[Review] Annihilation – ไซไฟชีวศาสตร์ (Spoil)

0
165
views

หมายเหตุ: มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ (Spoil)

“Annihilation” เป็นผลงานการกำกับล่าสุดของ “Alex Garland” ซึ่งเคยฝากผลงานกำกับใน Hard Sci-fi น้ำดีอย่าง “Ex Machina” ว่าด้วยความเป็นมนุษย์ของเครื่องจักร ที่แม้อาจไม่ได้ Mass ในวงกว้างมากนัก แต่ก็เป็นที่นิยมชมชอบไม่น้อยในกลุ่มคนรักหนัง Sci-fi ด้วยบรรยากาศที่ชวนค้นหาคำตอบ และปรัชญาแนวคิดที่แทรกอยู่ในเรื่อง (ในไทยไม่ได้ฉายโรงแต่ส่งลงแผ่นโดยตรง) ครั้งนี้ Alex ยังคงแนวทาง Hard Sci-fi เช่นเคย โดยได้รับโอกาสในการทำหนังที่สเกลใหญ่ขึ้น และเปลี่ยนจากเรื่องของหุ่นยนต์ มาเป็น “ชีววิทยา”

เดิมทีนั้น Annihilation นั้นทำมาเพื่อฉายโรง แต่สตูดิโอ “Paramount Pictures” เกิดความรู้สึกว่าหนังจะ “ฉลาดเกินไป” (Too Intellectual) จนอาจทำให้คนดูเข้าไม่ถึง จึงได้ขายสิทธิการเผยแพร่ให้กับ Netflix (ยกเว้นในสหรัฐฯ และจีนที่ยังฉายโรง) ซึ่ง Alex ก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่กับการตัดสินใจเช่นนี้ เพราะมองว่าจะได้อรรถรสสูงสุดเมื่อรับชมในโรงใหญ่ ที่น่าสนใจคือ แนวทางของสตูดิโอที่ขายหนังที่คิดว่าไม่น่าจะทำเงินให้กับ Netflix นั้นเริ่มได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ก็มี The Cloverfield Paradox

ส่วนตัวรู้สึกว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ Win-Win ของ Paramount และ Netflix เพราะ Netflix ก็ได้แม่เหล็กใหม่มาใช้โปรโมต แถมยังเป็นการกู้คืนภาพลักษณ์ด้านหนังของ Netflix ที่ค่อนข้างน่าอนาจใจในช่วงหลัง (แม้จะรู้สึกว่า Netflix โปรโมตน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับ Bright หรือ The Cloverfield Paradox) ขณะที่ในส่วนของ Paramount ก็เป็นการประกันความเสี่ยงไปในตัว เพราะเอาเข้าจริงหนังก็อาจจะ “Too Intellectual” อย่างที่สตูดิโอกังวลกันจริงๆ คือหนังก็ไม่ได้ดูยากจนต้องปีนบันไดดูขนาดนั้น มีคำใบ้มาตลอดทาง แต่ก็มีความซับซ้อนพอควร (ออกจะมากกว่า Ex Machina) และในช่วงท้ายของหนัง Alex ผู้กำกับเล่นท่ายากมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นไปได้ว่ามันอาจมีชะตากรรมเช่นเดียวกับ Mather ที่ส่วนตัวชอบมากนะ แต่องก์สุดท้ายของหนังมันช็อคคนดูที่ไม่ได้เตรียมใจมาดูหนังในทางนี้มากเกินไป จนทำให้บางส่วนก็เผาพริกเผาเกลือแช่งกันเลยทีเดียว

เรื่องย่อคร่าวๆ ของ Annihilation เล่าถึง “Lena” (Natalie Portman) นักชีววิทยาและอดีตทหาร ที่เข้าร่วมกับกลุ่มนักสำรวจหญิงของรัฐบาลในภารกิจเข้าสำรวจพื้นที่ “Area X” ซึ่งโดนสนามพลังประหลาดที่เรียกว่า “ม่านรุ้ง” ครอบคลุม โดยยังไม่มีใครอธิบายได้ว่าเกิดอะไรขึ้น สำหรับ Lena แล้วการเดินทางครั้งนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อค้นหาวิธีช่วยสามีเธอ “Kane” (Oscar Isaac) ผู้เคยเข้าไปใน Area X และเป็นคนเดียวที่รอดออกมา แต่ก็มาพร้อมอาการเจ็บป่วยผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ยิ่ง Lena และพวกเข้าไปใน Area X มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งพบกับความแปลกประหลาดที่ยากจะอธิบาย ขณะที่ความวิตกจริตของคนในทีมก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

ชอบบรรยากาศของเรื่องที่เต็มไปด้วยคำถาม ความลึกลับ น่าสงสัย ผู้กำกับสามารถทำให้คนดูรู้สึกเหมือนกับเป็น Lena ที่เหมือนถูกจับโยนเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่อธิบายไม่ได้ และค่อยๆ พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่เบาะแสที่พบกลับเหมือนเป็นปริศนาที่มากขึ้นอีกขั้น และในขณะเดียวกันหนังก็ค่อยๆ แทรกประเด็นต่างๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของผู้หญิง (เนื่องจากนี่เป็นทีมสำรวจหญิงล้วน) หรือการตั้งคำถามว่า คนประเภทไหนที่ตัดสินใจเข้าร่วมภารกิจที่ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตายแบบนี้ ซึ่งนั่นทำให้ Lena หวนกลับมาทบทวนชีวิตคู่ตัวเอง “ทำไมเธอถึงเข้าร่วม” เพราะความรักที่มีต่อ Kane หรือเพื่อต้องการ “ไถ่บาป” ความรู้สึกที่เธอติดค้างเขากันแน่

ถ้าอยากได้หนัง Hard Sci-fi น้ำดีที่ชวนติดตามได้ตลอดเรื่อง “Annihilation” ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรพลาด กระนั้น ส่วนตัวก็รู้สึกว่ามันไม่ได้พีคเท่าที่คาด เพราะเหมือนเน้นบรรยากาศมากกว่าการโยนประเด็นมาให้ถกเถียงกัน คำตอบของคำถามที่หนังพยายามบิวท์มาทั้งเรื่อง ดูคล้ายเป็นแค่การ “จำลอง” สิ่งหนึ่ง ซึ่งจะคล้ายๆ กับ Mother ที่ท้ายเรื่องคือการจำลองผลพวงของศาสนาคริสต์ ขณะที่ Annihilation คือการจำลองการทำงานของเซลล์มะเร็ง

จากนี้วิเคราะห์ตอนจบตามความเข้าใจผมนะครับ แน่นอนว่ามี Spoil ค่อนข้างหนัก ใครไม่อยากโดน Spoil กดข้ามไปเลยก็ได้นะครับ

เมื่อ Lena และพวกพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในม่านรุ้งคือ ความบิดเบี้ยวของ DNA ที่่ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตในนั้นมีการกลายพันธุ์ที่แปลกประหลาด และเมื่อ Lena ไปถึงจุดหมายสุดท้าย เธอยังได้พบกับสิ่งแปลกประหลาดคล้ายสิ่งมีชีวิต (หรือเอเลี่ยน?) ที่พยายามเลียนแบบท่าทางของเธอ ซึ่งผมคิดว่านี่คือการจำลองการทำงานของเซลส์มะเร็ง แต่เปลี่ยนจากบริบทภายในร่างกาย เป็นการรุกรานโลก เหตุที่คิดเช่นนั้นเพราะหนังปูมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า Lena เป็นนักชีววิทยา และในช่วงต้นเธอก็เป็นผู้บรรยายเกี่ยวกับการเติบโตของเซลส์มะเร็งที่น่าจะเป็นคำใบ้สำคัญของเรื่องอยู่ด้วย

ตามความเข้าใจที่พอมีอยู่เกี่ยวกับโรคมะเร็งนั้น เกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเซล์ในร่างกายจนทำให้เกิดการกลายพันธุ์ และเกิดการสร้างเซลล์ใหม่มากกว่าปกติ ซึ่งทุกคนมีโอกาสเกิดเซลล์มะเร็ง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นมะเร็ง เพราะหากเม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะสามารถสกัดกั้นได้ ดังนั้น ถ้าลองเทียบว่าโลกคือร่างกาย ม่านรุ้งคือพื้นที่ที่เกิดเซลล์มะเร็ง การกลายพันธุ์ของพืชและสัตว์ในม่านรุ้งก็คือลักษณะเซลล์ที่กลายพันธุ์จนเป็นมะเร็ง ส่วนเม็ดเลือดขาวที่คอยสกัดกั้นเซลล์ที่ผิดปกตินั้นก็คือ จิตใจของคนในทีม ซึ่งอ่อนแรงลงไปทุกทีด้วยความเครียดจากสิ่งที่เผชิญ เมื่อถึงขั้นสุด เซลล์มะเร็งก็เติบใหญ่จนยึดครองร่างเราได้ในทีสุดซึ่งในหนังถ่ายทอดมาในรูปของสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดที่เลียนแบบและกลายร่างเป็นตัวเราได้

เท่าที่จับได้ก็ประมาณนี้ ซึ่งอาจมีประเด็นอื่นๆ ให้ถกเถียงกันได้ต่อไป กระนั้นด้วยความที่เราคิดว่ามันเป็นการจำลองเสียเป็นส่วนใหญ่ มันเลยอาจดูไม่พีคเท่า “Ex Machina” ที่สามารถสร้างการพูดคุยในประเด็นสืบเนื่องจากหนังได้ไม่รู้จบ แต่ในแง่การเป็นหนัง Hard Sci-fi ชั้นดี “Annihilation” ก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาดครับ และ Alex ก็คงจะไปได้ไกลในการก้าวสู่การเป็นเจ้าพ่อหนัง Sci-fi ได้ในอนาคตแน่นอน

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here