[Review] Black Panther – การค้นหารากเหง้าตัวเองของคนแอฟริกัน-อเมริกัน

0
297
views

หมายเหตุ: มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ (Spoil)

หมายเหตุ 2: ในที่นี้จะขอเรียกคนแอฟริกัน-อเมริกันอย่างสั้นๆ ว่า “คนผิวดำ” ตอนแรกชั่งใจว่าควรจะเรียกว่า “คนผิวสี” ดีหรือเปล่า แต่คิดอีกทีคำว่า ผิวขาว ผิวเหลือง มันก็จัดเป็นผิวสีได้นิ ถ้าไปบอกว่าผิวสีคือคนผิวดำเท่านั้น มันก็เป็นการเหยียดด้วยหรือเปล่า แล้วก็นะดำแล้วมันไม่ดีตรงไหน

มีคำถามหนึ่งที่มักสงสัยอยู่ตลอดเวลาพูดถึงคนแอฟริกัน-อเมริกันหรือคนผิวดำ คือในขณะที่พวกเราทราบว่า ที่มาของพวกเขามาจากการค้าทาส จากแผ่นดินเกิดในแอฟริกาถูกจับมาเป็นทาสส่งขายให้นายจ้างผิวขาวในดินแดนอเมริกา พวกเขาใช้ระยะเวลาอันยาวนานในการปลดแอกจากความเป็นทาสและต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียม ที่แม้ในปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับมาเต็มที่นัก คำถามคือ ในขณะที่คนผิวดำหลายคนรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงพลเมืองชั้น 2 ในสังคมอเมริกัน พวกเขาเคยมีความคิดที่จะกลับไปยังดินแดนที่บรรพบุรุษเคยจากมามั้ย ในเชิงวัฒนธรรมแล้วคนผิวดำในอเมริกายังมีความรู้สึกของการเป็นคนแอฟริกันมากน้อยแค่ไหนกัน และในคำถามกลับกันคนแอฟริกันปัจจุบัน รู้สึกเช่นไรกับคนผิวดำในอเมริกัน

เท่าทีทราบก็มีคนผิวดำอเมริกันบางส่วนที่รวมตัวกันเป็นชุมชนเรียกว่า “Gallah” ซึ่งพยายามอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมเอาไว้ (สิ่งที่โดดเด่นสุดของกลุ่มนี้คือภาษาที่ผสานภาษาอังกฤษเข้ากับภาษาแอฟริกัน) นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนผิวดำอีกจำนวนหนึ่งที่ตั้งใจเดินทางไปศึกษาวัฒนธรรมยังทวีปแอฟริกาเพื่อค้นหารากเหง้าตนเอง ไปจนถึงขั้นบางคนที่ตัดสินใจย้ายไปแอฟริกาถาวร หรือบางประเทศในแอฟริกาเช่น “กานา” ก็ตั้งใจเปิดประเทศเพื่อต้อนรับคนผิวดำอเมริกันให้มาตั้งถิ่นฐานในประเทศ เพื่อกลับสู่จุดกำเนิดของพวกเขาเอง ล่าสุดกานามีการจัดเทศกาล “Back to Africa” ขึ้นมาเพื่อส่งเสริมเรื่องนี้โดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม การ Back to Africa ของคนผิวดำก็ยังมีสัดส่วนไม่มากนักเมื่อเทียบกับคนผิวดำทั้งหมดในอเมริกัน สาเหตุเพราะพวกเขามีการเปลี่ยนผ่านมาหลายรุ่น จนขาดการเชื่อมต่อกับแอฟริกา รวมไปถึงในอดีตยุคค้าทาสนั้น แอฟริกาส่วนใหญ่ยังมีลักษณะแบบสังคมชนเผ่าอันหลากหลาย ดังนั้น จึงอาจไม่ได้มีความรู้สึกร่วมเป็นพวกเดียวกันมากนัก วัฒนธรรม อัตลักษณ์ของคนผิวดำในอเมริกาส่วนใหญ๋จึงเป็นสร้างขึ้นมาของพวกเขาเอง เพื่อเชื่อมโยงพวกเขาที่อยู่ในอเมริกาเข้าไว้ด้วยกัน มากกว่าเชื่อมโยงกับแผ่นดินที่จากมา นอกจากนี้ สาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้ คือภาพลักษณ์ทวีปแอฟริกาที่ผ่านมาซึ่งถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ คือความล้าหลัง แห้งแล้ง อดอยาก สงความ และความป่าเถื่อน ซึ่งมันก็เป็นภาพที่ไม่ได้ชวนให้อยากกลับไปเท่าไหร่

คิดเอาเองว่า คนผิวดำในอเมริกันไม่น้อยน่าคงจะมีตั้งคำถามในใจอยู่บ้างว่า พวกเขาเป็นใคร มาจากไหน และมันจะยิ่งอึดอัดเมื่อสังคมที่พวกเขาอยู่มองพวกเขาเป็นเพียงพลเมืองชั้น 2 ขณะที่สังคมที่บรรพบุรุษจากมา ก็ไม่ใช่พื้นที่ที่พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งหรืออยากกลับไปนัก

ร่ายมาเสียยาว เพื่อจะสรุปว่า “Black Panther” (เข้าเรื่องสักที) คือการนำเสนอทางออกเพื่อตอบคำถามที่ค้างคาในใจคนผิวสีอเมริกัน แม้เนื้อเรื่องจะเกิดในแอฟริกา แต่ประเด็นสำคัญคือการสื่อสารกับคนผิวสีอเมริกัน “Wakanda” ไม่ได้เป็นเพียงประเทศที่ “Black Panther” อยู่แต่มันคือแอฟริกาในภาพฝันที่คนผิวสีอเมริกันอยากกลับไป เป็นแอฟริกาที่มีความเจริญเหนือกว่าอเมริกา (รวมถึงทุกประเทศในโลก) แต่ก็ยังรักษาวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมเอาไว้ได้ และสำคัญสุดที่ Wakanda พวกเขาไม่ใช่พลเมืองชั้น 2 พวกเขาไม่ต้องเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ เป็นพวกเขาเองต่างหากที่จะตัดสินใจไปช่วยเหลือคนอื่นหรือไม่ คำถามจึงมีแค่ว่า Wakanda พร้อมเปิดรับให้พวกเขากลับไปหรือไม่เท่านั้น

ทั้งนี้ ตัวละครที่เป็นตัวแทนประเด็นต่างๆ ที่ว่ามา กลับไม่ใช่ตัวเอกอย่าง “T’Challa” หรือ “Black Panther” (Chadwick Boseman) แต่กลายเป็นตัวร้ายของเรื่องอย่าง “Erik Stevens” หรือ “Killmonger” (Michael B. Jordan) ซึ่งชาติกำเนิดที่แท้จริงคือ เชื้อพระวงศ์ของ Wakanda ที่ถูกผลักไสและทำเป็นลืมจาก Wakanda ตัว Erik จึงเติบโตมาในสังคมคนผิวดำอเมริกัน รับรู้การเหยียดผิว และความอยุติธรรมต่างที่เกิดขึ้นกับคนผิวสีเดียวกับเขา การกลับไป Wakanda จึงเป็นเป้าหมายสำคัญของ Erik ไม่ใช่เพียงแค่กลับไปแก้แค้นที่ Wakanda เคยพรากพ่อของเขาไป แต่คือการกลับไปเพื่อตอบสิ่งที่ค้างคาใจของคนผิวดำ…พวกเขาเป็นใครในโลกใบนี้…คำตอบที่ Erik เจอคือ พวกเขาไม่ใช่ส่วนเกินของโลก แต่คือจุดหมายสุดท้ายของโลกต่างหาก

แต่ก็นั่นแหละ ถึงยังไง Erik ก็เป็นตัวร้าย และต่อให้จะมีประเด็นขับเคลื่อนเบื้องหลังเขาดีแค่ไหน แต่ตัวร้ายก็คือตัวร้าย ที่ต้องแพ้พระเอกอยู่ร่ำไป Erik จึงมีภาพของความโหดร้าย กระหายสงคราม ถ้าเทียบกับประวัติศาสตร์จริงแล้ว Erik ก็คือ “Malcolm X” นักต่อสู้เพื่อสิทธิคนผิวดำที่ใช้แนวทางสุดโต่ง ที่เชื่อว่าความรุนแรงเท่านั้นที่จะปลดแอกคนผิวดำได้ อันเป็นแนวทางที่ตรงข้ามกับ “Martin Luther King Jr.” นักเคลื่อนไหวสิทธิคนผิวดำที่ยึดมั่นแนวทางสันติวิธี ซึ่งแน่นอนคนจะยกย่องคนหลังมากกว่า

Marvel มักโดนโจมตีเรื่องตัวร้ายที่แบนราบและด๋อยมาตลอด แต่ในช่วงหลังกลายเป็นว่าตัวร้ายของ Marvel หลายเรื่องกลับมีแง่มุมที่น่าสนใจมาก Killmonger ก็คือหนึ่งในนั้น แต่ก็น่าเสียดายที่เหมือน Marvel ก็ยังไม่กล้าสุดๆ กับการเข้าถึงจิตใจของตัวร้าย เลยทำให้พอถึงช่วงท้าย Erik จึงต้องกลับไปเป็นตัวร้ายธรรมดาๆ เพื่อผลักดันความโดดเด่นของ T-Chala ขึ้นมาอีกครั้ง เลยทำให้ประเด็นค้นหารากเหง้าที่นำเสนอผ่านตัว Erik เลยเหมือนจะไปได้ไม่สุดสักเท่าไหร่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ Erik ทิ้งไว้คือการนำคนผิวดำมากับดินแดนที่เป็น Utopia ของคนผิวดำ เขาอาจเป็นวายร้ายของ Wakanda แต่ก็เพราะเขาที่ทำให้สุดท้าย Wakanda เลิกที่จะซ่อนตัวจากโลกอีกต่อไป ดังนั้น Erik แม้จะเป็นตัวร้าย แต่ก็เป็นตัวร้ายที่จำเป็นที่ขับเคลื่อน Wakanda ให้เดินไปข้างหน้าได้ เพราะเดิมทีเหมือน T-Chala ก็ดูจะไม่ค่อยอะไรกับการเปิดประเทศสักเท่าไหร่ (ตกลงเรื่องนี้ใครพระเอกกันแน่ 555)

ว่าแต่ เอาเข้าจริง Wakanda มันน่าอยู่จริงเหรอ มันอาจเป็นดินแดนที่มีความทันสมัยล้ำโลก แต่ในแง่หนึ่งก็ยังมีความป่าเถื่อน (ในสายตาโลก) อยู่ มีที่ไหนในโลกบ้างที่ใช้วิธีคัดเลือกผู้นำด้วยการ “ต่อยกัน” ขณะเดียวกันแม้แต่ใน Wakanda เองก็มีการแบ่งแยก กระจุกอำนาจอยู่กลุ่มคนเดียว เผ่าของ T-Chala แทบจะผูกขาดการใช้พลัง Black Panther (ตัว T-Chala ก็ได้พลัง Black Panther มาตั้งแต่ตอนยังไม่เป็นกษัตริย์ ถึงว่าตอนพิธีประลองเลือกผู้นำจะให้สละพลังก่อนก็เถอะ) เผ่าที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ Vibranium อย่างเผ่า Jabari แต่เดิมก็ไม่ได้รับความสนใจจากส่วนกลางเลย จะมีความสำคัญก็ตอนช่วย T-Chala ไว้นี่แหละ

คำพูดของ T-Chala ที่ว่า “คนฉลาดสร้างสะพาน คนโง่สร้างกำแพง” นั้นโคตรเท่และเหมือนจะตีแสกหน้าไปที่ Donald Trump ประธานาธิบดีอเมริกันคนปัจจุบันที่มีแนวคิดแบ่งแยกไปจนถึงสร้างกำแพงกันคนเม็กซิโกเข้าประเทศ แต่กระนั้นก็เถอะ ประโยคนี้ก็เป็นการพูดหลังจากที่ Wakanda เลือกจะปิดตัวเองมาเป็นร้อยเป็นพันปี เลิกสนใจโลกภายนอก บางที Trump อาจจะบอกก็ได้นะ เห็นมั้ย Wakanda เจริญแบบนี้เพราะปิดประเทศมาก่อน งั้นเราปิดก่อนค่อยเปิดทีหลังก็ได้นะ 555

ถ้าสมมติ Wakanda มีอยู่จริงบนพื้นที่โลก น่าจะคล้ายๆ กับรัฐอิสลามในตะวันออกกลาง ในแง่ระบบการปกครอง (สมบูรญาณาสิทธิราชย์) และระบบเศรษฐกิจ (มีทรัพยากรเดียวเป็นหัวใจหลักของประเทศ) แต่ขณะเดียวกัน Wakanda ก็มีความคล้ายคลึงกับสหรัฐอเมริกาในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ใช้นโยบายโดดเดี่ยว ก่อนจะมีบทบาทสำคัญและกลายเป็นมหาอำนาจหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งใน MCU อีกไม่ช้าสงครามกับ Thanos กำลังมา และด้วยศักยภาพของ Wakanda น่าจะขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลกได้ไม่ยาก

อีกสิ่งหนึ่งที่ยังสงสัยคือ Wakanda ให้ความสนใจพื้นที่นอกรอบ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปรากฏในสายตาโลก และทำให้คนภายนอกคิดว่า Wakanda เป็นประเทศยากจน มากน้อยเพียงใด แต่ก็นั่นแหละนี่คือหนังซุปเปอร์ฮีโร่ ไม่ใช่หนังการเมืองเต็มรูปแบบ ประกอบกับต้องการรักษาภาพความเป็น Utopia ของประเทศนี้ไว้ เราเลยยังไม่เห็นการพาไปสัมผัสกับความเป็นอยู่ของคนใน Wankada เท่าไหร่ แต่ก็เชื่อมั่นว่าเราจะมีโอกาสได้เห็นในภาคต่อๆ ไปแน่นอน

แม้ยังไม่แน่ใจว่า Wakanda จะสามารถมีอยู่จริงในโลกได้หรือไม่ แต่การปรากฏตัวของ Wakanda แม้จะแค่ผ่านโลกของซุปเปอร์ฮีโร่ แต่ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกา ที่จะแสดงให้โลกเห็นว่า พวกเขาเป็นใคร และเป็นความหวังในการใช้ชีวิตของพวกเขาได้ต่อไปในอนาคต

ป.ล. ไม่ใช่แค่ Wakanda จะเป็น Utopia สำหรับคนดำอเมริกันเท่านั้น แต่ยังเป็น Utopia สำหรับลุงตู่ด้วย คิดดูสิ จะมีประเทศไหนที่ทั้งเจริญ เทคโนโลยีล้ำสมัย เศรษฐกิจดี ความเป็นอยู่ดี พึ่งพาตนเอง ไม่สนใจต่างประเทศ อำนาจกระจุกตัวอยู่ที่คนกลุ่มเดียว แถมไม่มี “เลือกตั้ง” อีก ต่อยกันเลือกผู้นำแทน ถถถถ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.