[Review] Bright – คิดใหญ่ แต่ไปไม่ถึง

0
303
views

“Bright” ได้รับการโปรโมตว่าเป็น Original Movie ของ Netflix ที่ใช้ทุนสร้างสูงสุดขณะนี้ (90 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) ด้วยความหวังจะแสดงให้เห็นว่า Netflix ก็ทำหนัง Blockbuster ได้เหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องดูในโรง แต่สามารถดูที่บ้านหรือที่ไหนๆ ก็ได้ผ่านทาง Netflix เป็น “ความทะเยอทะยาน” ครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งของ Netflix ในการสู้กับวิถีการรับชมภาพยนตร์แบบเดิม

และไม่เพียงที่เป้าหมายของ Bright จะทะเยอทะยานเท่านั้น แต่เนื้อหาของตัวหนังเองก็ทะเยอทยานไม่แพ้กัน ด้วยการวางตัวเองเป็นหนังคู่หูตำรวจต่างเชื้อชาติแบบ Training Day ในโลกที่มีทั้งมนุษย์ ออร์ค และเอฟล์ อาศัยอยู่ร่วมกันราวกับเป็น The Lord of the Rings ในยุคปัจจุบัน และยังบรรยากาศที่สะท้อนความเสื่อมโทรมและด้านมืดของสังคมแบบ District 9 ด้วย… น่าเสียดายที่หนังพยายามจะเป็นทุกอย่างมากเกินไป จนสุดท้ายมันพาให้หนังไปไม่สุดสักทาง

ครึ่งแรกของ Bright เปิดตัวราวกับต้องการเป็นหนังต่อต้านการเหยียดสีผิว ผ่านเรื่องราวของ 2 คู่หูตำรวจ หนึ่งคือมนุษย์พ่อลูกหนึ่ง “Scott Ward” (Will Smith) และอีกหนึ่งคือออร์คคนแรกที่ได้เป็นตำรวจ “Nick Jakoby” (Joel Edgeton) ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 คนไม่ค่อยราบรื่นนัก เมื่อ Scott เคยถูกยิงโดยอาร์ค และเขาฝังใจเชื่อว่า Nick ปล่อยให้คนร้ายหนีไปเพราะเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน ขณะที่สังคมรอบข้างยิ่งแล้วใหญ่ ออร์คถูกจัดอยู่ในวรรณะตำสุดของสังคม (อย่างไม่เป็นทางการ) มีภาพลักษณ์ของความรุนแรง ยาเสพติด อาชญากรรม โดยที่มีมนุษย์อยู่ในวรรณะกลาง และมีเอลฟ์อยู่ในวรรณะสูงสุด

ว่าไปเรื่องราวช่วงแรกก็ไม่ต่างจากสถานการณ์การเหยียดผิวในอเมริกัน ออร์คคือตัวแทนของกลุ่มคนผิวสี ที่โดนกดขี่และเหยียดหยาม ไม่ว่าออร์คจะทำผิดหรือไม่ แต่ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้อง มักมีการสงสัยว่าออร์คคือคนร้ายไว้ก่อน นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ออร์คไม่ค่อยชอบตำรวจ ด้วยความรู้สึกว่าตำรวจจ้องจะหาเรื่องพวกเขาตลอดเวลา ในชีวิตจริงเองความขัดแย้งระหว่างตำรวจกับกลุ่มคนผิวสีก็มีให้เห็นอยู่เนืองๆ บางครั้งก็ลุกลามจนกลายเป็นการประท้วงใหญ่

Jakoby เป็นออร์คคนแรกที่ได้เป็นตำรวจซึ่งเป็นสิ่งที่เขาภาคภูมิใจอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มออร์ค การเป็นตำรวจไม่ต่างอะไรจากการละทิ้งเผ่าพันธุ์ไปเข้ากับศัตรู ขณะที่ฝั่งตำรวจเองก็ไม่ได้ยอมรับออร์คอย่างสนิทใจ พวกเขามองว่านี่เป็นเพียงเรื่องการเมืองที่่เบื้องบนสั่งบรรจุออร์คเป็นตำรวจ เพียงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นหน่วยงานที่เท่าเทียมเท่านั้น ดังนั้น เมื่อสบโอกาสเมื่อไหร่จึงต้องหาทางเขี่ย Nick ไปให้พ้นกรมตำรวจ LA ให้ได้

ช่วงครึ่งแรกของเรื่อง Bright เล่นกับประเด็นการเหยียวผิว เหยียดเชื้อชาติตรงนี้อย่างเต็มที่ ไปพร้อมๆ กับการพยายามเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างมนุษย์อย่าง Ward และออร์คอย่าง Jackoby ซึ่งน่าสนใจดีเหมือนกันที่ Bright เลือก Will Smith มาเป็นตัวแทนฝั่งมนุษย์ ในขณะที่ชีวิตจริงเขาคือกลุ่มคนผิวสี กลุ่มคนที่โดนเหยียดในสังคมผิวขาว

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างก็จบเมื่อ “ไม้กายสิทธิ์” ปรากฏขึ้น และหนังก็เลิกทำตัวเองเป็นคู่หูตำรวจ กลายเป็นหนัง Action Fantasy ไปซะงั้น

ในโลกของ Bright นั้น เวทย์มนตร์มีจริง ด้านมืดมีจริง ในอดีตเผ่าพันธุ์ต่างๆ ในโลกในรวมตัวและเอาชนะราชันย์โลกมืดได้ แต่ ณ ปัจจุบัน มีเอฟล์บางคนที่่ต้องการปลุกราชันย์โลกมืดให้กลับคืนมาอีกครั้ง และไม้กายสิทธิ์คือไอเท็มสำคัญในการพาตัวเขากลับมา โดยที่คนที่สามารถใช้งานไม้กายสิทธิ์ได้จะเรียกว่า Bright (นี่คือที่มาของชื่อเรื่อง) Ward กับ Jackoby จับพลัดจับผลูไปช่วยเอฟล์คนหนึ่งที่ขโมยไม้กายสิทธิ์จากเอฟล์ตัวร้ายมา เลยพลอยถูกตามไล่ล่าไปด้วย

ซีน Action Fantasy ของ Bright จริงๆ ก็ทำได้โอเค แม้จะไม่ถึงขั้นที่งานเก่าๆ ของ David Ayer เคยทำได้ก็ตาม และถ้าเรามองครึ่งแรกกับครึ่งหลังเป็นหนังคนละเรื่อง ก็เหมาะจะเป็นหนังดูเพลินๆ ได้ทั้ง 2 เรื่อง เพียงแต่เมื่อเอามารวมกัน กลายเป็นหนังไปไม่สุดสักทาง ประเด็นดราม่าเหยียดพิมพ์ การคอร์รัปชั่น ความรู้สึกแง่ลบของตำรวจต่อประชาชน ไปจนถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยระหว่างตำรวจท้องถิ่นกับส่วนกลาง ที่ใส่เข้ามาในครึ่งแรกถูกทิ้งไว้แค่นั้น ขณะเดียวกันมูลเหตุการไล่ล่า ตำนานราชันย์โลกมืด คำพยากรณ์เรื่อง Bright ที่เป็นแกนหลักของครึ่งหลังก็ไปได้ไม่สุด เพราะครึ่งแรกไม่ได้เน้นส่วนนี้เท่าไหร่เหมือนกัน

โดยรวม Bright ไม่ได้ใช่หนังที่แย่ แต่ความไม่สุดของมันก็ทำให้ Bright ไม่ใช่หนังที่เราจะจดจำเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการฉาย Netflix คือเราจะไม่รู้สึกเสียดายตังค์เท่าไหร่ เพราะสามารถหาหนังอื่นดูชดเชยความรู้สึกได้แทน

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.