[Review] Carrie – สังคม Bullying [Spoil]

1
36
views

image

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สังคมอเมริกันประสบกับปัญหาสังคมอย่างหนึ่งซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่คนทั่วไปกลับมองข้ามและไม่ได้ใส่ใจกับปัญหานี้นัก ปัญหาที่ว่าคือการ “Bullying” หรือถ้าแปลตรงๆ ก็คือ การกลั่นแกล้งกันในกลุ่มเด็ก-วัยรุ่น
ฟังดูอาจเป็นเรื่องธรรมดา เพราะในวัยเด็กเราก็คงเคยแกล้งเพื่อนหรือเป็นฝ่ายโดนแกล้ง แต่ในสังคมอเมริกันที่มีการแข่งขันกันสูง การกลั่นแกล้ง ซึ่งมีตั้งแต่การไม่คบค้าสมาคม ด่าทอ พูดจาประชดประชัน ทั้งโดยตรงและที่นิยมคือกระทำผ่าน Social Network ไปจนถึงการทำร้ายทรัพย์สินและร่างกาย ได้สร้างความรู้สึกกดดันและความเครียดให้กับเด็กจำนวนมาก ซึ่งหลายคนจบทางออกด้วยการฆ่าตัวตาย ทำร้ายร่างกายตัวเอง หรือไม่ก็ถ่ายเทความเครียดไปเป็นการทำร้ายฝ่ายตรงข้ามหรือกลุ่มคนที่มากลั่นแกล้งแทน

ทำไมถึงขึ้นต้นด้วยเรื่อง Bullying… เพราะประเด็นนี้ถูกพูดถึงโดยตรงในหนังเรื่อง Carrie ที่จะ Review ในที่นี้ แม้ว่าหน้าหนังของ Carrie จะดูเหมือนหนังวัยรุ่นทั่วๆ ไปที่บทไม่ซับซ้อน และเน้นขายฉากสยองขวัญแบบสะใจๆ ไว้ก่อน แต่จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม Carrie ได้ฉายให้เห็นภาพของการ Bullying และผลกระทบของมันได้อย่างชัดเจน (เรียกว่าชัดเกินไปเลยละ) ที่น่าสนใจคือหนังเรื่องนี้เป็นหนัง Remake จากหนังชื่อเดียวกันที่ออกฉายเมื่อปี ค.ศ.1976 นั่นหมายความว่า ปัญหา Bullying นั้นมีมานานแล้ว และผ่านมาเกือบ 40 ปี ปัญหานี้ก็ยังอยู่และดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยซ้ำ

หนังเวอร์ชั่นแรกเป็นยังไงไม่รู้เหมือนกัน เพราะไม่เคยดู แม้จะเคยได้ยินว่าหนังได้รับเสียงชื่นชมในแง่การสร้างความรู้สึกกดดันและฉาก Climax ท้ายเรื่องก็คลาสสิคมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าเวอร์ชั่นเก่าได้ใส่เรื่อง Bullying ไว้มากแค่ไหน เวอร์ชั่นนี้ส่วนตัวรู้สึกชื่นชอบช่วงแรกของเรื่องที่หนังพยายามฉากภาพปัญหาการ Bullying ให้เห็น เป็น Bullying ที่อาจไม่ได้เริ่มจากความเกลียดชัง แต่เริ่มต้นด้วยความรู้สึกตลกขบขันของผู้กระทำ โดยลืมนึกไปว่ามันจะขยายเป็นปมในใจของฝ่ายผู้ถูกกระทำ ที่ชอบอีกอย่างคือการที่หนังไม่ได้พูดแค่เรื่อง Bullying ระหว่างเพื่อนหรือคนวัยเดียวกันเท่านั้น แต่ยังพูดถึง Bullying จากครอบครัว ซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากเราเชื่อว่าครอบครัวคือพื้นฐานในการดำเนินชีวิต เมื่อครอบครัวเป็นฝ่าย Bullying เสียเอง ก็เท่ากับเป็นการปิดทางออกของความกดดันของเด็กไปอีกหนึ่ง และเมื่อเด็กสะสมความกดดันในใจไว้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทางออก สุดท้ายเมื่อมีการไปสะกิดซ้ำมันก็อาจ…ระเบิดออกมาได้

Carrie อาจมีความเว่อร์ๆ อยู่บ้างตรงนำเรื่องพลังจิตมาใส่ไว้ในเรื่อง และไม่ได้อธิบายความเป็นมาของพลังนั้นไว้สักเท่าไหร่ แต่มองอีกแง่หนึ่ง “พลังจิต” คือภาพเปรียบเทียบของการโต้กลับของผู้ถูกกระทำ ซึ่งพลังนี้จะน่ากลัวยิ่งขึ้นตามความกดดันและโกรธแค้นของผู้ใช้ มันสะท้อนว่า Bullying ได้เข้าไปทำลายความยับยั้งชั่งใจในการโต้กลับ ผลที่ได้มันเลยเกินกว่าที่คาดคิด น่าเสียดายที่แม้หนังพยายามปูอารมณ์ความกดดันและ Bullying มาเป็นอย่างดี (แม้บางคนจะบอกว่าช่วงนี้เดินเรื่องค่อนข้างอืดก็ตาม) แต่พอถึงช่วงจังหวะต้องระเบิดตอนท้ายเรื่อง…กลับให้อารมณ์ที่ไม่สุดนัก คือก็ดีนะ สะใจดี มันส์ดี แต่มันน่าจะไปได้เยอะกว่านี้อีกนะ

ความน่าเสียดายอีกอย่าง Carrie คือในขณะที่ Chloe Grace Moretz ในบท Carrie White และ Julinanne Moore ในบท Margaret White แม่ของ Carrie ทำหน้าที่ได้ดี โดยเฉพาะตัวแม่ที่พลังการแสดงรุนแรงมาก แต่ขณะเดียวกันพลังนั้นก็ไปบดบังตัวละครอื่นๆ กระทั่งตัว Carrie เองเช่นกัน ตัวละครที่อยากให้มีบทบาทมากกว่านี้คือ Sue Snell (Gabriella Wilde) เพื่อนที่เคยกลั่นแกล้ง Carrie แต่พยายามที่แก้ไขตัวเอง ซึ่งเราเข้าไม่ถึงตัวเธอเท่าไหร่ ทำให้เมื่อ ต้องมาเป็นผู้สรุปเรื่องราวช่วงท้ายเรื่อย เลยยังไม่อินนัก แต่อย่างน้อย Carrie ก็จัดเป็นหนังที่ดูได้เพลินและยังชวนเราคิดถึงประเด็น Bullying ด้วย ซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่แค่ในอเมริกันหรอกที่มี ทั่วโลกหรือแม้แต่ประเทศไทยก็เป็นเช่นกัน เห็นได้จากที่ผ่านมามักมีข่าวประจานผ่าน Social Network กันอยู่บ่อย ซึ่งถ้าเด็กคนไหนภูมิคุ้มกันไม่ดีพอ ก็มีสิทธิสติแตกหรือคิดสั้นได้ง่ายๆ

ความชอบส่วนตัว: 7/10

image

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here