[Review & Analysis] Interstellar – ฉันมาไกล มาไกลเหลือเกิน… (Spoil)

3
542
views

 

interstellar-banner
 

ก่อนอื่นต้องขอระบุไว้ก่อนเลยว่า โดยส่วนตัวแล้วเป็นแฟนคลับ (หรือเรียกตามสมัยนิยมว่า “ติ่ง”) ของ “Christopher Nolan” หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีทั้งคนยกย่องและหมั่นไส้มากสุดในยุคนี้ ดังนั้น การวิเคราะห์/ วิจารณ์ “Interstellar” หนังเรื่องล่าสุดของ Nolan จึงอาจมีบางส่วนที่เป็นอคติหรือความโน้มเอียง ซึ่งผู้อ่านอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ การปราศจากอคติเป็นสิ่งที่ดี แต่ในเมื่อชีวิตจริงเราไม่สามารถละทิ้งอคติได้ทั้งหมด ทำได้เพียงให้อยู่ในระดับที่น้อยที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คิดว่าไม่สามารถทำได้ ก็น่าจะเป็นการยุติธรรมกับผู้อื่น ถ้าเราบ่งบอกอคติของเราให้เขาทราบก่อน

 

1. คำวิจารณ์

ก่อนจะนอกเรื่องไปไกล ขอกลับเข้าเรื่อง อย่างที่บอกส่วนตัวเป็นติ่ง Nolan และ “Interstellar” ก็เป็นหนังที่รอคอยมากสุดในปีนี้ และก็ได้ตามที่รอ Interstellar เป็นหนึ่งในหนังที่รู้สึกปลาบปลื้มปิติยินดีเป็นอย่างมาก มันอาจไม่ใช่หนังที่ชอบมากที่สุดของ Nolan และก็ไม่ใช่หนังที่ชอบน้อยที่สุดของเขาอีกเช่นกัน และหากเอาไปเทียบเคียงกับหนังเรื่องอื่นๆ แล้ว “Interstellar” ก็ยังห่างไกลจากคำว่า “หนังห่วย” มากนัก อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ยอมรับคือ ผลงานล่าสุดของ Nolan เรื่องนี้ ออกจะเคี้ยวยากกว่าเรื่องอื่นของเขาที่ผ่านมา จนอาจไม่ถูกปากทุกกลุ่มนัก แม้แต่กลุ่มนักวิจารณ์หรือกลุ่มแฟนคลับ Nolan เองก็ยังเกิดภาวะ “เสียงแตก” ขึ้นมา

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น… “ความคาดหวังสูง” คือสาเหตุหนึ่ง แต่อีกสาเหตุที่น่าสนใจก็คือ การที่ “Interstellar” พยายามยืนอยู่บนของฐานของความสมจริงทางวิทยาศาสตร์แบบสุดๆ มันอาจไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะที่ผ่านมา Nolan ก็มักเน้นเรื่องความสมจริงอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้มันพิเศษตรงที่ว่าความสมจริงนี้ไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่เป็นตัวเดินเรื่องด้วย และเกือบทุกทฤษฎีในเรื่องสามารถอ้างอิงกับความเป็นจริง (อย่างน้อยก็ในเชิงทฤษฎี) ได้ทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากตอน “The Prestige” หรือ “Inception” ที่มีบางส่วนเป็นทฤษฎีที่หนังสร้างขึ้นเองด้วย ทำให้แม้ไม่พื้นวิทย์มาก็เข้าใจเรื่องได้ เพราะหนังเล่าโลกที่ตัวเองสร้างขึ้นตั้งแต่เริ่ม ขอแค่ตามเรื่องให้ทัน แต่ใน “Interstellar” มันยึดโยงกับโลกจริงค่อนข้างมาก มีการใช้ทฤษฎีและสมการทางฟิสิกส์เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวโดยตรง แถมทฤษฎีที่นำมาอ้างอิงใน Interstellar ไม่ได้มีแค่ทฤษฎีเดียว แต่มีหลากหลายทฤษฎีที่นำมาเล่าถักทอเข้าด้วยกัน แม้ว่าหนังจะเล่าทฤษฎีในเรื่องให้ไม่ยากเกินที่จะเข้าถึง แต่ก็ยังไม่ง่ายที่จะเข้าใจทะลุปรุโปร่งได้ในทันที ด้วยเหตุนี้ หนังเรียกร้องให้ผู้ดูพอจะมีพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์/ดาราศาสตร์ อยู่บ้าง อาจไม่ถึงกับต้องระดับศาสตราจารย์ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้เรื่องเลย ตรงนี้แหละที่อาจทำให้คนที่ไม่ใช่คอวิทย์ แบบแค่ได้ยินว่าฟิสิกส์ก็เบือนหน้าหนีแล้ว อาจรู้สึกว่าหนังเข้าใจยากจนพาลไม่ชอบไปเลยก็ได้

การมุ่งมั่นกับวิทยาศาสตร์ของ “Interstellar” ยังทำให้เกิดจุดอ่อน (สำหรับบางคน) อีกประการ คือทำให้หนังมีพื้นที่ในเชิงสังคมวิทยาหรือจิตวิทยาน้อยลง ซึ่งประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้หลายคนชื่นชอบ Nolan เมื่อ “Interstellar” มีส่วนผสมของสิ่งเหล่านี้น้อยลง จึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะรู้สึกผิดหวังกับเรื่องนี้ได้ แต่ถ้าสมมติคุณชื่นชอบ Nolan ในแง่ของการเป็นนักเล่าเรื่องที่สามารถแปลงเรื่องยากๆ ให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทั้งดูสนุก มีชั้นเชิง เป็นการแสดงให้เห็นว่า หนังดีไม่จำเป็นต้องเข้าถึงยาก และหนังดูบันเทิงใช่ว่าจะไม่มีคุณค่า “Interstellar” น่าจะเป็นผลงานอีกเรื่องที่คุณชื่นชอบได้ ยิ่งถ้าพอมีพื้นฐานทางวิทย์/ดาราศาสตร์สักหน่อย จะยิ่งสนุกมากยิ่งขึ้น

 

2. ความรัก

“Interstellar” มีเนื้อเรื่องที่เรียบง่ายว่าด้วย พ่อที่ต้องจากลูกๆ เดินทางไปในอวกาศเพื่อช่วยโลก ด้วยการสำรวจโลกใหม่ เพราะโลกที่เป็นอยู่ใกล้ถึงภาวะสุดท้ายเต็มที่ โดยมีเรื่อง “ความรัก” และ “สัญญา” ที่ให้กับลูก เป็นแรงผลักดันสำคัญของตัวเอกในการทำภารกิจ ฟังดูก็คล้ายๆ กับ Plot แนวฮีโร่กู้โลกทั่วๆ ไป ไม่มีไรซับซ้อน ผิดกับงานก่อนๆ ของ Nolan…ซึ่งก็ใช่ เพราะแม้แต่จุดหักเหของเรื่อง Interstellar ก็ไม่ได้ถึงขนาดหักแบบคาดไม่ถึงอย่างเรื่องก่อนๆ ถ้าสังเกตช่วงแรกของหนังก็มีบอกใบ้ถึงตอนท้ายไว้อยู่แล้ว บอกแบบค่อนข้างชัดมากด้วย เพียงแต่ที่น่าทึ่งคือวิธีการ “อธิบาย” ในการไปถึงเป้าหมายของเรื่องที่ต้องยกนิ้วให้

แต่ในความเรียบง่ายของเนื้อเรื่อง ก็แฝงไปด้วยความแตกต่างที่น่าสนใจ อย่างแรกเลยก็คือ การเดินทางไปอวกาศครั้งนี้ไม่ได้ไปเยี่ยง “วีรบุรุษ” แต่เป็นการเดินทางไปลับๆ เพราะยุคสมัยในหนัง ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่ากับการอยู่กับปัจจุบัน เลิกเพ้อฝัน และหาอาหารกินไปให้รอดเป็นพอ NASA อวกาศ พวกนี้คือของสิ้นเปลือง สภาพที่ค่อนข้างหมดอาลัยตายอยากเช่นนี้ ส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร โดยเฉพาะ “Cooper” (Matthew McConaughey) ที่เมื่อผ่านไปสักพักเราก็จะพบว่า แรงผลักดันที่ทำให้ Cooper ตัดสินใจเดินทางข้ามอวกาศ ไม่ใช่เพื่อ “มนุษยชาติ” แต่เพื่อ “ลูก” เป็นหลัก ซึ่งถ้ามองตามหลักเหตุผล การกระทำของ Cooper นั่นคือการ “เห็นแก่ตัว” อย่างหนึ่ง แต่ก็เพราะสภาพโลกในยุคนั้นเองที่บีบให้เรามองดำเนินชีวิตโดยเน้นที่ความสัมพันธ์ใกล้ตัว มากกว่ามองไกลภาพกว้างทั้งมนุษยชาติ อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกส่วนตัวก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป เพราะความรู้สึกพื้นฐานที่เรียกว่า “ความรัก” นี่แหละที่แสดงว่าเราเป็น “มนุษย์” และ “เรื่องส่วนตัว” นี่แหละที่จะเป็นพื้นฐานไปสู่การคิด “เรื่องส่วนรวม” ต่อไป

สำหรับในส่วนการเล่าเรื่องดราม่าความสัมพันธ์พ่อลูกของ Nolan แม้อาจไม่ได้ถึงขั้นสุดยอด หรือกระแทกใจสุดๆ แต่จากเรื่องก่อนๆ ที่ดราม่าความสัมพันธ์/ผูกพันธ์ระหว่างตัวละครอาจไม่ใช่ส่วนที่เด่นนักของหนัง Nolan และมักถูกบดบังด้วยบทหนังที่ซับซ้อน แต่ใน Interstellar เมื่อ Nolan ลดความซับซ้อนของหนังลง และดันดราม่าให้เป็นส่วนเด่นมากขึ้น ก็พบว่าเขาทำได้ดีในระดับหนึ่งทีเดียว ยิ่งได้การแสดงของเหล่านักแสดงชั้นเยี่ยมในเรื่องแล้ว ทั้งตัวละครหลัก ตัวละครรอง หรือตัวละครลับ ทำให้หลายช่วงหลายตอนเกิดความรู้สึกตื้นตันหรือน้ำตาซึมได้เลย เพียงแต่โดยส่วนตัวอารมณ์อาจจะยังไม่ไปถึงขั้นน้ำตาไหลก็เท่านั้น ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ เพราะ Interstellar ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ มาช่วยเสริมส่วนนี้ไว้ได้

 

interstellar-movie-wormhole

 

3. ประสบการณ์

อะไรคือจุดต่างระหว่างการไปดูหนังในโรงหนัง กับการนั่งดูหนังผ่าน DVD อยู่ที่บ้าน คำตอบก็คือ “ประสบการณ์” ที่เราจะได้รับ หนังบางเรื่องดูผ่าน DVD อาจไม่ได้อรรถรสเท่าดูในโรง เพราะแม้จะสามารถสนุกกับเนื้อเรื่องได้ แต่ไม่สามารถเข้าถึงความตื่นตา ความยิ่งใหญ่ของหนังได้อย่างเต็มที่ (ยกเว้นคุณจะมีโรงหนังส่วนตัวที่บ้าน) โดยส่วนตัวพิจารณาประสบการภาพยนตร์ในฐานะองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของหนังไม่แพ้ตัวบทหรือการดำเนินเรื่อง นั่นเป็นสาเหตุ Oscar ปีที่แล้ว เชียร์ Gravity มากกว่า 12 Years of Slave หรือหนังที่ใครๆ ว่าห่วยอย่าง Transformers 4 เราก็ยังรู้ว่าสึกโอเคนะ และ “Interstellar” ก็เป็นอีกเรื่องที่การเข้าไปดูในโรงจะประสบการณ์ภาพยนตร์ที่ยากจะลืมเลยทีเดียว โดยเฉพาะใน “IMAX”

“Nolan” เริ่มให้ความสำคัญประสบการณ์ภาพยนตร์ในแง่การสร้างความตื่นตาตื่นใจมาตั้งแต่ตอน “Insomnia” แล้ว และใส่ใจกับเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องหลังๆ นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมเขาถึงสนใจการถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX มาก เพราะภาพใน IMAX จะมีสัดส่วนที่ต่างจากภาพในโรงอื่น ส่งผลให้เมื่อฉายจะสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของเรื่อง ซึ่ง “Interstellar” ถือเป็นเรื่องที่ใช้ประโยชน์จาก IMAX ได้คุ้มค่าที่สุด เพราะยิ่งเสริมความยิ่งใหญ่ของจักรวาลมากเพียงใด ก็จะทำให้ยิ่งรู้สึกถึงความ “เล็ก” ของเรามากขึ้นเท่านั้น กลายเป็นว่าประสบการณ์ภาพยนตร์ได้เข้าไปช่วยเสริมแก่นของเรื่องได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ใช่มีดีแค่ภาพใหญ่เท่านั้น ดังนั้น ถ้ามีโอกาสอยากขอเชียร์ให้ดู IMAX ครับ (ต้องขอขอบคุณค่าโรงหนังปกติที่แพงจนไม่รู้สึกว่า IMAX แพงอีกต่อไป) หรือถ้าไม่สะดวก การดูในโรงปกติก็ให้ประสบการณ์ความตื่นตาตื่นใจได้ในระดับหนึ่งเช่นเดียวกัน

นอกเหนือจากความยิ่งใหญ่ด้านภาพแล้ว สิ่งหนึ่งที่ Nolan ยึดมาตลอดคือประสบการณ์ความสมจริง ซึ่ง Interstellar ก็ยังดำเนินตามแนวทางนี้ นอกเหนือจากการใช้ทฤษฎีวิทยาศาสตร์มาอธิบายความเป็นไปได้แล้ว องค์ประกอบฉากต่างๆ ในเรื่องจึงเน้นความสมจริงเป็นหลัก เน้นของจริง สถานที่จริง โมเดลจริงที่จับต้องได้ ซึ่งอยากให้ลองสังเกตพวกยานและสิ่งของประกอบฉากในเรื่อง จะเห็นได้ถึงร่องรอยการใช้งาน รอยขีดข่วนต่างๆ บนยาน (หรือโมเดล?) ที่ช่วยทำให้รู้สึกว่ามันจริงเข้าไปอีก เรียกว่าถ้าไปถ่ายทำในอวกาศได้ คงไปกันแล้ว หนังยังใช้ CG อยู่แต่ใช้เฉพาะที่จำเป็น Green Screen แทบไม่ต้องใช้ (เห็นว่าไม่ใช้เลย) Interstellar จึงให้ความรู้สึกแบบหนัง Sci-fi สมัยก่อนด้วย สมัยที่เราสามารถสร้างฉากที่ยิ่งใหญ่โดยไม่ต้องอาศัย CG ถือเป็น “คารวะ” หนัง Sci-fi ในอดีตก็ว่าได้ จะว่าไป Nolan เป็นผู้กำกับที่มีความซับซ้อนสูงมาก เพราะในขณะที่หนังของเขามีความทะเยอทะยานและแนวคิดที่ล้ำ ซ้ำยังชอบใช้เทคโนโลยีแบบ IMAX แต่ขณะเดียวกันเขาก็ยังมีความอนุรักษ์นิยม ใช้กล้องฟิล์ม และเน้นสร้างโมเดล สร้างฉาก มากกว่าสร้าง CG

 

 

4. วิทยาศาสตร์

“Interstellar” เป็น Sci-fi ที่มีความเป็น Science สูงมาก และการพอมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่บ้างจะช่วยให้ดูหนังเรื่องนี้สนุกขึ้นเยอะเลย เพราะเหมือนกับเราได้เห็นสิ่งที่เคยเป็นแค่สมการบนหน้ากระดาษ แปลงเป็นภาพสวยงามตระการตาให้ดูบนจอหนัง แต่ถ้าเกิดไม่รู้เลย ก็ใช่ว่าไม่รู้เรื่อง เพราะเราก็ยังสนุกไปกับหนังได้อยู่ เพียงแต่อาจจะเกิดความสงสัยว่าในบางศัพท์ บางเรื่องที่พูดถึงในหนังคืออะไร แต่เอาเข้าจริงหนังก็ไม่ได้เรียกร้องให้เราต้องถึงขั้นมีพื้นฐานฟิสิกส์ในระดับสูง บรรลุเป็นศาสตราจารย์แต่อย่างไร ขอแค่พอมีบ้าง บางส่วนในหนังเผลอๆ นี่ “การไม่รู้” กลับทำให้รู้สึกสนุกกว่าด้วยซ้ำ

โดยส่วนตัวแล้ว ความสนุกที่ได้รับจากหนังเรื่องนี้ ส่วนสำคัญต้องขอขอบคุณหนังสือ “ปลาที่ว่ายน้ำในสนามฟุตบอล” ของ “วินทร์ เลียววาริณ” ที่เคยอ่านสมัยวัยรุ่น หนังสือเล่มนั้นเป็นเหมือนกับการเปิดให้เห็นความสนุกของวิทยาศาสตร์ โดยใช้วิธีการเล่าเรื่องที่เข้าใจง่าย และอีกส่วนก็คงเป็นเพราะชอบอ่าน “หว้ากอ” “Jusci” อยู่ด้วย ทำให้แม้จะไม่ได้จบมาทางสายวิทย์ และค่อนข้างไม่ถูกชะตากับการคำนวณ สมการ หรือกราฟเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ได้มีปัญหากับข้อมูลใน “Interstellar” แต่อย่างไร อาจจะมีบางส่วนที่ไม่เข้าใจบ้าง แต่โดยรวมถือว่าพอจะเข้าใจเรื่องราวในหนังได้ แม้อาจต้องใช้เวลาตกผลึกสักนิดก็ตาม หลายอย่างก็มาหาข้อมูลเพิ่มเติมภายหลัง สำหรับคนที่ชอบฟิสิกสืหรือวิทยาศาสตร์ “Interstellar” จะเป็นหนังที่เป็นแรงบันดาลใจในการศึกษามากขึ้น ขณะที่คนที่ไม่ชอบ “Interstellar” ก็จะทำให้คุณรู้สึกดีกับเรื่องยากๆ แบบนี้ได้เช่นกัน

สำหรับวิทยาศาสตร์ใน “Interstellar” ด้วยความที่โดยส่วนตัวก็ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย จะให้อธิบายลงลึกก็คงไม่มีความสามารถ แต่จากความรู้ที่เคยผ่านตามาบ้างผสมด้วยการหาข้อมูลเพิ่มเติมภายหลัง นี่คือวิทยาศาสตร์คร่าวๆ ที่ปรากฎใน Interstellar ซึ่งน่าจะพอเป็นข้อมูลเบื้องต้นให้สามารถดูหนังเรื่องนี้ได้สนุกและเข้าใจยิ่งขึ้นบ้าง  

  • เลขฐานสอง (Binary) – ในซับทับศัพท์ว่า “ไบนารี่” ทั้งที่จริงชื่อไทยน่าจะคุ้นเคยกว่า เพราะอยู่ในเนื้อหาคณิตศาสตร์ ม.ปลายด้วย (มั้ง) ระบบนี้เป็นระบบที่มีตัวเลขแค่ 2 ตัวคือ 0 กับ 1 ซึ่งต่างจากระบบที่เราใช้ในชีวิตประจำวันที่เป็น “เลขฐานสิบ” คือมีเลข 0-9 ระบบเลขฐานสองปัจจุบันถูกนำไปประยุกต์กับการส่งสัญญาณแบบดิจิตอล
  • รหัสมอร์ส (Morse Code) – น่าจะคุ้นเคยกันดี โดยเฉพาะคนที่ทัน “โทรเลข” เป็นวิธีการส่งรหัสด้วยสัญลักษณ์สั้นยาว ซึ่งแทนด้วยจุดและขีด ผู้รับต้องเอาไปถอดรหัสเป็นข้อความอีกทีหนึ่ง
  • กฎเมอร์ฟี (Murphy’s Law) – “อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด” เป็นกฎที่มักใช้อธิบาย/ประชดประชันเหตุการณ์ร้ายๆ แย่ๆ ที่แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่เราก็ดันแจ็คพอตเจอได้เสมอ ใน “Interstellar” กฎนี้พ้องกับชื่อของ “Murphy” เป็นเหตุให้ในตอนที่รถยางแตก “Tom” ได้เอากฎนี้มาล้อ “Murphy” แต่ไม่ใช่แค่มาใช้เป็นชื่อตัวละครเท่านั้น หากพิจารณาทั้งเรื่อง โดยเฉพาะการที่สุดท้าย Murphy เป็นผู้ไขสมการได้ หรือการส่งสัญญาณข้ามมิติ เหล่านี้ก็เข้าเกณฑ์ของกฎเมอร์ฟีได้เช่นกัน คือมีความน่าจะเป็นที่จะเกิดน้อยมาก แต่มันก็เกิดได้อยู่ดี
  • รูหนอน (Wormhole) – ทางลัดอวกาศ ที่สามารถทำให้เราเดินทางไปยังกาแล็คซี่อื่นได้ในเวลาไม่นาน เกิดจากการบิดอวกาศเข้าหากัน เหมือนการพับปลายกระดาษ 2 ข้างมาบรรจบกัน เป็นแนวคิดที่แม้จะยังเป็นแค่ทฤษฎี แต่เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ และถูกนำไปใช้ใน Sci-fi หลายเรื่อง แต่ใน Interstellar จะต่างหน่อยตรงที่ให้ภาพรูหนอนว่าไม่ได้เป็น “รู” แต่เป็น “ทรงกลม”
  • แรงโน้มถ่วง (Gravity) – ตามความเข้าใจทั่วไป แรงโน้มถ่วงก็คือ แรงที่ทำให้เราไม่ลอยออกนอกโลก แต่ถ้าลงรายละเอียดกว่านั้นนี่แรงดึงดูดระหว่างมวล หมายความว่า ทุกอย่างมีแรงโน้มถ่วงของตัวเองอยู่ขึ้นอยู่กับว่าจะมากหรือน้อย ใน Interstellar แรงโน้มถ่วงถือเป็นส่วนสำคัญยิ่งเสียกว่าในหนังเรื่อง “Gravity” เพราะแรงโน้มถ่วงในเรื่องถูกนำมาใช้อธิบายปรากฎการณ์บางอย่าง รวมถึงยังเป็นแรงเดียวที่สามารถส่งข้ามมิติได้ ไม่แน่ใจว่ามันมีความเป็นไปได้แค่ไหน แต่เท่าที่รู้คือ ในบรรดาแรงทั้งหมดตามธรรมชาติ มนุษย์รู้จักแรงโน้มถ่วงน้อยที่สุด ความที่ข้อมูลที่เรามีต่อแรงโน้มถ่วงยังมีไม่มากนี่เอง ที่อาจเป็นพื้นที่ในการจินตนาการและสร้างเรื่องราวต่างๆ ในหนังต่อไปได้
  • เวลาสัมพัทธ์ – เวลาเป็นอย่างมิติหนึ่ง มันไม่ใช่สิ่งสัมบูรณ์แต่เป็นสิ่งสัมพัทธ์ หมายความว่า มันยืดได้ หดได้ กล่าวง่ายๆ คือ ในพื้นที่ที่ต่างกัน มีความเป็นไปได้ที่เวลาจะเดินไม่เท่ากัน เหมือนกับเราเข้าไปในห้องกาลเวลา โลกภาพนอกผ่านไปเป็น 20 ปี แต่ในห้องอาจผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง แนวคิดนี้ในวิทยาศาสตร์อธิบายว่าเป็นเพราะการเคลื่อนที่เข้าใกล้ความเร็วแสง เป็นที่มาของทฤษฎีฝาแฝดปริทรรศน์ (Twin Paradox) ที่ยกตัวอย่างว่ามีฝาแฝด 2 คน คนหนึ่งเดินทางไปอวกาศ อีกคนอยู่บนโลก เมื่อกลับมาพบกัน คนที่อยู่บนอวกาศกลับแก่ช้ากว่า สำหรับใน Interstellar เอามาต่อยอดว่า “แรงโน้มถ่วง” มีผลต่อการบิดเบี้ยวของเวลาได้เช่นกัน ยิ่งดาวไหนแรงโน้มถ่วงเยอะ เวลาก็จะยิงช้าลง นั่นเป็นผลให้กว่า Cooper จะกลับมาได้ เวลาก็ผ่านไปแล้วเกือบ 100 ปี
  • หลุมดำ (Back Hole) – ตามความเข้าใจคือ ดาวฤกษ์มวลมากที่หมดอายุและเกิดการยุบตัวเองลง จนกลายเป็นพื้นที่แรงโน้มถ่วงมหาศาลจนดูดทุกอย่างเข้ามา ไม่เว้นแม้กระทั่งแสง หลุมดำยังเป็นพื้นที่ลึกลับมาจนถึงทุกวันนี้ หลายคนคาดว่าสิ่งที่ถูกดูดลงไปในหลุมดำจะไม่มีวันกลับคืนมาได้อีก แต่ใครจะรู้ละ เพราะทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ก็ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ และนั่นคือพื้นที่ให้หนังต่อเติมได้ มีเกร็ดเพิ่มเติมหน่อยตรงหลุมดำใน Interstellar เป็นหลุมดำประเภทหมุนได้ แต่การหมุนได้หรือหมุนไม่ได้มันมีผลยัง รอผู้รู้มาอธิบายละกัน เพราะแค่นี้ตัวเองก็เริ่มงงละ
  • ฮอริซอน (Even Horizon) – ในหนังทับศัพท์ไปเลยว่าฮฮริซอน แต่จริงๆ มีศัพท์บัญญัติไทยอยู่คือ “ขอบฟ้าเหตุการณ์” ความหมายก็คือพื้นที่ขอบของหลุมดำ ซึ่งแสงยังพอมีปรากฎให้เห็น หากข้ามทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกดูดเข้าหลุมดำทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่แสง
  • ซิงกูลาริตี้ (Singularity) – หนังใช้ทับศัพท์ ส่วนศัพท์บัญญัติไทยคือ “ภาวะเอกฐาน” เท่าที่ค้นมาหมายถึง บริเวณที่กฎทางฟิสิกส์ปัจจุบันไม่สามารถใช้งานได้ มักใช้พูดถึงบริเวณจุดสุดท้ายของหลุมดำ ที่มีค่าปริมาตรเป็นศูนย์ แต่ความหนาแน่นเป็นอนันต์ เพราะว่ามันยังไม่มีทฤษฎีที่สามารถนำมาใช้ซิงกูลาริตี้ได้อย่างถูกต้องชัดเจน ก็เลยเป็นพื้นที่ว่างให้หนังสามารถจินตนาการต่อไปได้ ซึ่งใน Interstellar พูดถึงมันในแง่ของพื้นที่การเชื่อมต่อระหว่างมิติ
  • ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Relativity Theory) – รู้แค่ว่าเป็นทฤษฎีสร้างชื่อของ “Albert Einstein” แถมยังมีชื่อทฤษฎีที่ฟังแล้วโครตเท่ ก่อนจะงงว่ามันคืออะไร เท่าที่พอเข้าใจคือรู้แค่ว่าเป็นทฤษฎีที่อธิบายเรื่องเวลา ความเร็ว กาลอวกาศ รวมถึงแนวคิดเรื่องเวลาสัมพัทธ์ อะไรประมาณนี้ แต่ให้ลงรายละเอียดก็คงจนปัญญา อนึ่ง คำว่า “สัมพัทธ์” หมายถึง ที่เปรียบเทียบกัน ขณะที่คำว่า “สัมพันธ์” หมายถึง ที่เกี่ยวข้องกัน
  • กลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) – สาขาทางฟิสิกส์ที่ศึกษาปรากฎการณ์ในวัตถุระดับที่เล็กกว่าอะตอม รายละเอียดมากกว่านั้นไม่รู้และไม่ต้องไปสนใจไปได้ เพราะการไม่รู้อาจทำให้เราเข้าใจว่าทำไมสมการในเรื่องมนุษย์ถึงไม่สามารถหาคำตอบได้ แต่ต้องไปหากันพื้นที่ที่เหนือความเข้าใจปกติของเราไป
  • ทฤษฎีเส้นเชือก (String Theory) – ทฤษฎีที่ว่าด้วยส่วนเล็กที่สุดของอนุภาคคือ “คลื่น” ซึ่งการสั่นของคลื่นในรูปแบบที่แตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดอนุภาคต่างๆ ในรูปแบบที่แตกต่างกัน เหมือนการดีดกีตาร์ด้วยคอร์ดที่ต่างกันก็จะให้เสียงที่ต่างกัน ในหนังไม่ได้อธิบายถึงทฤษฎีนี้โดยตรง แต่จำลองให้เห็นในฉากมิติที่ 5 ซึ่งเราสังเกตว่า สิ่งที่กั้นระหว่าง Cooper กับห้องนอนของ Murphy มีลักษณะเป็นเส้นๆ หลายเส้นเรียงต่อกัน ซึ่งน่าจะอ้างอิงมาจากทฤษฎีเส้นเชื่อกนี้

 

interstellar2

 

5. มิติที่ 5

บทสรุปของ “Interstellar” จะว่าเข้าใจง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะการคลี่คลายเรื่องนั้นเป็นอะไรที่พอคาดเดาได้ แถมประนีประนอมกับคนดู คือใส่บทสรุปมาให้เลย ไม่ค้างคาให้คนดูไปคิดเอาเอง แต่ส่วนที่ซับซ้อนคือ วิธีและแนวคิดที่ใช้อธิบายสถานการณ์ที่นำไปสู่บทสรุปดังกล่าวต่างหาก คือถ้าไม่คิดอะไรมากเราก็อาจถือว่า “มิติที่ 5” ที่ Cooper เข้าไปประสบพบเจอนั้นคือ พื้นที่ที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ อาจเป็นอารยธรรมชั้นสูงหรือตีความสุดกู่ไปว่าเป็นพื้นที่ “พระเจ้า” ก็ได้ แต่ถ้าอยากคิดให้เชื่อมโยงกับหลักวิทยาศาสตร์ที่หนังปูมาตลอด ก็จะพบว่ามันก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่ด้วยเหตุที่เรื่องของ “มิติ” ในเชิงฟิสิกส์เป็นเรื่องที่เข้าใจยากพอควร ดังนั้น กลายเป็นว่าคิดไปสักพักเราอาจยิงงงกว่าเดิม แต่ก็สนุกที่ได้คิดนะ

แนวคิดเรื่องมิติที่ 5 หรือมากกว่านั้น เป็นทฤษฎีฟิสิกส์ เรายังไม่รู้ว่ามันมีจริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยในเชิงทฤษฎีมีความเป็นไปได้ และถ้าจำไม่ผิดมีการคำนวณไปจนพบว่าจักรวาลอาจมีถึง 11 มิติเลยทีเดียว เพียงแต่ในหนังเล่นไปถึงแค่มิติที่ 5 (แต่แค่นี้ก็ยากจะเข้าใจละ) การเข้าใจเรื่องมิติที่ 5 ต้องทำความโลกที่เราอยู่ก่อน ซึ่งเป็นโลกแบบ 4 มิติ หรือพูดอีกแบบคือ มนุษย์มีความสามารถในการรับรู้ได้ 4 มิติ อันที่จริงอาจจะแค่ 3 เพราะมิติที่ 4 เราแทบจะไม่รู้สึกถึง ยกเว้นตัวละครในเรื่องที่ไปเจอกับภาวะเวลาเดินทางไม่เท่ากัน ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นตัวอย่างของมิติที่ 4 ได้ ด้วยความที่การรับรู้มีจำกัด ดังนั้นการคิดถึงสิ่งที่อยู่ในมิติที่มากกว่าจึงเป็นเรื่องยากมาก เหมือนถ้าให้เราจินตนาการถึง “สิ่งทรงภูมิปัญญา” จากดาวอื่น เราก็มักจินตนาการโดยอิงจากสิ่งมีชีวิตบนโลกอยู่ดี เพราะกรอบในการคิดการมองของเรายังมีข้อจำกัดอยู่

จากที่พอเข้าใจ มิติเริ่มจากมิติที่ 0 ที่เป็นจุด มิติที่ 1 เส้น มิติที่ 2 พื้นที่ระนาบ มิติที่ 3 ปริมาตรซึ่งก็คือโลกกายภาพที่เราสัมผัสได้ ส่วนมิติที่ 4 คือเวลา ที่สามารถบิดเบี้ยวไม่เท่ากันได้ แต่ยังเดินไปข้างหน้า กล่าวคือ ไม่สามารถมองเห็นอดีตหรืออนาคตได้ แต่ในมิติที่ 5 เวลาไม่ได้เดินไปข้างหน้าอย่างเดียว มันสามารถถอยหลังกลับได้ นั่นทำให้สิ่งทรงภูมิปัญญาในมิติที่ 5 สามารถเห็นปัจจุบัน อดีต และอนาคตได้ในขณะเดียวกัน แต่ก็ได้แค่เห็นยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนแปลงได้ ได้แค่ส่งสัญญาณ ซึ่งแรงโน้มถ่วงสามารถทำหน้าที่เป็นสัญญาณนั้นได้ คำถามตามมาคือ…แล้วทำไม “พวกเขา” สิ่งทรงภูมิปัญญาในมิติที่ 5 ถึงไม่ส่งสัญญาณเองละ แง่หนึ่งอาจเพราะความผูกพันระหว่าง Murphy กับ Cooper คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Murphy สนใจเรื่องสัญญาณจาก “ผี” และกลับมาที่ห้องอีกครั้ง หาก “พวกเขา” ส่งเอง Murphy อาจไม่สนใจก็ได้ หรือถ้ามองในอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นไปได้มั้ยว่า ทุกอย่างถูกกำหนดไว้อยู่แล้ว อย่าลืมว่าพวกเขาสามารถเข้าถึงอดีต ปัจจุบัน อนาคตได้ แต่แก้ไขไม่ได้ นั่นหมายถึง อนาคตถูกกำหนดไว้แล้ว เพราะถ้าไม่กำหนดไว้ก็ไม่สามารถเห็นได้ เรื่องราวต่างๆ ในเรื่องไม่ว่าจะเป็นการเดินทางมาของ Cooper การที่ Cooper ได้เข้ามาอยู่ในมิติที่ 5 การฉุกคิดเรื่องการส่งสัญญาณ ทั้งหมดอาจเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว การเพิ่มทางเลือกทำหรือไม่ทำ หรือการเข้าไปแก้ไขเส้นเวลา อาจเป็นเรื่องของมิติที่สูงกว่านั้นอย่างมิติที่ 6 ซึ่งนั่นอาจเชื่อมโยงไปถึงแนวคิดแบบ “จักรวาลคู่ขนาน” อีก แต่แค่นี้พูดมาก็เริ่มงงเองละ

มีอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ สิ่งที่ Cooper เห็นในช่วงท้ายของเรื่อง แม้จะอยู่ในโลก 5 มิติ แต่ก็ไม่ใช่ 5 มิติจริงๆ อย่างที่หุ่น TARS บอกไว้ว่า มันเป็นแค่การจำลองโลก 3 มิติในโลก 5 มิติ เราจึงยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว “พวกเขา” เห็นโลกแบบไหนกัน เป็นพื้นที่ให้คิดต่อกันไปเอง เกี่ยวกับ TARS มีข้อสังเกตว่าทำไมต้องเป็น TARS ที่ลงไปในหลุมดำ แทนที่จะเป็นหุ่น CASE นั่นก็อาจเพราะ TARS เป็นหุ่นที่เคยอยู่ช่วยศึกษาเรื่องแรงโน้มถ่วมกับ Romilly ระหว่างที่กลุ่ม Cooper ลงไปสำรวจดาว เป็นระยะเวลา 20 กว่าปี ทำให้น่าจะมีคลังข้อมูลมากพอที่ต่อการเตรียมไขสมการควอนตัมได้ และด้วยความที่ TARS เป็นหุ่นยนต์ เลยทำให้ในมิติที่ 5 TARS รับหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่าง “พวกเขา” กับ “Cooper” ไปด้วย เพราะ TARS สามารถคุยกับพวกเขาได้ผ่านภาษาคณิตศาสตร์

เกี่ยวกับสมการท้ายเรื่องที่ Murphy ไขออกนั้น แม้ไม่ได้บอกว่าเป็นสมการแบบไหน แต่ก็พอเดาได้ว่าเกี่ยวข้องกับ “เวลา” เพราะในตอนหนึ่งที่ Murphy คุยกับ Brand ผู้พ่อ พบว่า เหตุที่ Brand ผู้พ่อไม่สามารถไขสมการได้เพราะยังติดอยู่กับข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเวลา แม้รู้ว่าผิดแต่ทำไรไม่ได้ เพราะการจะเห็นการเคลื่อนของเวลาอย่างชัดเจน จำเป็นต้องขึ้นไปอยู่ในมิติที่สูงกว่า นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม Cooper รวมถึง TARS ต้องถูกดึงมาที่มิติที่ 5 สมการที่ Murphy ไขได้ ทำให้สามารถควบคุมแรงโน้มถ่วงได้ การนำสถานีอวกาศขนาดใหญ่มากขึ้นจากโลกจึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

และถ้าเกิด “พวกเขา” ในมิติที่ 5 มีความสามารถจนถึงขั้นควบคุมแรงโน้มถ่วง ตลอดจนการบิดเบี้ยวกาล-อวกาศ ก็คงไม่แปลกที่พวกเขาจะสามารถสร้าง “รูหนอน” ได้ ไปจนถึงอาจพออธิบายได้ว่าทำไม “Cooper” ถึงไม่ถูกแรงโน้มถ่วงฉีกขาดตั้งแต่ตกลงไปในหลุมดำหรือทำไมถึงออกจากหลุมดำได้ เพราะ “พวกเขา” คุมได้และใช้มันช่วย Cooper ไว้   

 

6. จินตนาการกับความรู้

“จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” คือคำกล่าวที่โด่งดังของ “Albert Einstein” แต่นั่นไม่หมายความว่า Einstein ต้องการให้เราใช้แต่จินตนาการ หรือความรู้ไม่สำคัญ เพราะ Einstein พูดประโยคนี้ในบริบทที่ว่า ความรู้นั้นสำคัญและใช้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ แต่ความรู้มีขอบเขตมีข้อจำกัด เมื่อนั้นเราจำเป็นต้องใช้จินตนาการเข้ามาช่วย ในพื้นที่ที่ความรู้อาจจะยังเข้าไปไม่ถึง จินตนาการย่อมสำคัญกว่าความรู้ “Interstellar” คือภาพสะท้อนของคำกล่าวนั้นอย่างชัดเจน หนังยืนอยู่บนฐานความรู้ (อย่างน้อยก็ในเชิงทฤษฏี) อย่างเต็มเปี่ยม แต่ในพื้นที่ที่ความรู้ทางฟิสิกส์ยังเข้าไปไม่ถึง หนังจึงค่อยใช้จินตนาการต่อเติมตรงนั้นขึ้นมา โดยเฉพาะเรื่องราวในหลุมดำ หากหนังหยุดแค่เท่าที่ความรู้ไปถึง หนังอาจจบลงตั้งแต่ตอนตกลงไปในหลุมดำแล้ว

“Interstellar”  ไม่ใช่หนังที่ไม่มีจุดอ่อน บางจุดบางช่วงก็ดูเนือย ดูไม่สมเหตุสมผลบ้าง แม้กระทั่งความสมจริงทางวิทยาศาตร์บางส่วนก็ยังน่าข้อสงสัยอยู่ แต่จุดแข็งที่หนังมีอยู่ทำให้เมื่อมองทั้งภาพรวม นี่เป็นอีกเรื่องที่ดูสนุกมาก ยิ่งเป็นติ่ง Nolan แล้วยิ่งดูสนุกใหญ่ แต่อย่างที่ว่าไว้ข้างต้น “Interstellar” อาจไม่ใช่หนังที่ทุกคนจะชื่นชอบหรือย่อยง่ายได้ทั้งหมด หากคุณชอบ Sci-fi แบบ “Star Wars” เรื่องนี้อาจไม่ใช่ทางคุณแน่นอน หรือถ้าชอบแบบ “2001: A Space Odyssey” ก็ยังไม่แน่ว่าจะชอบ Interstellar ด้วย เพราะจุดเด่นของ 2001: A Space Odyssey คือพื้นที่ในการถกเถียงเชิงอภิปรัชญา ที่ Interstellar อาจไม่ได้มีเท่า แต่ที่แน่ๆ คือ Interstellar ดูบันเทิงกว่ามาก แต่ถ้าคุณชอบ Sci-fi แบบ “Contact” เชื่อว่าจะเป็นปลื้มกับ “Interstellar” แน่นอน เพราะทั้ง 2 เรื่องมีอะไรที่คล้ายๆ กัน ตั้งแต่โทนเรื่อง ไปจนถึงนักแสดงนำ (Matthew McConaughey) และเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์

ท้ายที่สุด เราก็ไม่รู้ว่าหนังแบบ “Interstellar” จะมีขึ้นอีกเมื่อไหร่ เพราะ Sci-fi ไม่ใช่แนวที่เป็นที่นิยมนักในปัจจุบันที่ทุกสายต่างมุ่งไปที่ Superheroes เป็นหลัก แถมเป็น Hard Sci-fi ที่ไม่มี Action (อ่อ มีฉากต่อยอยู่ฉากนึง) และสเกลหนังยังค่อนข้างใหญ่มากด้วย หากไม่ใช่ “Christopher Nolan” ที่สั่งสมทั้งความสำเร็จ แฟนคลับ และอิทธิพลเข้ามาทำ ก็เป็นไปได้ว่า “Warner” หรือค่ายอื่นๆ อาจไม่อนุมัติ Project เลยก็ได้

 

ความชอบส่วนตัว: 10/10

 

Interstellar-2014-Poster-Wallpaper

3 COMMENTS

  1. ฮาตรงที่คุณเซียวเล้งพูดถึงฉากแอคชั่น 555

    //ส่วนตัวชอบนะครับ เพราะอ่าน “ปลาที่ว่ายนอกสนามฟุตบอล” กับอีกเล่มที่แนะนำ แต่คุณอาจจะรู้มากกว่านั้นแล้ว คือ “เครื่องปรุงจักรวาล” คิดว่าคงรู้มากกว่านั้นแล้วแหละ ผมดูยังงงกว่าเลย อาศัยชอบดาราศาสตร์และเรียนวิทย์

    // ขอบคุณสำหรับรีวิวครับ ต้องไปดูก่อนแล้วมาอ่านเลย เพราะกลัวสปอย ฮาๆ ดูจบละเก็บไว้ในดวงใจอีกเรื่อง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here