TOP10 MOVIES OF 2016 by เซียวเล้ง

0
227
views

 

FotorCreated3

 

เป็นประจำทุกปี ที่พอครบปี ก็ต้องมีการจัดอันดับหนังที่ชอบที่สุดในปีที่ผ่านมา ซึ่งปี 2016 นี่คัดมา 10 เรื่องที่ชอบที่สุด มันอาจไม่ใช่หนังดีที่สุด อาจไม่ใช่หนังที่ดูสนุกที่สุด บางเรื่องหลายคนอาจน่าเบื่อ แต่ 10 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราชอบมากที่สุด รู้สึก Click กับมันมากที่สุด ซึ่งอาจเพราะเรามีประสบการณ์ร่วมกับสิ่งที่หนังต้องการสื่อ และนี่คือ Top 10 ของผมในปีนี้ครับ

 

10. แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว

 


Why I Like:
ในเรื่องความรักทุกคนล้วนโรคจิตเสมอ แฟนเดย์ไม่ใช่หนังรักโรแมนติกที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดูสวยงามไปหมด แต่มันเป็นหนังรักที่เลือกอยู่กับความจริง ความจริงที่ว่าต่อให้เราพยายามแค่ไหน เราก็เป็นได้เพียงแค่อากาศหรือไอ้โรคจิตสำหรับเขา หรือความจริงที่ว่า เรามีโอกาสที่จะกลายเป็นคนในแบบที่เราเคยเกลียด หลายคนไม่ชอบตอนจบของเรื่องนี้ แต่ส่วนตัวเห็นต่าง มันเป็นตอนจบที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ทำไมไม่ทำอย่างนั้น ทำไมไม่เปลี่ยนตัวเอง ทำไมๆ นั่นก็เพราะเรามองความรักด้วยสายตาคนนอก ซึ่งทุกครั้งที่มองเช่นนั้นมันเป็นเรื่องง่ายเสมอ แต่เมื่อไหร่ที่มันมาถึงเราโดยตรงนั่นแหละถึงจะรู้่ว่า มันไม่ง่ายเลยสักนิด

Review: [Criticism] แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว – ในเรื่องความรัก..เราทุกคนล้วนโรคจิต (Spoil)

 

9. Shin Godzilla

 

 

Why I Like:
มันไม่ใช่หนัง Godzilla นะ แต่มันเป็นหนังของผู้คนที่ต้องเจอกับ Godzilla ดังนั้น มันจึงอาจไม่ได้มีความบู๊ล้างผลาญ หรือ Action มันส์สะใจแบบ Godzilla ฉบับ Hollywood หรือ Godzilla ญี่ปุ่นที่เราเคยดูสมัยเด็กๆ Godzilla ในภาคนี้คือตัวแทนของ “วิกฤต” ที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญ แต่ทั้งเรื่องคือความพยายามของญี่ปุ่นที่จะดีลกับวิกฤตนี้ หนังมีความการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินสูง พูดเยอะ และอาจน่าเบื่อสำหรับใครหลายคน แต่เพราะส่วนตัวจบมาทางรัฐศาสตร์ เลยโคตรรักเลย ใครสนใจรัฐศาสตร์ต้องไม่พลาด

Review: [Criticism] Shin Godzilla – เรียนรัฐศาสตร์กับก็อตจัง (Spoil)

 

8. Train to Busan

 


Why I Like:
ถ้าคิดจะทำดูสนุก เอามันส์ ก็ต้องสนุกให้ได้แบบนี้ Train to Busan ไม่ได้สร้างแนวทางใหม่ๆ ให้กับหนังซอมบี้ แต่สิ่งที่ Train to Busan มีคือ “จังหวะ” หนังเข้าใจว่าจังหวะไหนควรเร่ง จังหวะไหนควรผ่อน แล้วผ่อนนานเท่าไหร่ถึงจะกลับมาเล่นอีกครั้ง จังหวะไหนควรดราม่า จังหวะไหน และจังหวะไหนเอามันส์อย่างเดียว นั่นทำให้ Train to Busan ไม่ใช่แค่หนังซอมบี้ที่ดีของเกาหลีเท่านั้น แต่ยังเป็นหนังซอมบี้ที่ดีเรื่องหนึ่งของโลกด้วย

Review: [Review] Train to Busan – รถไฟฟ้ามาหาซอมบี้นะเธอ

 

7. Star Trek: Beyond

 


Why I Like:
ถ้าภาคนี้เข้าฉายเมื่อหลายปีก่อน ก็คงไม่ได้ชอบมากขนาดนี้ แต่เพราะตอนนี้เราเข้าสู่ชีวิตการทำงานมาแล้วหลายปี จนถึงจุดที่เริ่มจะรู้สึกหมดไฟและเหนื่อยหน่ายกับงาน มันก็เลย Touch กับภาค Beyond ไปเต็มๆ เมื่อสิ่งที่ภาคนี้นำเสนอนั้นคือ ต่อให้เป็นงานที่เราชอบมากแค่ไหน แต่ถ้าต้องทำแต่สิ่งเดิมๆ เจอแต่สิ่งแวดล้อมเดิมๆ อยู่ทุกวัน มันก็มีโอกาสเบื่อจนอยากจะเปลี่ยนงานได้เช่นกัน ซึ่งนี่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเหล่าลูกเรือ Enterprise

Review: [Review] Star Trek Beyond – เมื่อชีวิตเดินทางถึงจุดอิ่มตัวในหน้าที่การงาน

 

6. Spotlight

 


Why I Like:
ท่ามกลางความสิ้นหวังของวงการสื่อ Spotlight พาเราไปดูว่า “สื่อในอุดมคติที่พวกเราต้องการนั้นเป็นแบบไหน” เตือนใจให้เหล่าสื่อรู้ว่าคำว่า “ฐานันดรที่ 4” ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่คือหน้าที่ที่สื่อต้องรับผิดชอบต่อสังคม อาจเพราะส่วนตัวเคยลงเรียนวิชาโทสื่อมวลชน และเรียนปริญญาโทด้านนี้มา ทำให้ยิ่งอินมากขึ้นเป็นพิเศษ กับวิธีการทำงานของทีมข่าว Spotlight ที่ไม่ใช่แค่การเอาไมค์ไปจ่อ แล้วก็ออกข่าว แต่ผ่านการวิเคราะห์ ค้นคว้า เพื่อให้ข่าวออกมาถูกต้องที่สุด ซึ่งนั่นคือสิ่งที่สื่อปัจจุบันเริ่มขาดหายไป

Review: [Criticism] Spotlight – “ข่าวเจาะ” ทางรอดของหนังสือพิมพ์

 

5. A Monster Calls

 


Why I Like:
ถึงจะพอเดาแนวทางหนังได้ตั้งแต่ตัวอย่าง แต่หมัดฮุกท้ายเรื่องของ A Monster Calls นี่ต้านทานไม่อยู่จริงๆ หนังค่อยๆ เลี้ยงความรู้สึกของเรามาตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งระหว่างที่หล่อเลี้ยงความรู้สึกนั้น มันอาจจะมีช่วงที่เนิบๆ ช่วงที่ดูเหมือนออกนอกเรื่อง ไร้สาระอยู่บ้าง แต่ทั้งหมดก็เพื่อช่วงสุดท้ายของหนัง เมื่อหนังทุบออกมา เราจะเข้าใจเลยว่าที่ปูมาทั้งหมดนั้นเพื่ออะไร แล้วทีมนักแสดงเรื่องนี้ก็ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ยอดเยี่ยมเหลือเกิน กลายเป็นหนัง Coming of Age ลำดับต้นๆ ที่ชอบไปละ

Review: [Criticism] A Monster Calls – เด็กคนหนึ่งจะแบกรับความหนักหนาในชีวิตได้แค่ไหนกัน (Spoil)

 

4. If Cats Disappeared from This Worlds

 

Why I Like:
ชื่อหนังชูแมวเป็นจุดขาย แต่ตัวหนังจริงไปไกลกว่าแค่เรื่องแมว ข้ามไปถึงเรื่องความรัก ความผูกพัน ครอบครัว มิตรภาพ ไปจนถึงการตั้งคำถามว่า เรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร คนที่โดดเดี่ยวและรู้สึกตัวเองใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่สลักสำคัญอะไรกับโลก จะยิ่งอินยิ่งขึ้นไปอีก น่าแปลกที่พออายุมากขึ้น เรากลับชอบหนังญี่ปุ่นสไตล์เรียบๆ ง่ายๆ แบบนี้มากยิ่งขึน จากที่เมื่อก่อนมักมองว่ามันน่าเบื่อ คงเพราะผ่านอะไรมากขึ้น จนมีบางจุดที่ไป Click กับสิ่งที่หนังต้องการสื่อ ทำให้หลงรักความเรียบๆ แบบนี้ไปเลย ป.ล. ถึงแมวจะออกไมเยอะมาก แต่ดูจบแล้วก็อยากเลี้ยงแมวกับเขาบ้าง

Review: [Criticism] If Cats Disappeared From the World – ถ้าโลกนี้ไม่มีฉัน… (Spoil)

 

3. Your Name

 

Why I Like:
เอาจริงๆ ถ้าวัดกันเฉพาะแค่ตัวหนังก็ไม่ได้ถึงกับชอบมากนะ แต่ที่ชอบมากๆ คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังหนังจบ ทั้งที่ตัวเรื่องออกจะ Happy มีความสุข แต่เมื่อเรามาใคร่ครวญคิดทบทวนเทียบเคียงกับตัวเอง จากหนัง Happy จะกลายเป็นหนังโครตเหงาขึ้นมาทันที ฉากสุดท้ายของ Your Name คือสิ่งที่หลายคนอยากให้เกิดกับตัวเอง นั่นคือเจอคนที่ใช่สักที หนังทำให้เรามีความหวังว่าจะเจอเช่นนั้น แต่ขณะเดียวก็ทำให้ยิ่งเหงาอ้างว้างมากยิ่งขึ้น เมื่อไม่รู้ว่าต้องรอไปอีกแค่ไหน ชอบหนังที่สร้างอารมณ์ติดค้างให้กับเรามากขนาดนี้

Review: [Criticism] Your Name. – ในการรอคอยมักมี “ความเหงา” ซ่อนอยู่เสมอ (Spoil)

 

2. The Handmaiden

 

Why I Like:
ไม่ว่าเราต้องการอะไร จะ Erotic, Thriller, Drama, Psychological, Romantic จะเป็นหนังที่ดูสนุกก็สนุก ดูเอาประเด็นก็มีเรื่องให้คิดเยอะ ดูเอาภาพ ภาพก็สวยงามจริง หนังหักมุมที่คาดเดาตอนจบแทบไม่ได้ ทุกอย่างรวมอยู่ใน “The Handmaiden” แล้วดันทำได้ถึงในทุกๆ แนวด้วย ที่สำคัญ 2 นางเอกของเรื่องก็น่ารักมากด้วยเช่นกัน

Review: [Criticism] The Handmaiden – ความพ่ายแพ้ของบุรุษ และชัยชนะของอิสตรี (Spoil)

 

1. Room

 

 

Why I Like:
เนื้อเรื่องของ “Room” จริงๆ นั้น Dark และหนักมาก แต่หนังแทบไม่มีฉากรุนแรงให้เห็นเลย เพราะเลือกที่จะเล่าผ่านมุมมองของเด็กที่มองสิ่งรอบตัวในเชิงบวกเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การที่หนังเลือกใช้มุมมองนี้ กลับยิ่งทำให้เรารู้สึกเศร้าหนักยิ่งกว่าการถ่ายทอดความรุนแรงออกมาตรงๆ เสียอีก เพราะบุคคลภายนอกอย่างพวกเราจะสัมผัสได้ว่า ภายใต้ความสดใสนั้น มีความจริงเบื้องหลังอันโหดร้ายซ่อนอยู่เสมอ หนังที่ผมจัดให้เป็น TOP10 ประจำปีนี้ หลายเรื่องชอบ เพราะรู้สึก Click รู้สึกมีประสบการณ์ร่วมกับสิ่งที่นำเสนอ แต่สำหรับ Room นี่ ต่อให้เราไม่เคยโดนจับขัง ไม่เคยเติบโตมาในห้องแคบ เราก็ยังทั้งอินทั้งเศร้าไปเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

Review: [Review] Room – ผม แม่ และโลกของเรา

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here