[Review] Delivery Man – ความหมายของคำว่า “พ่อ”

1
38
views

delivery-man-poster03

“David” ผู้ชายไม่เอาไหนคนหนึ่งค้นพบว่าตัวเองเป็นพ่อของคน 533 คน ซึ่งเป็นผลมาจากการบริจาคสเปิร์มจำนวนมากในช่วงวัยหนุ่ม และตอนนี้ลูกๆ ทั้ง 533 คน ที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วเกิดอยากจะรู้เสียแล้วว่า “พ่อ” (ในทางพันธุกรรม) ของพวกเขาคือใคร พล็อตแบบนี้ทำให้หนังมีโอกาสที่จะกลายเป็นหนังตลกสัปดน เน้นมุข 18+  แถมชื่อไทย “ผู้ชายขายน้ำ” ก็ชวนให้คิดถึงไปในทางนั้นด้วย แต่ทั้งหมดเป็นเพียงความเข้าใจผิด เพราะแม้มันจะยังมีความตลกอยู่ แต่มันก็เป็นตลกที่สะอาดมาก ไม่มีมุข 18+ ไม่มีฉากอนาจาร คำหยาบก็แทบจะไม่มี และเหนือกว่าความตลกนั้นก็คือ การเป็นหนังที่ถ่ายทอดความรักในครอบครัวและระหว่างพ่อกับลูกได้อย่าง “อบอุ่น” มาก

 
การบริจาคสเปิร์มอาจไม่ใช่เรื่องประหลาด แต่การบริจาค 600 กว่าครั้ง ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติแน่ๆ มันจึงดีกว่าถ้าเรื่องนี้จะถูกเก็บเป็นความลับ ยิ่งตอนนี้ David กำลังจะเป็นพ่อคนอีกครั้ง หลังแฟนสาวของเขา “Emma” ตั้งท้อง “David” ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนทนาย “Brett” ในเรื่องคดี แต่ขณะเดียวกันเขาก็แอบสืบเรื่องลูกๆ ทางพันธุกรรมของเขาอย่างลับๆ ไปด้วย
 
จากความอยากรู้อยากเห็นในช่วงต้น David เริ่มเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหล่าลูกๆ มากขึ้น เขาค้นพบว่าลูกๆ ของเขามีความแตกต่างหลากหลายมาก ตั้งแต่ผิวขาว ยันผิวสี มีทั้งที่เป็นนักแสดง นักดนตรี เด็กใจแตก ช่างทาเล็บ ไปจนถึงผู้พิการ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือทุกครั้งที่ David ได้มีโอกาสช่วยเหลือลูกๆ ของเขา ทั้งที่เป็นการช่วยเหลือโดยตรง หรือแค่ยืนให้กำลังใจเฉยๆ เฝ้ามองความสำเร็จของลูกๆ มันกลายเป็น “ความสุข” ของ David ที่เขาไม่เคยได้รู้สึกมาก่อน และทำให้เกิดความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองจากคนไม่เอาไหน จัดลำดับความสำคัญไม่เป็น ให้กลายเป็นคนที่พร้อมจะเป็น “พ่อ” ที่ดี
 
คำถามคือ David จะเป็นพ่อของคนถึง 533 คนได้อย่างไร นั่นขึ้นอยู่กับว่าเรามองคำว่า “พ่อ” แบบไหน ถ้าเป็นพ่อที่ต้องเป็นคนเลี้ยงดูและอยู่กับลูกๆ ตลอดเวลา David คงทำไม่ได้แน่ แต่ถ้ามองในแง่จิตใจละ ลูกๆ ทั้ง 533 คนจะอยากรู้ว่า “พ่อ” ของพวกเขาคือใครไปทำไมกัน พวกเขาคาดหวังว่า David จะมาเลี้ยงดูและอยู่กับเขาเหรอ…คงไม่ใช่ พวกเขาต้องการรู้ว่าใครคือพ่อ เพื่อ “เติมเต็ม” สิ่งที่ติดค้างในจิตใจ และเขาก็อยากให้ “พ่อ” รับรู้ถึงการมีตัวตนของ “ลูกๆ” เหล่านี้ เผื่ออย่างน้อยถ้าวันหนึ่งต่างฝ่ายไม่มีใคร อย่างน้อยก็ยังมี “ครอบครัว” อยู่ แม้มันออกจะเป็นครอบครัวที่แปลกๆ ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่อย่างน้อยมันก็เป็นครอบครัวที่ผูกพันกันด้วยจิตใจ เรื่องจิตใจนี่แหละที่ทำให้ David ตระหนักถึงคำว่าพ่อ เพราะเมื่อไหร่ที่เขาได้ช่วยลูกๆ ให้สมปรารถนา เขาจะรู้สึกมีความสุข มันเป็นความสุขของคนที่เป็น “พ่อ” ที่ไม่มีอะไรยิ่งกว่าความสุขที่ไ้ด้เห็นลูกๆ มีความสุข ถึงจะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม
 
นอกจากลูกๆ 533 คนแล้ว หนังยังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง David กับ พ่อของเขา แม้จะเป็นส่วนเล็กๆ ในหนัง แต่ก็ถ่ายทอดได้อย่างอบอุ่น หนังทำให้เห็นว่าแม้วิธีการมันออกจะประหลาดๆ หรือเป็นเรื่องน่าอับอายในสายตาของคนในสังคมไปบ้าง แต่มันไม่เป็นอะไรเลย ถ้าผลที่ได้มันจะทำให้คนที่รักมีความสุข อีกส่วนที่ชอบคือการแทรกเรื่องราวครอบครัว Brett ที่เป็นคุณพ่อลูก 4 ไปด้วย แม้เขาจะบ่นให้ David ฟังเสมอว่าการมีลูกนั้นลำบากเพียงไร และคอยเตือนเพื่อนว่าริมีลูก แต่ก็เพราะลูกๆ นี่แหละที่ Brett ใช้เป็นแรงผลักดันในชีวิตทนายของเขา
 
โดยรวมแล้ว Delivery Man จัดเป็นหนังที่เดินตามสูตร เดาทางได้เกือบทุกอย่าง แต่ใครจะสนละ… ถึงจะตามสูตร แต่เมื่อหนังทำมาแล้วเรายังสนุกกับกัน ก็ถือว่าโอเค แม้หนังจะไม่ได้ตลกสุดขีด รวมถึงประเด็นก็ไม่ได้ดราม่าหรือมีจุดพีคบีบคั้นอารมณ์อะไรมากมาย ทางออกในหนังก็ดูจะคลี่คลายได้แสน “ง่าย” แต่หนังก็มีความกลมกล่อมในตัว และสามารถตอบโจทย์ตัวเองคือการเป็นหนังครอบครัวแบบ Feel Good ได้ เพราะหนังทำให้เราอมยิ้ม อบอุ่น และซาบซึ้งจนอาจทำให้ใครหลายคนน้ำตาซึมไปกับความรักของคนในครอบครัวได้ เสียดายถ้าหนังมาเร็วกว่านี้สักหน่อย สามารถจัดลงโปรแกรมหนัง “วันพ่อ” ได้เลย
 
ความชอบส่วนตัว: 8/10 

DELIVERY MAN

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here