[Review] ๙ ศาสตรา – อยากให้ดูไม่ใช่เพราะเป็นหนังไทย แต่เพราะมันสนุกจริง

0
208
views

“อย่าไปดูแค่เพราะเป็นหนังไทย แต่อยากให้ไปดูเพราะเป็นหนังที่สนุกมากเรื่องหนึ่ง” เป็นคำที่เราอยากกล่าวถึงหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่เฉพาะกับคนไทยแต่กับคนต่างประเทศด้วย เพราะเราเชื่อว่าตัวหนังมีความสากลพอที่จะเข้าถึงคนชาติอื่นได้ไม่ยาก สำหรับ “๙ ศาสตรา” เป็นหนัง Action ที่ดูสนุกมาก และสาเหตุของความสนุกของมันคือการสัมผัสได้ว่า ผู้สร้างได้คารวะความบันเทิงในวัยเด็กของตัวเองผ่านหนังเรื่องนี้ แล้ว Passion เหล่านั้นสามารถส่งมาถึงเราได้จริงๆ

“๙ ศาสตรา” มีเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างเรียบง่ายว่าด้วยการผจญภัยของ “อ๊อด” เพื่อกอบกู้บ้านเมืองจากเหล่ายักษาที่นำโดย “เทหยักษา” โดยมี “มวยไทย” และ “๙ ศาสตรา” เป็นอาวุธ หนังดำเนินเรื่องตามสูตร มีจุดพลิกผันบ้าง แต่ไม่เกินความคาดหมาย อย่างไรก็ตาม ถึงจะเป็นตามสูตร แต่ก็เป็นสูตรสำเร็จ นั่นหมายถึงการทำสำเร็จในการให้เราสนใจตามติดหนังได้ มันอาจไม่ได้มีบทที่่ดีเด่นมากมาย แต่ก็ไม่ได้แย่จนรู้สึกตะขิดตะขวงใจ (ไม่ใช่หนังตามสูตรทุกเรื่องที่ทำแล้วจะสำเร็จ) โดยเฉพาะช่วงระยะเวลาหลังจากอ๊อดเริ่มออกเดินทาน ซึ่งกราฟความสนุกพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้น ๙ ศาสตรา เป็นหนัง Action ที่ดูสนุก ดังนั้น จุดเด่นของหนังก็คือฉาก Action ซึ่งค่อนข้างผ่านการคิดมาอย่างดี ทั้งการออกแบบท่าทาง ที่ดูแล้วค่อนข้างเท่ ตัวอาวุธ ๙ ศาสตรา ที่ตอนแรกงงว่าจะใช้ยังไง พอใช้จริงก็นับถือในความครีเอทของคนสร้างเลย การตัดต่อที่ประสานความเร็วและ Slow Motion กันได้ค่อนข้างลงตัว และสิ่งที่ดีสุดในฉาก Action คือการวางลำดับซีน Action ที่ค่อยๆ ไต่ระดับความตื่นเต้นไปเรื่อยๆ เหมือนจะจบ แต่ก็มีอะไรมาเซอร์ไพรส์มาเรื่อยๆ

สำหรับเรา ๙ ศาสตรา ทำให้นึกถึง “Pacific Rim” ทั้ง 2 เรื่องเหมือนกันตรงที่ไม่ได้เป็นหนังที่สมบูรณ์แบบ Plot ก็มาแบบง่ายๆ เหมือนกัน จุดขัดใจก็เยอะ ในกรณีของ ๙ ศาสตราคือเสียงพากย์ที่เรารู้สึกว่าบางคนราบเรียบไปนิด (แต่ก็ไม่ได้แย่จนรับไม่ได้) รวมไปถึงช่วงแรกของหนังที่ค่อนข้างนิ่งไปหน่อย แต่สิ่งที่ทั้ง 2 เรื่องมีเหมือนกันคือ Passion การแสดงออกถึงสิ่งที่ตัวเองรัก ในกรณี Pacific Rim คือความหลงใหลในหนังสัตว์ประหลาดของญี่ปุ่น ขณะที่ในกรณี ๙ ศาสตรา คือความหลงใหลในการ์ตูนหรือเกมแนว Action Adventure ขบวนการ 5 สี ไปจนถึงนิยายกำลังภายใน ซึ่งเป็นความบันเทิงของเด็กรุ่น 90’s

ตอนดู ๙ ศาสตราจบ ผมคิดว่าคนสร้างต้องเป็นคนยุคเดียวกับผมแน่ๆ พอไปอ่านเบื้องหลังก็ไม่ผิดคาด หนึ่งในผู้กำกับและเขียนบท “ณัฐ ยศวัฒนานนท์” นั้นให้สัมภาษณ์ในเว็บไซต์แห่งหนึ่งว่า ตอนเด็กๆ เขาเติบโตมากับการ์ตูนญี่ปุ่น จึงไม่แปลกที่ระหว่างดู ๙ ศาสตรา จะทำให้เรานึกไปถึง Dragonball, Saint Saiya, Final Fantasy, One Piece ไปจนถึงขบวนการเซนไททั้งหลาย เรารู้สึกว่าคนที่เติบโตมากับยุคนั้นน่าจะเป็นกลุ่มคนที่สามารถอินกับ ๙ ศาสตราได้มากที่สุด เพราะเหมือนเราได้ย้อนกลับไปหาสิ่งที่เรารักในวัยเด็กนั่นเอง

ข้อดีอย่างหนึ่งของหนังคือถึงแม้จะหยิบยืมขนบการ์ตูนและเกมสมัยก่อนมาใช้หลายอย่างๆ แต่ก็อยู่ในระดับที่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็น “แรงบันดาลใจ” มากกว่า “การลอกเลียน” อาจเพราะถูกนำมาหลอมรวมกับ “ความเป็นไทย” ในระดับที่พอดีๆ ซึ่งความเป็นไทยในเรื่องก็จะเน้นพวกความเป็นไทยที่ต่างชาติรู้จักเกี่ยวกับเราเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นมวยไทย รอยสัก พระ หรือตัวละครในวรรณคดีพวกยักษ์หรือลิง มันจึงไม่ได้ดูไทยมากเกินไปจนปิดกั้นคนชาติอื่น แต่ก็ไม่ได้ดูไม่ไทยเลยจนขาดความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง อาจมีบทพูดบางส่วนที่ยังใส่ความชาตินิยมแบบปัจจุบันเข้าไปในบริบทสมัยก่อนอยู่บ้าง แต่โชคดีที่หนังไม่ได้เอาตรงนี้มาเล่นต่อมากนัก อันที่จริง ส่วนตัวว่าความเป็นไทยในเรื่องก็มีพอๆ กับความเป็นอเมริกา ความเป็นญี่ปุ่น ความเป็นเม็กซิกัน ฯลฯ ใน Animation ต่างประเทศนั่นแหละ

งานด้านภาพแสดงออกถึงทะเยอทะยานพอควรในการออกแบบฉากต่างๆ เพื่อโชว์ของ ทั้งฉากวิวทิวทัศน์ ฉากฝนตก หรือฉาก Action ที่โชว์ความรวดเร็วฉับไว แน่นอนถ้าไปเทียบกับทาง Hollywood คงสู้ไม่ได้แน่นอน ระดับความพลิ้วไหวของเส้นผม หรือ Texture ของ ๙ ศาสตรายังไปไม่ถึงขั้นนั้น แต่ถ้าเทียบกับ Animation ของไทยด้วยกันเอง หรือกระทั่ง Animation แบบฉาย TV ของฝั่งตะวันตก คิดว่าน่าะพอสู้ได้แน่นอน

ด้วยทุนสร้างระดับ 200 ล้าน ยากจะคือทุนในไทย (นี่คิดว่าลุ้นให้ถึง 50 ล้านยังยากเลย) คงต้องไปหวังพึ่งตลาดต่างประเทศ ไม่ก็คิดเสียว่าเป็นใบเบิกทางสำหรับรับงานใหญ่ในอนาคตต่อไป อย่างไรก็ตาม ก็อยากแนะนำให้ไปดู ไม่ใช่ว่าเพราะเป็นหนังไทย แต่เพราะมันเป็นหนังที่ดูสนุกมากเรื่องหนึ่ง ยิ่งคนที่เติบโตมากับยุค 90’s ยิ่งอยากแนะนำเลย

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here