[Review] Death Note – การตบตีกันของวัยรุ่นหัวร้อน

0
361
views

ทำไม Death Note จึงดัง… นั่นก็เพราะมันมีเนื้อหาที่เป็นสากล จากพล็อตตั้งต้นที่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเราได้ครอบครองสมุดมรณะที่สามารถฆ่าใครก็ได้ เพียงแค่เขียนชื่อและรู้หน้าคนที่จะเขียนลงไป Death Note พาเราไปถกเถียงถึงเรื่องความยุติธรรม เรามีความชอบธรรมในการฆ่าคนมั้ย ถ้าคนๆ นั้นเป็นอาชญากร และปล่อยไปก็รังแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีก ซึ่ง “Yagami Light” เด็กหนุ่ม ม.ปลาย ที่เก็บ Death Note ได้ เลือกจะใช้มันเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกนี้ จนผู้คนขนานนามเขาว่า “Kira” และนั่นนำไปสู่อีกจุดเด่นของเรื่องนั่นคือ การขับเคี่ยว ชิงไหว ชิงพริบ การวางแผนซ้อนแผนระหว่าง Light กับ “L” นักสืบที่ต้องการเปิดโปงตัวจริงของ Kira ให้ได้

ทั้งหมดนี้ที่ว่า ไม่มีใน Death Note ฉบับ Netflix เลย

Death Note ฉบับ Netflix ตีโจทย์ผิดตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยการเปลี่ยนจากแนว Thriller ในต้นฉบับมาเป็น Horror อาจเพราะคิดว่า ...เฮ้ย! ในการ์ตูนมียมทูตวะ งั้นเรามาทำมันเป็นแนวสยองขวัญดีกว่า เน้นทำยมทูตให้น่ากลัวไปเลย ช่วงนี้หนังเรต R มาแรงด้วย งั้นทำฉากตายโหดๆ ไปเลย งานคอขาด เลือดกระฉูดต้องมา… ซึ่งมันเป็นการหยิบมาแค่กระพี้ของต้นฉบับเท่านั้น ความน่ากลัวของ Death Note ไม่ได้อยู่ที่หน้าตาของยมทูต Ryuk หรือฉากการตายอันพิสดาร แต่อยู่ที่ “จิตใจมนุษย์” และพลังอำนาจที่สามารถบันดาลให้คนตายได้ Death Note ฉบับ Netflix อาจวางตัวเองเป็นหนังเรต R แต่นอกจากฉากเลือดที่ยัดเข้ามาแบบไม่จำเป็นแล้ว เนื้อหากลับเบาหวิวกว่าต้นฉบับมากมายทีเดียว

ความผิดพลาดอีกประการของ Death Note ฉบับ Netflix คือการทำลายคาแรกเตอร์ตัวละครที่มีมาแต่เดิม โดยเฉพาะกับตัว Light (ฉบับ Netflix ใช้ชื่อว่า Light Turner) จากเด็กอัจฉริยะผู้มีความ Perfect ไปเกือบทุกอย่าง ทั้งรูปหล่อ พ่อใหญ่ ฉลาดเป็นกรด สาวๆ ติดตรึม กลายเป็นเด็กวัยรุ่นเนิร์ดบ้านๆ ที่ฉลาดหน่อยแค่เรื่องทำการบ้านให้เพื่อนลอก คาดว่าเพราะหนังต้องการให้ Light เวอร์ชั่นนี้ดูเป็นคนธรรมดามากขึ้น แต่นั่นกลายเป็นการทำลายจุดเด่นของเรื่องไปเลย

Light ในมังงะถูกวางเป็น Perfect Man เพราะยิ่ง Perfect มากเท่าไหร่ ในใจของ Light จะยิ่งรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างและเหนือกว่าคนอื่นๆ ในสังคม นั่นนำไปสู่ความคิดที่จะตั้งตนเป็น “พระเจ้า” และเชื่อว่าตัวเองจะสามารถเป็นพระเจ้าได้จริงๆ แต่เวอร์ชั่น Netflix เมื่อเป็นเพียงคนธรรมดา (ติดโง่ด้วยซ้ำ) ประเด็นการสร้าง Light ให้เป็นคนธรรมดาของฉบับ Netflix ก็ดูไม่ประสบความสำเร็จนัก เราไม่เชื่อว่านี่คือคนทั่วๆ ไปที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวัน แต่คิดว่าเป็นคน Bipolar ที่อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ มากกว่า คนธรรมดาที่ไหนที่ใช้ Death Note ครั้งแรก ก็สั่งให้ตายด้วยการคอขาดเลย (โอเค อาจอ้างว่าตอนนั้นคิดว่าเป็นความฝันได้) แต่ไม่นานจากนั้นก็เอา Death Note ไปฆ่าคนโชว์สาวได้อย่างหน้าตาเฉยอีก นี่ไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว นั่นยิ่งทำให้ช่วงท้ายพอ Light เริ่มกลับมามีมโนธรรมสำนึก เลยยิ่งไม่น่าเชื่อถือเข้าไปใหญ่

ด้าน L เราไม่มีปัญหากับ L ผิวสี เพราะจะผิวสีอะไร ถ้าเจอคาแรกเตอร์แบบในเรื่องก็พังเหมือนกันหมด จาก L ที่สุขุม ชาญฉลาด มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีแนวคิดคุณธรรมของตัวเอง กลายเป็นเด็กวัยรุ่นหัวร้อน ขาดความรอบคอบ ทำตัวประหลาดๆ ให้ดูเด่น มากกว่าจะดูว่าเป็นลักษณะเฉพาะของเขาจริงๆ ยิ่งช่วงครึ่งหลังที่หัวร้อนกับทุกสิ่ง จนไม่น่าเชื่อว่านี่หรือนักสืบชื่อดัง ผู้ไขคดีมาแล้วนับไม่ถ้วน

จากการขับเคี่ยวกันของ 2 อัจฉริยะในต้นฉบับ เลยกลายเป็นเพียงแค่การตบตีกันของวัยรุ่น 2 คน ที่ไม่มีอะไรน่าจดจำเลย

และต่อให้สมมติไม่เอาไปเทียบกับต้นฉบับ Death Note เวอร์ชั่น Netflix ก็ยังดูไม่มีอะไรให้น่าสนใจนัก จะไปในทางสยองขวัญ ขายความน่ากลัวของ Ryuk หรือไปทางขายการตายแปลกๆ แบบ Final Destination ก็ทำไม่สุดสักทาง ไปในทางสืบสวนสอบสวนยิ่งไม่เวิร์คใหญ่ มันเหมือนกับเวอร์ชั่นนี้พยายามอย่างยิ่งที่จะหลีกหนีจากต้นฉบับ แต่กลายเป็นตัวเองที่สับสนวิ่งมั่วไปหมด จนไม่รู้ว่าเส้นทางที่ตัวเองต้องการเดินจริงๆ คืออะไรกันแน่

Death Note ฉบับ Netflix คือความล้มเหลวอีกครั้งของตะวันตกในการดัดแปลงมังงะญี่ปุ่น ทั้งนี้เนื้อเรื่องค่อนข้างเอื้อมากกว่ามังงะเรื่องอื่นๆ แล้วแท้ๆ มันคงจะดีกว่าถ้าเราคิดว่านี่เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งไปเลย ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับ Death Note ต้นฉบับ แต่ก็นั่นแหละคิดว่าส่วนใหญ่อยากดูเพราะมันมีชื่อ Death Note อยู่นี่แหละ ถ้าถอดชื่อ Death Note ออกไป เผลอๆ คงไม่คิดจะดูด้วยซ้ำ

ถ้าชอบดูอะไรต่อดี: Dragonball: Evolution (2009)

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.