TOP15 หนังสุดประทับใจในห้วงปี 2015

0
758
views

เป็นประจำทุกปี ที่เมื่อสิ้นปี แต่ละเพจแต่ละคนก็จะมาจัดอันดับหนังที่ตนชื่นชอบในปีนั้นๆ กัน เพจนี้ก็ไม่พลาดเช่นกัน แต่ปีนี้ขอขยายจาก TOP10 เป็น TOP15 เพื่อให้เข้ากับปี 2015 แต่เหตุผลจริงๆ คือมีหนังหลายเรื่องที่อยากพูดถึง ปีนี้นับคร่าวๆ ก็ดูในโรงไป 85 เรื่อง เยอะสุดตั้งแต่เกิดมา ไม่รวมพวกดูทาง Cable DVD หรือ Video on Demand อีก

การจัดอันดับหนังที่ชอบในแต่ละปี นอกจากเป็นธรรมเนียมแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทบทวนตัวเอง ว่ารสนิยมการดูหนังของตัวเองนั้นเปลี่ยนไปหรือไม่ในแต่ละปี อย่างไร และยังทำให้เราได้ลองย้อนคิดหนังที่ดูในแต่ละปีด้วย บางเรื่องตอนดูอาจไม่มีอะไรมาก แต่พอมาลองย้อนมองดูแล้วกลับรู้สึกว่าเป็นหนังที่แฝงอะไรไว้เยอะทีเดียว อย่างปีนี้เท่าที่ลองจัดอันดับดู พบว่าตัวเองชอบดูหนังแนวเน้นบรรยากาศและอารมณ์มากขึ้น รวมถึงหนังจากฝั่งยุโรปที่เข้ามาอยู่ในอันดับเยอะทีเดียว

ว่าแล้วก็เชิญพบกับ 15 อันดับของผมได้เลยครับ

 

15. Inside Out

Synopsis:
เมื่ออารมณ์พูดได้ “Riley” เด็กสาววัย 11 ปี ที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อพ่อแม่ตัดสินใจพาเธอย้ายที่อยู่ เหล่าอารมณ์ทั้ง 5 ในตัวเธอ “Joy” “Anger” “Disgust” “Fear” และ “Sadness” พยายามช่วยให้เธอผ่านพ้นการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แต่แล้วก็มีเหตุให้ Joy กับ Sadness หลุดจากศูนย์ควบคุมอารมณ์ ซึ่งถ้าพวกเขากลับมาไม่ได้ อาจส่งผลต่อบุคลิกภาพของ Riley ให้เปลี่ยนไปตลอดกลาง

Why I Like:
ถ้าสมมติมีโอกาสได้เป็นคณบดีหรือหัวหน้าภาควิชาจิตวิทยา สิ่งแรกๆ ที่จะทำ คือ กำหนดให้ “Inside Out” เป็นหนังบังคับที่เด็กปี 1 ทุกคนต้องดู จุดเด่นของ “Inside Out”คือไม่ใช่แค่ดูบันเทิง แต่เป็นการจำลองกระบวนการทำงานของสมอง จิตสำนึก จิตใต้สำนึก บุคลิกภาพ เพื่อนในจิตนาการ ความทรงจำ และอีกหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยา ให้กลายเป็นภาพตัวละครที่เห็นได้ชัดเจน เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กวัย 11 ปี ที่เป็นช่วงกำลังก้าวสู่การเป็นวัยรุ่น ที่มาพร้อมการแสดงออกทางอารมณ์ที่ซับซ้อนขึ้น และการเรียนรู้ว่า ในบางครั้งความเศร้ากับความสุขก็ไปด้วยกันได้

Link:

[Criticism] Inside Out – จิตวิทยาเบื้องต้น 101 (Spoil)

Inside-Out-Riley-parents-hugging
 

14. Nightcrawler

Synopsis:

“Louis Bloom” หัวขโมยต๊อกต๋อย ค้นพบลู่ทางในการทำเงินใหม่ให้กับตัวเอง ด้วยการเหยี่ยวข่าวราตรี ขับรถหาข่าวช่วงกลางดึก แล้วนำไปขายให้กับสถานีโทรทัศน์ในพื้นที่ ด้วยความเรียนรู้เร็ว ทำให้ Louis ปรับตัวเข้ากับวงการนี้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ด้วยความโลภ เขาเริ่มหาข่าวโดยไม่เลือกวิธีการ ไปจนถึงสร้างสถานการณ์ขึ้นเองเพื่อให้ได้ข่าวขึ้นมา ภายใต้การสนับสนุนจาก “Nina” บรรณาการข่าวสถานีแห่งหนึ่ง ที่อยากได้ข่าวแรงๆ มาดันเรตติ้งรายการของเธอ ในสถานการณ์เช่นนี้ คำว่า “จรรยาบรรณ” เหมือนจะเป็นคำอะไรที่พวกเขาไม่รู้จัก

Why I Like:

“Nightcrawler” หนังที่ถูกมองข้ามจาก Oscar 2015 ทั้งในสาขา Best Picture และ Best Actor ทั้งที่การแสดงของ “Jake Gyllenhaal” ในเรื่องนี้น่าจะพีคสุดตั้งแต่เขาเคยเล่นมาแล้ว ขณะที่ในด้านเนื้อหาก็สะท้อนด้านมืดของวงการสื่อมวลชนออกมาได้อย่างหดหู่ และน่าหดหู่ยิ่งขึ้น เมื่อเรารู้สึกว่าในโลกแห่งความเป็นจริง มีสื่อมวลชนแบบ Louis มากเหลือเกิน ในยุคอินเทอร์เน็ตที่ใครๆ ก็หาข้อมูลความรู้ที่ต้องการได้ มีสิ่งเดียวที่อินเทอร์เน็ตดูจะไม่ได้สอนก็คือ “จิตสำนึก”

Link:

[Criticism] Nightcrawler – เรื่องฆ่าเช้านี้

image

 
13. Kung Fury

Synopsis:

หนังสั้น 30 นาที ที่ฉายผ่าน Youtube เรื่องราวในยุค 80’s ของตำรวจหนุ่มนายหนึ่งที่เกิดโดนงูกัดพร้อมๆ กับฟ้าผ่าขณะกำลังจับผู้ร้าย ทำให้ได้รับพลังแห่งกังฟูมา ขณะที่ Hilter วายร้ายจากยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เดินทางข้ามเวลามาในยุค 80’s เพื่อหาแนวทางการเป็นโครตกังฟู ตำรวจหนุ่มจึงต้องปกป้องเมืองด้วยการย้อนเวลากลับไปฆ่า Hilter แต่การย้อนเวลาผิดพลาด ทำให้เขาไปโผล่ในยุคไวกิ้งแทน เขาต้องหาทางกลับมาทำภารกิจให้สำเร็จ และ “Thor” อาจเป็นคนช่วยเขาได้

Why I Like:

เรื่องย่อ อ่านแล้วหลายคนคง WTF อยู่ไม่น้อย มองแง่ร้าย หนังเต็มไปด้วยความมั่ว จับโน่นนี่มายัดเต็มไปหมด แต่มองอีกแง่ คือมันมั่วจนมันส์มาก คนสร้างก็ไม่ประนีประนอมในการใส่ลูกบ้าเข้าไปในเรื่องนี้ และมองให้ลึกกว่านั้นภายในใต้ความมั่ว (และมันส์) Kung Fury คือการย้อนความทรงจำงานแอคชั่นยุค 80’s ยุคของ Action Hero ที่มีเอกลักษณ์ตรงพระเอกเก่งกาจ นางเอกเซ็กซี่ และฉากบู๊ที่ไร้เหตุผล แต่ใครจะสน เพราะมันสนุก Kung Fury ยังเป็นความสำเร็จในการระดมทุนจาก Kickstarter เพื่อสร้างหนังในแบบที่พวกเขาต้องการดูจริงๆ โดยไม่ต้องผ่านสตูดิโอ มันจึงเป็นหนังที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และทำมันให้สุดในทางนั้นอย่างเต็มที่

Link:

[Review] Kung Fury – แรงบันดาลใจจากยุค 80’S สู่ความมันส์ที่ไม่เหมือนใครในยุคนี้

08055850-photo-kung-fury

 

12. La famille Bélier

Synopsis:

ครอบครัว Bélier อาจดูแตกต่างในสายตาคนทั่วไป เพราะสมาชิกในครอบครัว พ่อ แม่ และลูกชาย เป็นคนหูหนวกทั้งหมด แต่ในสายตาของคนในครอบครัวเอง ความแตกต่างกับเป็น “Paula” ลูกสาว ที่ไม่ได้หูหนวกตามไปด้วย ในสภาพครอบครัวที่ค่อนข้างพิเศษ Paula มีความลับหนึ่งที่ไม่กล้าบอกให้พ่อแม่รู้ นั่นคือ ความฝันที่จะเป็นนักร้อง และต้องการจะเข้าโรงเรียนขับร้องที่ปารีส ซึ่งอาจทำให้เธอต้องห่างจากครอบครัวไป

Why I Like:

จริงๆ “La famille Bélier” ไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบนัก การดำเนินเรื่องก็เป็นไปตามสูตรสู้เพื่อฟัน แต่ก็หนังตามสูตรที่น่าประทับใจมาก ทั้งหมดเป็นไปอย่างธรรมชาติ สนุก มีดราม่า ก็ในระดับพอดีๆ ขณะที่ความ Feel Good ของหนังก็ดูลงตัว ไม่ดูยัดเยียดเกินไป ที่สำคัญเพลงที่เป็นองค์ประกอบของเรื่องก็เพราะจริงจัง ต่อให้ไม่รู้ความหมายเพราะเป็นภาษาฝรั่งเศสก็เพราะ ยิ่งได้รู้ความหมาย ยิ่งน้ำตาแตกได้ไม่ยาก อีกอย่างความดีงามของ “La famille Bélier” ก็คือการเป็นหนังเกี่ยวกับผู้พิการ ที่ไม่ได้มองผู้พิการในเชิงสงสาร แต่มองว่าพวกเขาก็คือคนปกติทั่วๆ ไปที่สามารถใช้ชีวิตร่วมในสังคมได้เหมือนคนอื่นๆ

Link:

[Review] La famille Bélie – เสียงในความเงียบ (Spoil)

la-famille-belier-photo

 

11. Birdman

Synopsis:

“Riggan Thomson” เป็นอดีตดาวดังผู้รับบทสุดยอดซุปเปอร์ฮีโร่ “Birdman” แต่ก็บทนี้นี่แหละ ที่ทำให้คนดูติดภาพ Birdman จนเขาไปไม่รอดกับบทอื่นๆ และกลายเป็นดาราตกอับในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม Riggan มีเดิมพันครั้งใหญ่อีกครั้ง ในการลบภาพเดิมๆ ด้วยการหันมาทำละครบอรดเวย์ ควบทั้งการเขียนบทและแสดงเอง แต่ความหวังครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ เมื่อเขาต้องเผชิญกับหลากหลายปัญหา ทั้งนักแสดงร่วมสุดติสท์ นักวิจารณ์ที่จ้องจะสับเขาให้เละ ลูกสาวเจ้าปัญหา และ Birdman ที่ยังตามหลอกหลอนเขาอยู่เรื่อยๆ

Why I Like:

“Birdman” คือเจ้าของราววัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวที Oscar 2015 และพ่วงด้วยอีกหลายรางวัลจากเวทีนี้ ความดีงามของหนังเรื่องนี้นอกจากจะอยู่ที่การถ่ายทำ ที่มีลักษณะเหมือนเป็น One Long Take ทั้งเรื่อง สร้างอารมณ์ให้คนดูรู้สึกเหมือนกำลังตามติดตัวละครอย่างใกล้ชิด ยังเป็นการยั่วล้อจิกกัดวงการ Hollywood Broadway และเหล่านักวิจารณ์ได้อย่างเจ็บแสบ ความสนุกจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ถ้าเราพอทราบประวัติของ Michael Keaton ผู้รับบท Riggan มาก่อน เพราะหนังเรื่องนี้ ก็คล้ายๆ จะเอาชีวิตเขามาสร้างนั่นเอง 20 กว่าปีก่อน เขาสร้างชื่อจากการรับบท Batman ได้รับการยกย่องให้เป็น Batman ที่ดีที่สุด แต่บทบาทนี้ก็กลายเป็นภาพจำที่ทำให้เขาไม่ประสบความสำเร็จกับหนังเรื่องอื่นอีกจนกระทั่ง Birdman

Link:

[Review] Birdman – คนแสดง / คนวิจารณ์ / คนสำคัญ (SPOIL)

Birdman-3

 

10. The Lobster

Synopsis:

เมื่อความโสดกลายเป็นอาชญากรรม… คนโสดถูกบังคับให้หาคู่ให้ได้ภายใน 45 วัน หากไม่สำเร็จ พวกเขาจะต้องกลายเป็นสัตว์ที่พวกเขาเลือก David ชายโสดผู้เลือกล็อบสเตอร์ ตัดสินใจครั้งสำคัญ เมื่อเขาเลือกปฏิเสธการจับคู่ และหนีออกจากโลกที่เชิดชูคนมีคู่ ไปเข้าร่วมกับพวกโลกของคนโสด แต่นั่นคือที่ๆ เขาต้องการจริงหรือ

Why I Like:

เนื้อหาที่แหวกแนว ไม่ได้ดูยากถึงขั้นต้องปีนบันไดดู แต่ขณะเดียวกันก็แฝงสัญญะต่างๆ ให้คิดให้ตีความได้มากมาย เหล่านี้คือจุดเด่นของ The Lobster หนังที่อาจดำเนินเรื่องโดยคนโสด แต่ตัวหนังจริงๆ ไปไกลกว่านั้น ไม่ว่าจะคนมีโสดหรือคนมีคู่ ถูกจิกกัดอย่างไม่ไว้หน้า จากคำถาม “ทำไมมีคู่ถึงดีกว่าอยู่เป็นโสด” ไปจนถึงคำถาม “เราจะรักใครสักคนเพราะอะไรกัน” และ “คนที่มีอะไรเหมือนๆ กัน จะใช่ชีวิตคู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุขจริงหรือ” เราชอบที่ David พยายามหนีจากโลกสุดโต่งต่างๆ ที่เผชิญ โดยที่แทบไม่รู้ตัวว่ามีสิ่งหนึ่งที่เขาหนีไม่ได้เลย…ความคิดของเขาเอง

ป.ล. ถ้าจำไม่ผิด ในเรื่องไม่มีล็อบสเตอร์ให้เห็นสักตัว

Link:

[Criticism] The Lobster – เป็นโสดทำไม อยู่ไปให้เศร้าเหงาทรวง (Spoil)

The Lobster 1
 

9. Paddington

Synopsis:

“Paddington” หมีน้อยพูดได้นิสัยดีจากเปรูเดินทางมายังลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อหาบ้านหลังใหม่ และตามหาอดีตนักสำรวจ ที่เคยเจอกับลุงและป้าของเขา ที่ลอนดอนเขาได้พบกับครอบครัว Brown ที่ชวนเขามาพักชั่วคราว เกิดเป็นความผูกพันระหว่างเขากับครอบครัว Brown แต่ขณะเดียวกันเจ้าของพิพิธภัณฑ์สัตว์แห่งหนึ่งก็มีแผนร้ายจะจับตัว Paddington มาสต๊าฟไว้ ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง

Why I Like:

ถ้าหากจะหาหนังครอบครัว ที่เป็นหนังครอบครัวจริงๆ ทั้งหน้าหนัง และเนื้อใน ดูแล้วไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อเด็กๆ ขณะที่ผู้ใหญ่ก็สนุกไปกับเรื่องได้ Paddington ก็คือคำตอบสำหรับปีนี้ งาน CG หมีระดับละเอียด ผสมผสานมุขตลกแนวคลีน และคาแรกเตอร์หมีที่ใครเห็นก็หลงรัก สุภาพ มีมารยาท แต่ก็มักสร้างความวุ่นวายโดยไม่ตั้งใจ แบบนี้ใครเห็นก็ต้องรัก เราอาจตะหงิดๆ บ้างในช่วงแรก ว่าทำไมผู้คนในเรื่องจึงดูไม่ตกอกตกใจอะไรเลยกับการที่หมีพูดได้ แต่คิดอีกทีนี่แหละคือการสื่อ (หรือ PR) ความเป็นอังกฤษและลอนดอนได้ดีที่สุด ลอนดอนเมืองที่พร้อมต้อนรับทุกคน แม้ว่าจะเป็นหมีก็ตาม

Link:
[Review] Paddington – รักหมีที่สุดในโลก

Glimpse of Paddington the movie star

 

8. The Little Prince

Synopsis:

เด็กหญิงคนหนึ่งเติบโตมาโดยมีคุณแม่คอยวางแผน จัดแจง ไว้ทุกอย่างก้าวของชีวิต เพื่อประกันว่าลูกของเธอจะประสบความสำเร็จในอนาคต และขั้นแรกก็คือส่งลูกของเธอเข้าโรงเรียนดังให้ได้ นำมาสู่การย้ายบ้านเพื่อให้ได้โควตาในพื้นที่ แต่ ณ บ้านใหม่นี่เอง เด็กหญิงได้รู้จักนักบินชรา เพื่อนบ้านจอมประหลาดคนหนึ่ง ซึ่งชักชวนเธอให้ได้รู้จักกับ “เจ้าชายน้อย” ที่ปลุกความเป็นเด็กในตัวเด็กหญิงให้กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ถูกครอบงำโดยคุณแม่มาเป็นเวลานาน ว่าแต่คุณแม่จะยอมเหรอ…

Why I Like:

“เจ้าชายน้อย” เป็นวรรณกรรมนอกเวลา ที่ถูก Asssign ให้อ่านสมัยเรียนปี 1 ความพิเศษของมันคือ อ่านตอนปี 1 ก็ไม่เท่าไหร่ แต่หลังจากนั้นหลายปีกลับมาย้อนอ่านอีกครั้ง มุมมองที่ได้จากหนังสือเล่มนี้กลับเปลี่ยนไป จากวรรณกรรมเยาวชนธรรมดาๆ กลายเป็นวรรณกรรมที่พูดถึงการเติบโตได้อย่างลึกซึ้ง นี่แหละสเน่ห์ของเจ้าชายน้อย ทุกครั้งที่หยิบมาอ่านใหม่ สิ่งที่ได้จะไม่เหมือนเดิม แต่เพราะสเน่ห์แบบนี้แหละ การทำเป็นหนังจึงยาก เพราะเป็นการจำกัดการตีความอย่างหลากหลาย ให้เหลือแค่มุมมองเดียว ดังนั้น เราจึงชื่นชม The Litlle Prince เรื่องนี้ไม่น้อย ตรงที่หนังเลือกที่จะไม่เล่าเรื่องราวของเจ้าชายน้อยโดยตรง แต่เลือกเล่ามุมมองคนที่ได้อ่านเจ้าชายน้อยแทน นั่นก็คือตัวเด็กหญิงเอง สเน่ห์ความหลากหลายของเจ้าชายน้อยยังคงอยู่ แต่ที่รับรู้ได้จากหนัง คือมุมมองของเด็กหญิงคนหนึ่ง ว่าเธอมองเจ้าชายน้อยอย่างไร และเจ้าชายน้อยได้ส่งผลอย่างไรต่อชีวิตเธอบ้าง

Link:
[Criticism] The Little Prince – ผู้ใหญ่ทุกคนเคยเป็นเด็กมาก่อน แต่ไม่กี่คนที่หวนระลึกได้ [Spoil]

el-principito-2
 

7. Mad Max: Fury Road

Synopsis:

การกลับมาอีกครั้งในรอบกว่า 30 ปีของแฟรนไชส์ Mad Max ว่าด้วยโลกในอนาคตที่เต็มไปด้วยความฟอนเฟะ เสื่อมโทรม และแห้งแล้ว “Max” อดีตนายตำรวจที่ใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย ต้องร่วมมือกับ “Furioza” หญิงแกร่งที่พยายามคงความเป็นปกติในโลกที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง พาพรรคพวกหนีจากการปกครองเผด็จการแบบปิตาธิปไตยของ “Immortan Joe” ท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนระอะ และการขับรถไล่ล่าที่มันส์จนแทบหยุดหายใจ

Why I Like:

หนังแอคชั่นมักโดนดูถูกดูแคลนในความไม่เป็นศิลปะ เป็นหนังดูเอามันส์เฉยๆ “Mad Max: Fury Road” คือการพิสูจน์ให้เห็นว่า ทำหนัง Action ก็มีศิลปะได้ หนังใช้วิธีเล่าเรื่องด้วยภาพ (หนังเรื่องนี้ไม่เขียนบท แต่ใช้วิธีวาด Story Broad ทั้งเรื่องแทน) บทพูดก็น้อย อัด Action เต็มเหนี่ยว แทบไม่หยุดพัก แต่สามารถดึงอารมณ์ให้อยู่กับหนังได้ตลอด ไม่รู้สึกน่าเบื่อ หลายช่วงคิดว่าพีคแล้ว แต่ก็ยังสามารถพีคได้อีกเรื่อยๆ มันเหมือนกับการดูภาพศิลปะหลายๆ ภาพต่อกัน โดยทีทุกภาพเชื่อมต่อกันเป็นแผ่นเดียวกันอย่างแนบเนียน และถึงแม้ดูเผินๆ หนังจะไม่เน้นบทมาก แต่พอขุดลงไป เราก็จะพบประเด็นเรื่องที่เข้มแข็งมาก ว่าด้วยการต่อต้านสังคมชายเป็นใหญ่ กลายเป็นหนังที่มีความเป็น Feminist สูง ภายใต้ฉากหน้าของหนังสงครามบ้าระห่ำที่มักถูกมองว่าเป็นหนังของผู้ชาย นี่คือการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ Mad Max หักปากกาเซียนหลายๆ แท่ง ที่เคยคาดการณ์ก่อนฉายว่า เรื่องนี้แป๊กแน่นอน

Link:
[Review] Mad Max: Fury Road – ศิลปะการทำลายล้างที่แสนงดงาม

mad-max-fury-road-vehicles

 

6. The Tale of Princess Kaguya

Synopsis:

ชายชราที่เลี้ยงชีพด้วยการตัดไผ่ พบเด็กทารกหญิงที่เกิดจากปล้องไผ่ จึงนำมาเลี้ยงดูพร้อมตั้งชื่อว่า “คางูยะ” เธอเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งนำความร่ำรวยรุ่งเรืองมาให้กับชายชราและครอบครัว เขาตัดสินใจพาคางูยะไปอยู่ในเมือง และเลี้ยงดูเธอราวกับเจ้าหญิง รวมถึงเตรียมหาคู่ครองที่คู่ควรให้กับคางูยะ แต่ดูเหมือนคางูยะกลับยังคิดถึงชีวิตในชนบทและเพื่อนในวัยเด็กเสียมากกว่า ขณะเดียวกันเวลาที่คางูยะจะได้อยู่บนโลกมนุษย์ก็ดูจะน้อยลงทุกทีเช่นกัน

Why I Like:

อันที่จริง ส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ค่อยถูกกับ Animation สไตล์จิบลิเท่าไหร่ โดยเฉพาะในส่วนของเนื้อหา ที่หลายครั้งดูเป็นการแทรกสัญลักษณ์หรือคติแบบดูจงใจมากเกินไป รวมถึงฉากรักโรแมนติกที่ไม่เคยอินสักที สำหรับ “The Tale of Princess Kaguya” ในแง่เนื้อเรื่องก็ยังรู้สึกเช่นเดียวกับหนังจิบลิเหมือนเคย ยิ่งตัวหนังสร้างจากตำนานพื้นบ้านแล้ว ก็เลยยิ่งดำเนินเรื่องแบบเรื่อยๆ เข้าไปอีก อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดสามารถลืมไปได้ชั่วขณะ เมื่อเจอกับงาน “ภาพ” ของเรื่องนี้ มันคือประสบการณ์อันสุดแสนพิเศษ ที่ไม่ใช่จะหาดูได้ง่ายๆ กับเทคนิคภาพวาดสีน้ำ ผสานกับความพริ้วไหวของลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์ของจิบลิอยู่แล้ว ประหนึ่งได้รับชมภาพวาดโบราณของญี่ปุ่น ที่มีชีวิต และเคลื่อนไหวได้

Link:
[Review] The Tale of Princess Kaguya – เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่

Princess-Kaguya

 

5. Snap

Synopsis:

เหตุรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้ “ผึ้ง” ลูกนายทหารต้องย้ายเข้ากรุงเทพฯ ตามพ่อ พร้อมกับความสงสัยว่าทำไม “บอย” เพื่อนชายคนสนิทจึงไม่มาถ่ายรูปรุ่นให้เธอตามที่สัญญาไว้ 8 ปีผ่านไป ส่งผลให้เธอไม่มีรูปในหนังสือรุ่น ผึ้งและบอยกลับมาเจอกันอีกครั้ง ในงานแต่งงานของเพื่อนสมัยมัธยม บรรยากาศเก่าๆ ความทรงจำเดิมๆ กลับคืนมาอีกครั้ง กับหลายคำถามที่ยังคั่งค้างในใจ ท่ามกลางบรรยากาศของการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

Why I Like:

คงมีหนังไม่กี่เรื่อง ที่ทุกบนสนทนา ทุกชื่อตัวละคร ทุกฉาก ทุกเพลง จะแฝงความหมายให้ตีความได้อย่างลึกซึ้ง คมคาย แต่ก็ดูสนุก Snap คือหนึ่งในนั้น หนังเข้าฉายช่วงปลายปี แต่ความดีงามทำให้แทรกเข้ามาใน TOP5 ส่วนตัวได้อย่างไม่ยากเย็น หนังมีทั้งส่วนของความรักความสัมพันธ์ และส่วนที่เป็นการเมือง ที่ใส่มาอย่างจงใจ แต่แนบเนียนเข้ากับเนื้อเรื่อง ทั้งมีชั้นเชิงในการเล่าสูง ไม่ฟันธงทางการเมือง แต่เน้นเปรียบเทียบตั้งคำถามให้เราหันมาทบทวน ระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา คำถามว่าผึ้งและบอยได้เรียนรู้อะไรบ้าง คงไม่ต่างกับคำถามที่ว่า เราเรียนรู้อะไรบ้างจากรัฐประหาร 2549 กับ 2557

Link:
[Criticism] Snap แค่…ได้คิดถึง – ความรัก การเมือง และ 8 ปีที่เราไม่เคยก้าวหน้าไปไหน (Spoil)

snap-image-28

 
4. The Martian

Synopsis:

“Mark Watney” หนึ่งในนักบินอวกาศที่ปฏิบัติการบนดาวอังคาร ประสบอุบัติเหตุระหว่างขึ้นยานกลับโลก จนเพื่อนๆ นักบินเข้าใจว่าเขาเสียชีวิตแล้ว จึงพากันกลับโลกโดยไม่มีเขา แต่ปรากฎว่าเขายังไม่ตาย เพื่อความอยู่รอดจนบ Mark จึงต้องใช้ทั้งสติปัญญา ความสามารถ และสุขภาพจิตอันดีเยี่ยม เพื่อยังชีพบนดาวอังคารที่ว่ากันว่าปลูกอะไรก็ไม่ขึ้นให้ได้ พร้อมๆ กับหาทางติดต่อ NASA เพื่อส่งคนมารับเขาให้ได้ เกิดเป็นปฏิบัติการเอาตัวรอดและช่วยชีวิตครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ

Why I Like:

ชอบหนัง Sci-fi เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยเฉพาะ Sci-fi แนวอวกาศที่ให้ความสำคัญกับความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์แบบนี้ นอกจากนี้ชอบในความสุขภาพจิตดีมากของเรื่อง หากเป็นคนอื่นคงเครียดตายบนดาวอังคาร ก่อนที่จะมีใครมาช่วย แต่ Mark รู้จักจะหาความสุขและจัดการความเครียดของเขาเป็นอย่างดี แน่นอนอาจไม่ใช่เรื่องงาน แต่นั่นอาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการยังชีพบนดาวแห่งนี้ สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ The Martian เป็นหนังอวกาศที่มีความ Feel Good มาก ขณะที่ Part ของความตื่นเต้น การทำงานแข่งกับเวลา ของทีมช่วยเหลือ ก็ลุ้นระทึกไม่น้อย ทั้งยังสื่อให้เห็นความร่วมแรงร่วมใจของคนทั้งโลก เพราะบนอวกาศไม่มีพรมแดน

Link:

[Review] The Martian – ดาวอังคารไม่มียางพารา แต่มีมันฝรั่ง [Spoil]

martian-sits
 

3. Ex Machina

Synopsis:

“Caleb” พนักงานจากบริษัท Search Engine แห่งหนึ่ง ได้รับเลือกให้เข้าร่วมการทดสอบลับของ “Nathan” เจ้าของบริษัท ซึ่งได้สร้าง A.I. ชื่อว่า “Ava” ขึ้นมา Nathan ต้องการให้ Celeb ทำการทดสอบทัวริง (Turing Test) เพื่อดูว่า Ava มีความเป็น “มนุษย์” หรือไม่ ไม่ใช่ในแง่รูปลักษณะ แต่ในแง่ของปฏิสัมพันธ์ ความคิด และการแสดงออกต่อคนรอบข้าง การทดสอบกระทำผ่านบทสนทนาทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน ก่อนจะค่อยๆ โยงไปข้อคำถามเชิงปรัชญาถึงความเป็นมนุษย์ แล้วจะเป็นอย่างไรถ้า Celeb รู้สึกว่า Ava เป็นมนุษย์ และหลงรักเธอเข้าแล้วจริงๆ

Why I Like:

Ex Machina เป็นหนัง Sci-fi ฟอร์มเล็กแต่ลึกซึ้งในประเด็น น่าเสียดายที่หนังไม่มีโอกาสฉายโรง แต่ก็โชคดีที่ยังมีออกแผ่นและลง Video on Demand ในไทย หนังดำเนินเรื่องผ่านตัวละครหลักแค่ 3 คน เน้นบทสนทนาเป็นส่วนใหญ่ แต่ทุกบทสนทนานั้นสามารถแฝงนัยยะเชิงปรัญญาด้วยกันทั้งนั้น อะไรคือสิ่งที่บ่งบอกว่าเราคือมนุษย์… ความรัก อารมณ์ ความรู้สึก หรือการใช้ระบบความคิดเชิงตรรกะ เพื่อหาทางเอาตัวรอด หรือมีชัยชนะต่อฝ่ายตรงข้าม โดยไม่เลือกวิธีการเช่นกัน หนังเกี่ยวกับ A.I. ส่วนให่ญ่มักตั้งคำถามแค่ว่า A.I. สามารถรู้สึก สามารถรักได้มั้ย แต่เรื่องนี้ตั้งคำถามที่ลึกไปอีกขั้น A.I. สามารถ “แกล้ง” รู้สึก หรือ “หลอก” ให้รักได้หรือไม่

Link:

[Criticism] Ex Machina – ข้อคำถามเชิงปรัชญาว่าด้วย “ความเป็นมนุษย์” (Spoil)

10374274.0

 
2. Little Forest

Synopsis:

ในชนบทแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น หญิงสาว ปลูกพืช ทำอาหาร กิน และนั่งเหงา จากนั้นก็ปลูกพืช ทำอาหาร กิน และนั่งเหงาอีกครั้ง แบบนี้ไปเรื่อยๆ ตลอดทั้ง 4 ฤดู

Why I Like:

ตัวหนังมี 2 ภาค คือ “Summer & Autumn” และ “Winter & Spring” แต่ในที่นี่ขอรวมอันดับไว้ด้วยกันเลย เพราะเนื้อเรื่องนั้นต่อกัน และประทับใจมากทั้ง 2 ภาค ตัวเนื้อเรื่องของ Little Forest นั้นไม่มีอะไรมาก ก็ตามเรื่องย่อที่ว่าไป แต่ในความไม่มีอะไรนั้น หนังถ่ายถอดความสวยงามของชีวิต Slow Life ผ่านความสวยงามของทิวทัศน์และบรรยากาศของชนบทญี่ปุ่น ความน่าเอร็ดอร่อยของเมนูหลากหลายชนิดในเรื่อง และความน่ารักของนักแสดงนำ “ไอ ฮาชิโมโตะ” แต่ขณะเดียวกัน อีกด้านของชีวิต Slow Life ที่หลายคนอิจฉา หนังแฝงไปด้วยอารมณ์ “ความเหงา” ที่มาเต็ม และยิ่งเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ อาหารที่ทำอาจอร่อยก็จริง แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องกินคนเดียว มีเพื่อนบ้านที่น่ารักก็จริง แต่สุดท้ายก็ต้องนอนในบ้านคนเดียวอยู่ดี ชนบทสวยงามก็จริง แต่เธออยู่ที่เพราะอยากอยู่ หรือเพราะแค่หลบหนีชีวิตในเมืองกันแน่ หลายครั้งการทำงานหนักของตัวเอก ก็เป็นไปเพื่อไม่ให้มีเวลาคิดเรื่องอื่น กดความเหงาเอาไว้ ซึ่งก็ได้แค่กดไว้ เพราะมันไม่เคยหายไป ดังนั้น สำหรับคนเหงา Little Forest เป็นหนังที่เหงามากนะ

Link:

[Review] Little Forest: Summer & Autumn – หลงรักความเหงา

[Review] Little Forest: Winter & Spring – คนเหงาในป่าเล็ก

little-forest-2

 
1. PK

Synopsis:

มนุษย์ต่างดาวลักษณะเหมือนผู้ชายคนหนึ่งเดินทางมายังโลกเพื่อทำงานวิจัย แต่เกิดเรื่องสร้อยบอกตำแหน่งโดนขโมยไป ทำให้หาทางกลับบ้านไม่ได้ ชายคนนี้จึงต้องออกตามหาสร้อย โดยเป้าหมายของเขาคือ “พระเจ้า” เพราะใครๆ ก็บอกเขาว่า “ให้ไปถามหาเอากับพระเจ้าแล้วกัน” เขากลายเป็นตัวประหลาดของสังคม และเรียกเขาว่า “PK” ที่แปลว่า “ขี้เมา” แต่ขณะเดียวกันคำถามของ PK ก็นำไปสู่การตั้งคำถามต่อศาสนา ที่อาจสั่นคลอนฐานความของคนในสังคม แต่ก็กระตุกให้คิดถึงการมีอยู่จริงของพระเจ้า

Why I Like:

อินเดียอาจถูกมองว่าเป็นประเทศล้าหลัง มีการแบ่งชั้นวรรณะ แต่ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างสรรค์หนังที่มีความก้าวหน้าสูงอย่าง “PK” ออกมาได้ PK เปรียบเสมือนตัวแทนของคนที่มีข้อสงสัยต่อศาสนาหรือองค์กรที่หากินกับศาสนา แต่ไม่กล้าพูดออกมาดังๆ เพราะกลัวสังคมลงทัณฑ์ ซึ่ง PK ได้ทำหน้าที่ในการถามนั้นแทน ขณะที่คนที่ไม่เคยตั้งคำถามกับศาสนามาก่อน PK ก็เป็นตัวกระตุกให้หันกลับมาคดทบทวนได้เป็นอย่างดี สถานะความเป็นคนนอก (โสก) และท่าทีที่ไร้เดียงสาของ PK กลายเป็นไม้อ่อนที่ทรงประสิทธิภาพวิพากษ์ศาสนา มากกว่าการด่าแรงๆ โดยตรง คำถามบางคำถามไม่ซับซ้อน แต่สร้าง Impact ต่อความคิดของคนในสังคมสูง อย่างไรก็ตาม PK ไม่ใช่หนังต่อต้านศาสนา PK ยอมรับว่าอาจมีพระเจ้าอยู่จริง แต่พระเจ้าที่ว่านั้นก็น่าจะมีแค่หนึ่งเดียว ซึ่งเรายังต้องค้นหาและทำความเข้าใจต่อไป การแบ่งเป็นศาสนาต่างๆ ทำให้การค้นหา “พระเจ้าที่สร้างเรา” ถูกจำกัดอยู่แค่ “พระเจ้า” ที่พวกเขาสร้างเท่านั้น และเปิดทางให้องค์กรศาสนาเข้ามาหากินกับความเชื่อของคน

PK ยังเป็นอีกเรื่องที่รู้สึกได้ถึงความ “ครบรส” หนังมีประเด็นเรื่องที่หนักหน่วง ชวนให้คิด แต่การดำเนินเรื่องก็สนุกสนาน ตลก ด้านความดราม่า และโรแมนติก ที่ใส่เข้ามาด้วยก็ทำได้ถึง เล่นเอาน้ำตาซึมได้เหมือนกัน ขณะเดียวกันเอกลักษณ์ของหนังอินเดียอย่างการเต้นและร้องเพลง ก็ไม่พลาดที่จะมีอยู่ในหนังเรื่องนี้เช่นกัน

Link:

[Criticism] PK – พระเจ้าที่สร้างเรา กับ พระเจ้าที่เราสร้าง (Spoil)

PK-Movie-Aamir-Khan-and-Anushka-Sharma-New-Poster-Images

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here