก้ไขเปลี่ยนแปลง จึงทำได้ยากยิ่งขึ้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนในสังคมมากมาย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและสังคม จึงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลยหากอาศัยเพียงกลุ่มนักศึกษาเพียงหยิบมือ ย่างในเรื่อง ขณะที่คนอื่นๆ ในเมือง ยังคงปิดประตูหน้าต่างด้วยความกลัว เป้าประสงค์ของ Les Misérables จึงไม่ใช่เพียงแค่ถ่ายทอดความโหดร้ายทางสังคมเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนสิ่งเรียกร้องให้คนที่ยังปิดประตูหน้าต่าง เปิดออกมาเพื่อร่วมต่อสู้กับสังคมด้วยกัน ด้วยสารแบบนี้ทำให้ Les Misérables กลายเป็นวรรณกรรมที่จับใจและเข้าถึงคนได้อย่างเรื่อยมา

Les-Miserables-Vogue-1-Amanda-Seyfried-Eddie-Redmayne

ภาคการนำเสนอ: อลังการ Musical บนแผ่นฟิล์ม

เนื้อเรื่องและสารใน Les Misérables นั้นถือมีความน่าสนใจในตัวอยู่แล้ว แต่ Lea Miserables ฉบับภาพยนตร์ 2012 กลับเพิ่มความน่าสนใจเข้าไปอีก ด้วยการนำเสนอแบบ Musical และยังเป็นแบบ Sung-through Musical ซึ่งหมายถึง เป็นหนังที่ใช้เพลงในการเล่าเรื่องตลอดทั้งเรื่อง อาจมีเสียงพูดประกอบบ้าง แต่ก็เล็กน้อยแทบจะไม่เกิน 5% ลักษณะแบบนี้ทำให้บทเพลงมีความสำคัญมาก เพราะไม่ได้มีบทบาทแค่แสดงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ยังทำหน้าที่เป็นบทสนทนาไปด้วยในตัว ซึ่งคนที่ไม่คุ้นชินหรือไม่ชอบละครเวที Musical เป็นทุนเดิม อาจรู้สึกว่าน่าเบื่อ และพาลไม่ชอบเอาง่ายๆ แต่ส่วนตัวเองก็ไม่ได้ดูละครเวทีหรือหนังเพลงมามากนัก ก็ยังรู้สึกสนุกไปกับ Les Miserables ฉบับนี้ได้แค่เพียงลองเปิดใจรับมัน

ความพิเศษอีกอย่างของ Les Misérables ก็คือนอกจากจะเป็น Musical แล้ว ยังเลือกที่จะใช้การร้องสดแทนการ lip-sync อย่างที่หนังเพลงเรื่องๆ ทำ วิธีการแบบนี้เพลงในหนังอาจฟังแล้วไม่ไพเราะเท่าเพลงที่ฟังจาก CD และบางทียังมีผิดคีย์บ้างให้ได้ยิน แต่สิ่งที่ทดแทนคือ นักแสดงสามารถถ่ายทอดอารมณ์ลงไปในบทเพลงได้เต็มที่ ทำให้เพลงในเรื่องสามารถเป็นได้ทั้งตัวดำเนินเรื่องและตัวสร้างอารมณ์ร่วม บทเพลงอย่าง I Dreamed a Dream ในหนังอาจไม่เพราะเท่าที่ Susan Boyle แต่สามารถสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของ Fantine ที่มีต่อชะตาของตัวเองได้อย่างเจ็บลึกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หรืออย่าง Do You Hear The People Sing ก็ให้ความรู้สึกฮึกเหิมเป็นอย่างมาก

หนังยังเลือกใช้วิธี Closed-Up หน้านักแสดงเวลาร้องเป็นหลัก เมื่อพลังการแสดงบวกด้วยพลังเสียงและพลังบทเพลง จึงทำให้การเล่าเรื่องด้วยเพลงของ Les Misérables สามารถส่งผ่านอารมณ์มายังคนดูได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ในอีกแง่หนึ่งการทำแบบนี้ก็อาจชวนให้บางคนรู้สึกอึดอัดมากเช่นกัน โดยส่วนตัวเห็นว่าการเลือกทาง Musical แบบนี้ เป็นการย้อนกลับสู่ Musical แบบละครเวที แต่ใช้องค์ประกอบของหนังแต่งเติมให้สิ่งที่ละครเวทีทำไม่ได้ให้ดูสมบูรณ์ ขึ้น แต่ในแง่ Musical แบบเพลง Les Miserables อาจจัดเป็นการขบถต่อแนวทางหนังเพลงแบบดั้งเดิมอยู่ไม่น้อย ต้องใช้ความกล้าไม่น้อยที่จะเลือกเดินทางนี้ แต่ในเมื่อตัวหนังเองก็พูดถึงการขบถต่อโครงสร้างสังคมที่มีอยู่เดิมแล้ว การขบถต่อแนวทางเดิมจึงยิ่งไปช่วยเน้นย้ำสารของ Les Miserables ให้แน่นยิ่งขึ้น ซึ่งอย่างน้อยโดยส่วนตัวก็เห็นว่าได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจทีเดียว

อย่างไรก็ตาม การเป็น Sung-through Muscal และนำเสนอแบบเน้นอารมณ์ตัวละคร ก็กลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ไม่ Les Misérables ไม่สามารถลงลึกถึงประเด็นแก่นเรื่องได้เท่าหนังพูด และยังทำให้เกิดอาการสะดุดบ้างช่วงเปลี่ยนเพลง แต่ด้วยโครงเรื่องที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ถึงถูกความเป็น Musical จำกัดการเล่าเรื่องในหลายประเด็น แต่สิ่งที่ยังเหลือก็ยังน่าสนใจและดึงดูดเพียงพอสำหรับคนที่ต้องการเข้าชม เนื้อเรื่องเป็นหลัก ส่วนคนที่ชื่นชอบ Musical เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หรืออยากลองชมหนังเพลงที่มีเนื้อเรื่องโดดเด่นไม่แพ้วิธีการนำเสนอ Les Misérables คือหนังที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

les-miserables_1

ป.ล Les Misérables อ่านออกเสียงตามภาษาฝรั่งเศสได้ว่า “เล มิเซราบส์” แต่เชื่อเถอะ ต้องเคยมีเคยอ่านว่า “เลส มิเซเรเบิลส์” แน่ๆ (อย่างน้อยก็ผมคนนึงละ)

 

ความชอบส่วนตัว: 10/10

5 COMMENTS

  1. ชอบมากค่ะ ได้ครบทุกอรรถรสจริงๆ ยิ่งมาอ่านรีวิวยิ่งปลื้มเข้าไปอีก ขอบคุณมากค่ะ

  2. ตอนดูแอบงีบหลับและไม่เก๊ทประเด็นค่ะ แต่พอมาได้อ่านบทความนี้ อยากกลับไปดูใหม่เลยค่ะ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here