[Review] O.T. ผี Overtime – หลอกกันเล่นหรือเปล่า

1
64
views
10517502_781506025247081_2040369467338337773_n

 

จุดเด่นของหนังสยองขวัญไทยช่วงหลังคือ มักเล่นกับการหักมุม แต่เมื่อถึงจุดที่การหักมุมเริ่มหมดมุข เพราะหักกันจนไม่รู้จะหักไปทางไหนแล้ว แบบนี้จะทำอย่างไรดี… หนึ่งในทางออกคือทำแบบ “ตีสาม 3D ตอน O.T.” ทำ คือหันไปเน้นปริมาณแทน จุดหักมุมอาจไม่ได้กระแทกกระทั้นเหมือนเรื่องอื่นๆ แต่เราหักบ่อย หักกันให้เบื่อไปข้างหนึ่ง ซึ่งคอนเซปท์แบบนี้ก็ดูจะประสบความสำเร็จ พิจารณาได้จากการที่ค่ายอนุมัติยกสถานะ O.T. จากแค่ตอนย่อยในหนัง กลายเป็นหนังเดี่ยวเต็มตัวภายใต้ชื่อ “O.T. ผี Overtime”

“O.T. ผี Overtime” ดำเนินเรื่องต่อจาก “O.T.” ใน “ตีสาม 3D” หลังจากวีรกรรมแกล้งลูกน้องที่กลางวันไม่ทำงานแต่กลางคืนทำ O.T. ของ 2 บอส “ที” (เรย์ แมคโนัลด์) และ “การัน” (ชาคริต แย้มนาม) ที่เลยเถิดจนมีคนตายจริงๆ ผลจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำเอาบอสทั้ง 2 คนไม่เป็นอันทำงาน ทีเปลี่ยนเป็นคนละคน ขณะที่การันก็บาดเจ็บต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล ร้อนถึงบอสอีกคนอย่าง “บดินทร์” (อนันดา เอเวอริ่งแฮม) ที่ต้องกลับมากอบกู้บริษัท และความหวังสุดท้ายก็คือ งานออแกไนซ์งานแต่งงานให้กับรุ่นน้องที่ไม่ถูกชะตากันอย่างแรง

เทียบกับตอน O.T. ตีสาม 3D ครั้งนี้จุดแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ O.T. ผี Overtime เลือกจะตัดส่วนที่เป็น Theme หลักบางส่วนของภาคก่อนออก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของช่วงเวลาตีสาม ที่ผีกับมนุษย์จะใกล้ชิดกันมากที่สุด หรือกระทั่งการทำ O.T. ก็ไม่ใช่ประเด็นหลักเท่าไหร่แล้วในภาคนี้ แต่สิ่งสำคัญที่ O.T. ผี Overtime ยังคงไว้เหมือนเดิมก็คือ คอนเซปท์ว่าด้วยการหลอกกันไปมา และหักมุมหลายตลบ ที่หนังมองว่าคือจุดเด่นของตัวเอง และตอกย้ำมากยิ่งขึ้นในภาคนี้ ส่วนในเรื่องของความสยองขวัญนั้นก็เช่นเดียวกับภาคก่อนคือ ไม่ใช่ส่วนสำคัญของเรื่องอยู่แล้ว 

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญของ “O.T. ผี Overtime” ก็ยังเป็นคงเป็นเรื่องเนื้อเรื่อง แม้ว่าจะไม่ได้คาดหวังถึงความลุ่มลึกของเนื้อหามากมาย แต่การขยายจากหนังสั้น 30 นาที มาเป็นหนังยาวเกือบ 2 ชั่วโมง ก็น่าจะมีประเด็นอะไรที่เป็นแก่นหลักของเรื่องมากกว่าการหลอกกันไป แกล้งกันมาแบบในหนังมาก แต่จริงๆ แล้วก็ใช่ว่าเรื่องนี้จะไม่มีประเด็นอะไรเลย หนังได้แทรกเรื่องความรู้สึกของตัวละคร “ที” ทั้งความรู้สึกผิดกับเหตุการณ์ในภาคก่อน รวมถึงความรู้สึกผิดที่รุ่นน้องที่กำลังจะแต่งงาน แต่ก็ก็ยังไม่ใช่แก่นหลักของเรื่อง และสุดท้ายแล้วเรื่องราวเหล่านี้ก็ถูกบดบังด้วยลูกบ้าการหักมุมของเรื่องไปจนหมด

แต่แม้เนื้อเรื่องจะไม่ค่อยมีไร แต่ “ลูกบ้า” ที่หนังมอบให้ด้วยการหักมุมกันแทบทุก 10 นาที จนถึงจุดๆ หนึ่งเราก็เลิกสนใจว่าเนื้อเรื่องจะดำเนินไปในทิศทางไหน แต่มาปล่อยใจให้สนุกไปกับลูกบ้าหักมุมในหนังแทน เมื่อกล้าเล่นได้ขนาดนี้ ก็กล้าที่จะดู และกล้าที่จะสนุกกับมัน อีกส่วนหนึ่งก็คือ นักแสดงนำที่สามารถนำพาเรื่องราวไปได้ แม้ว่าภาคนี้ตัวละครของ “ชาคริต” จะไม่มีบทบาทนัก เนื่องจากยังอยู่ในโรงพยาบาล (แต่ชีวิตจริงคือติดถ่ายละคร) แต่การได้ “อนันดา” มาเสริมแทนก็ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกติดขัดแต่อย่างไร เพราะตัวอนันดาก็เป็นดาราที่พลังในการดึงดูดคนดูอยู่แล้ว แถมยังเล่นได้เข้าขากับ “เรย์” ได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าสมมติเกิดจะมีภาคต่ออีก คงจะดีถ้าได้เห็นทั้ง 3 คนในแบบที่บทบาทเฉลี่ยๆ เท่ากันทั้ง 3 คน

 

ความชอบส่วนตัว: 7/10

 

g11

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here