[Review] Divergent – สังคมระบบกลุ่ม

3
103
views

divergent

“ดิสโทเปีย” (Dystopia) เป็นคำที่ใช้แทนสังคมจินตนาการในอนาคตที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย รุนแรง หรือเสื่อมโทรม ซึ่งเป็นสังคมที่ตรงกันข้ามกับแนวคิดดังเดิมอย่าง “ยูโทเปีย” (Utopia) ที่จินตนาการถึงสังคมในอนาคตที่เต็มไปด้วยความสุข อาจเพราะว่าปัจจุบันสังคมมันโหดร้ายขึ้น เลยทำให้แนวคิดแบบดิสโทเปียได้รับความนิยมขึ้น อย่างน้อยก็ในวงการหนังและวรรณกรรมที่มีเรื่องแนวสังคมหลังโลกล่มสลายออกมามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ใช่ว่าทุกเรื่องที่จะประสบความสำเร็จหรือโดนใจ…
 
“Divergent” เป็นหนึ่งในวรรณกรรมเยาวชนแนวดิสโทเปีย (แน่นอนว่าผมไม่เคยอ่าน) ซึ่งก็เช่นเดียวกับวรรณกรรมที่ได้รับความนิยมเรื่องอื่นๆ ในช่วงนี้ หนังสือโดน Hollywood หยิบจับมาสร้างเป็นหนัง โดยสังคมยุคหลังโลกล่มสลายใน Divergent นั้นเป็นสังคมในเมืองชิคาโก สหรัฐฯ ที่ภายหลังจากสงครามครั้งใหญ่ ผู้นำรุ่นแรกได้สร้างรั้วเพื่อป้องกันเมือง และแบ่งคนในเมืองออกเป็น 5 กลุ่ม ตามลักษณะนิสัยของแต่ละคน ได้แก่
  • Abnegation กลุ่มผู้เสียสละ สมถะ นึกถึงคนอื่นก่อน จึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ปกครอง
  • Amity กลุ่มผู้สันติ รับสงบ ไม่ค่อยมีปากเสียง งานหลักคือทำการเกษตร
  • Candor กลุ่มผู้สัตย์ซื่อ พูดแต่ความจริง งานหลักจึงเกี่ยวกับการดูแลระเบียบและกฎหมาย
  • Erudite กลุ่มผู้รอบรู้ ฉลาด รู้ทุกเรื่อง งานหลักจึงมักเป็นนักวิทยาศาสตร์ประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ
  • Dauntless กลุ่มผู้กล้า กล้าหาญ บ้าบิ่น งานคือเป็นตำรวจหรือทหาร

ชาวเมืองแต่ละคนเมื่ออายุครบ 16 ปี จะเข้าสู่พิธีการเลือกกลุ่ม โดยจะมีการทดสอบจิตใจก่อนเพื่อบอกว่า คนนั้นน่าจะเหมาะกับกลุ่มไหน อย่างไรก็ตาม แต่ละคนยังมีสิทธิที่จะเลือกกลุ่มตามใจตัวเองได้ โดยไม่สนแบบทดสอบ แต่เมื่อเลือกแล้วจะเปลี่ยนไม่ได้ และหากเลือกกลุ่มที่ตัวเองไม่ได้เกิดมา ก็ต้องถูกแยกจากครอบครัว ตัวเอกของเขาคือ “Beatrice Prior” (Shailene Woodley) เธอแปลกประหลาดจากคนอื่นตรงที่ ผลการทดสอบไม่สามารถระบุได้ว่าเธอควรอยู่กลุ่มไหน เนื่องจากเธอมีลักษณะของหลายกลุ่มรวมกัน ซึ่งในเรื่องเรียกคนแบบเธอว่า “Divergent” และถือเป็นภัยต่อระบบ เพราะคุมได้ยาก Beatrice ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “Tris” จึงต้องปกปิดความลับนี้ และเลือกกลุ่มสังกัดเป็น “Dauntless” แม้ว่าเธอจะเกิดในครอบครัว “Abnegation” ก็ตาม

 
ความสนุกของหนังส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับ “ความมีเหตุผลของหนัง” คำว่ามีเหตุผลในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าหนังต้องเหมือนโลกความเป็นจริงทุกอย่าง แต่คือการทำให้โลกที่หนังสร้างขึ้นดูมีความน่าเชื่อถือ มีตรรกะในแบบของตัวเอง ซึ่งส่วนตัวไม่รู้สึกถึงสิ่งนั้นจาก Divergent พอโลกที่หนังสร้างมันไม่น่าเชื่อถือ ผลก็คือทำให้ไม่รู้สึกอินกับเรื่องราวที่ตามมา และพาลทำให้รู้สึกว่าหลายช่วงของ Divergent มันช่างยืดยาด อืดอาด และหลายช่วงก็ดูไร้เหตุผล ส่วนตัวไม่มีปัญหากับโลกที่แบ่งคนเป็น 5 กลุ่ม จะว่าไปมันก็เป็นไอเดียที่น่าสนใจ และชวนให้นึกถึงการค้นหาตัวตนผ่านการทำแบบทดสอบจิตวิทยาหรือเล่นพวก Quiz เว็บเด็กดี ต่างกันแค่นี่เอาจทำกันเล่นๆ ไม่ได้จริงจังอะไรมาก แต่ใน Divergent มันมีผลต่ออนาคตเรา
 
การเปิดเรื่องของหนังด้วยการอธิบายคร่าวๆ ถึงกลุ่มทั้ง 5 และเหตุผลที่ต้องสร้างระบบกลุ่มขึ้นมา ทำให้หนังดูน่าสนใจและเกิดความคาดหวังว่ามันจะมีเนื้อเรื่องที่เข้มข้น แต่เมื่อหนังดำเนินไปเรื่อยๆ ความหวังเหล่านั้นก็ค่อยๆ หมดไป หนังแสดงให้เห็นแค่ว่าแต่ละกลุ่มคืออะไร แต่ไม่พูดถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม ทำให้เกิดความสงสัยไม่ได้ว่าตกลงสังคมในหนัง มันเป็นสังคมที่แบ่งแยกเพื่อให้แต่ละคนทำหน้าที่ของตนเอง และเกื้อหนุนความสำเร็จในภาพรวมให้กลับระบบ หรือมันเป็นระบบที่ต่างคนต่างอยู่แบบไม่ข้องเกี่ยวกันเลย ยิ่งหนังยังใช้เวลาน้อยไปหน่อยในเรื่องความรู้สึกที่คนมีต่อระบบ มันจึงไม่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวระบบมันมีปัญหา และไม่รู้สึกว่าตัว Divergent มันจะส่งผลต่อระบบยังไง ทำให้พอไปถึงจุดไคล์แมกซ์มันเลยไม่พีค เพราะเราไม่เชื่อไปแล้วว่ามันจะวิกฤตจริง มันจะไร้ทางเลือกจริง จนทำให้ต้องลุกขึ้นสู้ขนาดนั้น
 
หนังมีพูดเรื่องว่าทำไปเราต้องเลือกสังกัดกลุ่มอยู่ช่วงหนึ่งช่วงต้นเรื่อง แต่ก็แค่นั้นแหละ… ถัดจากนั้นหนังทุ่มเวลา 2 ใน 3 ไปอยู่ที่การซ้อม ซ้อม แล้วก็ซ้อม ของ Tris เพื่อให้ผ่านการคัดเลือกภายในของกลุ่ม Dauntless ประเด็นคือทำไมหนังต้องให้เวลากับฝึกซ้อมขนาดนั้น โอเค..อย่างน้อยมันทำให้เราเห็นการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่าง Tris กับพระเอกของเรื่องอย่าง “Four” (Theo James) หนึ่งในครูฝึกและผู้นำของกลุ่ม Dauntless และยังแสดงให้เห็นว่า Tris เก่งขึ้นได้อย่างไร (ซึ่งเอาเข้าจริงก็ยังไม่ค่อยเห็น เพราะในขณะที่ฉากก่อนเธอเพิ่งถูกน็อกลงไปนอนพื้นอย่างง่ายดาย แต่ในฉากถัดๆ ก็ดูเก่งขึ้นมาทันตาเห็น) แต่การซ้อมในเรื่องมันก็ยัง “ยาว” เกินไป เมื่อเทียบกับการเดินหน้าของเรื่อง แถมช่วงท้ายเมื่อหนังพลิกกลับมาเล่นประเด็นความขัดแย้งและชิงอำนาจระหว่างกลุ่มก็ยังทำแบบกระทันหันเกินไปจนขาดอารมณ์ร่วมไปอีก
 
ส่วนตัวยังรู้สึกว่า “Shailene Woodley” ยังไม่สามารถแบกหนังไว้ได้สักเท่าไหร่ เธอไม่สามารถทำให้เรารู้สึกเอาใจช่วยได้สักเท่าไหร่ และไม่ทำให้รู้สึกได้ว่านี่คือ “Divergent” นะ นี่คือคนที่จะเป็นภัยต่อระบบนะ หลายครั้งแค่รู้สึกว่าเธอแค่ไหลไปตามเรื่องราวที่กำหนดไว้แล้วเท่านั้น ปัญหาส่วนหนึ่งอาจเพราะตัวบทที่ทำให้เราไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละคร เปิดมาไม่นานก็บอกว่าเธอไม่อยากเป็นกลุ่มผู้เสียสละแล้ว แต่ไม่แสดงให้เห็นว่าทำไม ในที่นี้ตัวละคร Four (Theo James) ดูจะน่าสนใจกว่าเยอะ โดยเฉพาะเรื่องปมในใจเกี่ยวกับพ่อหรือการอยากเป็นมากกว่าแค่ Dauntless แต่ก็เช่นเคย หนังให้เวลากับประเด็นเหล่านั้นเพียงน้อยนิดเท่านั้น ส่วน Kate Winslet ในบท “Jeanine Matthews” ผู้นำกลุ่มผู้รอบรู้ที่ต้องการล้มล้างอำนาจของกลุ่มผู้เสียสละ ฝีมือของเธอยังเยี่ยมยอด แต่หนังก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้เธอโชว์สักเท่าไหร่ แถมยังทำให้ตัวละครนี้ค่อนข้างไร้มิติอีก ผลก็คือ Jeanine กลายเป็นตัวร้ายดาษๆ ทั่วไปเท่านั้น
 
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสียไปเสียหมด Divergent ทำได้ดีถึงดีมากในแง่ความสัมพันธ์ของพระนาง ตรงที่ค่อยๆ แสดงพัฒนาความสัมพันธ์ ทำให้พอตัวละครรักกัน จึงดูน่าเชื่อว่ารักจริงและพร้อมจะตายแทนกันจริง เคมีของ Shailene กับ Theo ก็ดูเข้ากันทีเดียว อีกส่วนที่ชอบคือดนตรีและเพลงประกอบ ที่นอกจากเพราะยังช่วยเร่งเร้าอารมณ์ได้ดี แม้ว่าสุดท้ายอารมณ์เหล่านั้นจะหายไปเมื่อเจอกับเนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่องที่ขาดความน่าสนใจ ผลโดยรวมจึงไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่ เอาเป็นว่าถ้าดูเพลินไม่คิดไรมาก Divergent ก็พอจะช่วยฆ่าเวลาได้ แต่ถ้าอยากดูหนังแนวดิสโทเปียเนื้อหาเข้มข้น เรื่องนี้คงไม่ใช่คำตอบนัก
 
ป.ล. หลายคนมักเทียบเรื่องนี้กับ The Hunger Game เพราะตัวนิยายดังไล่เลี่ยกัน และยังมีแนวเรื่องที่ใกล้เีคียงกัน ส่วนตัวเห็นว่า The Hunger Game ยังเหนือกว่าในเกือบทุกองค์ประกอบ (เทียบกับภาคแรก) เพราะสำคัญสุด The Hunger Game สามารถทำให้เรื่องในโลกอาณานิคมแบบในเรื่องได้ แถมตัว Jenifer Lawrence ก็มีเสน่ห์และสามารถแบกเรื่องเอาไว้ได้ จะมีที่ Divergent เหนือกว่าหน่อยก็ตรง “ส่วนสูงพระเอก” นี่แหละ 
 
ความชอบส่วนตัว: 6/10
 
 

DIVERGENT

3 COMMENTS

  1. พี่เซียวเล้งวิจารณ์ได้โดนใจมากเลยคะ 555555

    ได้ไปดูมา มันสนุกก็จริง แต่ก็ไม่ฟินอะไรมากมาย ไม่รู้ว่าทำไม พอมาอ่านก็เป็นอย่างที่จขบ.สรุปไว้ทุกอย่างเลย มิน่าละคะแนนนักวิจารณ์ถึงได้ต่ำนักทั้งๆที่ดูใช้ได้ นางเอกแบกเรื่องนี้ไม่ไหวจริงๆ

    ส่วนที่ทำให้หนังรู้สึกสนุกที่ได้ดูคือเรื่องนี้สนุกคือเลิฟไลน์ของพระนาง กับส่วนสูง(ล่ำ)ของพระเอกจริงๆ 55555555555

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here