[Review] Django Unchained – Tarantino / เจ้าของไร่ฝ้าย / คาวบอยผิวสี / นักล่าค่าหัว

1
68
views

ในโลกนี้อาจผู้กำกับบเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่หนังของเขาสามารถการันตีได้ทั้งในเรื่อง “กล่อง” และ “เงิน” แถมยังมี “ลายเซ็น” ของตัวเองที่ชัดเจนในทุกเรื่อง หนึ่งในนั้นก็คือ Quentin Tarantino ซึ่งผลงานที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดี และครั้งนี้ กลับมาอีกครั้งกับผลงานเรื่องใหม่ ที่ยังคงสไตล์ดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน กับ Django Unchained นอกจากตัวหนังจะน่าสนใจแล้ว เรื่องนี้ยังแทรกไปด้วยประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจและน่าขบคิดอีกไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ทาส คาวบอย หรือนักล่าค่าหัว Review เรื่องนี้จึงค่อนข้างยาว เพราะประเด็นที่อยากเล่ามีเยอะจริงๆ (ถึงบางเรื่องจะไม่เกี่ยวกับตัวหนังก็ตาม ^^)

 

Tarantino

ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าหนังสไตล์ Tarantino นั้นเรียกว่าแนวอะไร แต่อย่างหนึ่งที่มั่นใจคือ หนังของ Tarantino มีลายเซ็นที่ชัดเจนมาก จนยากที่จะเลียนแบบ และอย่างที่กล่าวไปความเก่งกาจของ Tarantino ก็คือสามารถทำให้ลายเซ็นนั้นเป็นที่ถูกใจได้ทั้งของนักวิจารณ์และคนดูส่วนใหญ่ หนังของ Tarantino มีเส้นเรื่องที่แปลกๆ เหมือนจะไม่มีจุดหลัก แต่แทนที่จะรู้สึกว่าหนังแย่ กลับรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ความสนุกของหนัง Tarantino คือทั้งที่ๆ เรารู้เรื่องย่ออยู่แล้ว แต่พอเ้ข้าไปดูจริงๆ เราแทบจะไม่รู้ว่าเรื่องจะดำเนินไปในทิศทางยังไงต่อไป เพราะผู้กำกับอาจเกิดบ้าพลังพลิกไปในทางที่เหนือความคาดหมายของเราได้

Django Unchained ก็ยังคงสไตล์นั้นไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงแบบเลือดสาด บทพูดและการดำเนินเรื่องที่ยียวน กวนอารมณ์ บทสนทนาที่ยืดยาวแต่โครตเท่ห์ บวกด้วยคาแรกเตอร์ตัวละครที่แปลกๆ แต่มีเสน่ห์ แม้แนวทางของ Tarantino จะทำให้หนังดูยาว และหลายช่วงเป็นบทสนทนาที่ยืดยาวมากเกิน รวมไปถึงการที่หนังไม่มีจุดพีคที่แน่นอน ทำให้ช่วงหลังๆ ออกแนวเบื่อได้ แต่ก็เพียงแค่แว่บเดียว เพราะไม่นานหลังจากนั้น ก็จัดฉากโหดๆ และบทสนทนาแนวๆ ดึงกลับเราเข้าสู่ความสนุกของเรื่องได้อีกครั้งหนึ่ง

หนังของ Tarantino มักจะเด่นที่การดำเนินเรื่อง แต่ใน Django Unchained ก็มีเนื้อเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน หนังใช้ฉากหลังเป็นยุคก่อนสงครามกลางเมืองอเมริกัน 2 ปี อันเป็นสังคมที่คนขาวยังมองคนผิวสีเป็นเพียงสิ่งของหาใช่มนุษย์ Django Freeman (Jamie Foxx) คือทาสที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ โดยความช่วยเหลือ Dr.King Schultz (Chritoph Waltz) นักล่าค่าหัวชาวเยอรมัน เพื่อให้ช่วยชี้เป้าคนร้าย ความสนิทสนมที่มากขึ้นทำให้ Dr.King ตัดสินใจร่วมกับ Django เ้ดินทางไปช่วยเหลือ Broomhilda (Kerry Washington) ภรรยาของ Django จาก Calvin Candie  (Leonardo DiCaprio) เจ้าของไร่ฝ้ายสุดโฉด ที่มองคนผิวสีเป็นเพียงสิ่งของ แต่ก็ดันมีคนสนิทเป็นคนผิวสีจอบแสบอย่าง Stephen (Samuel L. Jackson) ด้วยเช่นกัน

แค่เรื่องย่อก็คงพอจะเดาได้ว่า Django Unchained มีเรื่องราวเกี่ยวกับการเหยียดสีผิวและทาสเป็นแกนหลัก แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นของ Django Unchained ก็คือ หนังไม่ได้ให้ภาพของคนขาวผู้แสนดีที่มาปลดปล่อยทาส แล้วเรื่องก็จบอย่าง Happy Ending แต่เป็นเรื่องของอดีตทาสผิวสี ที่มีความเป็นฮีโร่ในตัวเอง ทำทุกอย่างเพื่อคนที่เขารัก และลุกขึ้นมาเอาคืนคนขาว ขณะที่ Dr.King ผู้ปลดปล่อย Django ออกจากทาส ก็ดูห่างจากภาพลักษณ์คนขาวผู้แสนดีในเรื่องอื่นเช่นกัน หนังยังไปไกลถึงเรื่องการเหยียดกันเองของคนผิวสี ผ่านตัวละครอย่าง Stephen ที่ทำให้เรารู้ว่า บางทีต้นเหตุการเหยียดผิวไม่ได้อยู่ที่ “สีผิว” แต่อยู่ที่ “ความคิดที่อยู่ในหัว” ต่างหาก

หนังยังมีจุดน่าสนใจด้วยการดำเนินเรื่องแบบหนังคาวบอย และสร้างภาพลักษณ์คาวบอยให้กับตัว Django ยัังยิ่งเป็นขับเน้นพลังอำนาจในตัว Django อย่างที่หนังเรื่องอื่นๆ แทบไม่เคยทำกัน เพราะภาพลักษณ์คาวบอยก็คือภาพตัวแทนชายชาตรีตามแบบอเมริกัน ซึ่งหนัง Hollywood ที่ผ่านมา มักนำเสนอผ่านคนขาวเท่านั้น

Levon-Biss_Quentin-Tarantino_071212-2890_V1

 

เจ้าของไร่ฝ้าย

หนึ่งในบทเด่นในเรื่อง Django Unchained ก็คือ Calvin Candie (Leonardo DiCaprio) เจ้าของไร่ฝ้ายขนาดใหญ่ในแถม Mississippi ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ในขณะนั้น ความน่าสนใจอย่างแรกก็คือเป็นการพลิกบทบาทมาเล่นร้ายสุดขั้วและเลวบริสุทธิ์แบบเต็มตัวของ Leonardo DiCaprio ซึ่งแม้ส่วนตัวจะยังเห็นว่ายังติดตามความเป็น Leonardo อยู่ แต่ก็ถือว่าน่าประทับใจทีเดียว และคิดว่า Leonardo คงพยายามหาบทแหวกๆ แบบนี้เล่นต่อไปเรื่อยๆ เพราะที่ผ่านมาปัญหาใหญ่ของเขาก็คือ แม้จะเล่นดี แต่ยังสลัดภาพตัวเองไม่หลุดสักที ส่วนหนึ่งเพราะเล่นบทเดิมๆ มากเกินไป (แม้จะเป็นบทที่ดีก็ตาม)

นอกเหนือจากเรื่องของนักแสดง อีกอย่างที่น่าสนใจในตัว Calvin Candie ก็คือ การเป็นภาพสะท้อนคนขาวผู้ร่ำรวยในขณะนั้น มุมมองที่ Calvin บอกออกมาเกี่ยวกับทาสและคนผิวสีตอนท้ายเรื่องน่าสนใจทีเดียว เพราะด้วยการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมรอบตัว ทำให้เขาเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า “คนดำเกิดมาเพื่อเป็นทาสเท่านั้น” เขาไม่ได้ใช้คนดำเป็นทาส เพราะทำงานอึดหรือค่าตัวถูก แต่ใช้เพราะคนพวกนี้เกิดมาเพื่อต่ำต้อยกว่า และจะไม่มีวันกล้าปลดแอกตัวเองแน่นอน นี่คือความเชื่อที่ฝังรากลึกในสังคมอเมริกาในขณะนั้น และทำให้ปัญหาเรื่องเหยียดสีผิวในอเมริกายังดำรงอยู่มาเป็นเวลานาน แม้จะมีการเลิกทาสก็ตาม

สำหรับการเลิกทาสในอเมริกา เป็นประวัติศาสตร์ช่วงที่น่าสนใจและเป็นจุดด่างพร้อยที่สุดครั้งหนึ่งสหรัฐฯ เพราะเป็นการสู้รบกันเองของชาวอเมริกัน โดยเกิดจากความขัดแย้งระหว่างรัฐฝ่ายเหนือ ที่เป็นรัฐอุตสาหกรรมที่ต่อต้านการมีทาส กับรัฐฝ่ายใต้ ที่เป็นรัฐเกษตรกรรมที่สนับสนุนการมีทาส เพราะต้องการใช้เป็นแรงงานในพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะไร่ฝ้ายที่มีอยู่จำนวนมาก การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของ Abraham Lincoln ซึ่งมีนโยบายต้องการเลิกทาส ทำให้รัฐฝ่ายใต้ไม่พอใจและแยกตัวเป็นเอกราช จนนำไปสู่การสู้รบระหว่างรัฐฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ก่อนจะจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายเหนือ ระบบทาสในอเมริกาถูกยกเลิก และเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ในเวลาต่อมา มลรัฐมีอำนาจลดลง ขณะที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีอำนาจเพิ่มมากขึ้น ประเด็นสงครามกลางเมืองส่วนนี้ คาดว่าน่าจะถูกเล่าถึงอย่างละเอียดในหนัง Lincoln ที่กำลังจะเข้าฉาย ถ้าใครสนใจก็ไปดูต่อได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเลิกทาส แต่ด้วยทัศนคติแบบที่ Calvin Candie ถูกปลูกฝังมานาน ก็ทำให้การเหยียดผิวยังคงมีอยู่ตลอดมา เพราะแม้แต่รัฐฝ่ายเหนือเอง หลายฝ่ายก็เพียงต้องการให้มีการเลิกทาสเท่านั้น (ส่วนหนึ่งเป็นเหตุผลทางการเมือง) ไม่ได้อยากให้คนผิวสีก้าวขึ้นมาทัดเทียมด้วยสักหน่อย ซึ่งจุดนี้เองที่เป็นสาเหตุให้ต่อมา Lincoln ถูกลอบสังหารในที่สุด เพราะมีนโยบายสนับสนุนการให้สิทธิเลือกตั้งแก่คนผิวสี

การเหยียดผิวที่ดำเนินต่อมาเรื่อยๆ แม้จะเลิกทาสแล้ว ทำให้คนผิวสีบางส่วนตัดสินใจไปบุกเบิกดินแดนใหม่ทางตอนกลางของประเทศแทน รวมถึงการไปประกอบอาชีพเป็น “คาวบอย” เพื่อแสวงหาการยอมรับจากคนขาวด้วย

django-candie

 

คาวบอยผิวสี

หนังคาวบอย (Cowboy) อาจมีอยู่มากมาย แต่หนังคาวบอยที่ตัวเอกเป็นคนผิวสีคงมีไม่มากนัก Django Unchained จึงเป็นปลดโซ่ตรวนมายาคติที่หนัง Hollywood หลากต่อหลายเรื่องสร้างภาพให้เราเห็นว่า “คาวบอยต้องผิวขาว” ด้วยการพาเราไปรู้จักกับคาวบอยผิวสีอย่าง Django Freeman อย่างไรก็ตาม คาวบอยผิวสีไม่ได้เป็นเพียงจินตนาการของ Tarantino เท่านั้น เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาหรือแม้แต่ในปัจจุบันเอง ก็ปรากฎว่ามีคาวบอยผิวสีอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นคาวบอยแอฟริกัน-อเมริกันหรือคาวบอยอินเดียนแดงเอง ความคิดที่ว่า “คาวบอยต้องผิวขาว” เป็นเพียงการปลูกฝังมายาคติจากหนัง Hollywood เท่านั้น

คาวบอย หากจะว่ากันอย่างตรงตัว ก็คือ “คนเลี้ยงวัว” แต่นอกเหนือจากการเลี้ยงวัวและทำการปศุสัตว์แล้ว อาชีพคาวบอยยังมีภาพลักษณ์ของลูกผู้ชายที่แข็งแกร่ง รักการผจญภัย ใจเด็ด และกล้าบ้าบิ่น ซึ่งกลายเป็นภาพสะท้อนความเป็นลูกผู้ชายในฉบับอเมริกัน อาวุธ เครื่องแต่งกาย บ้านเรือน และวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ ยังทำให้วัฒนธรรมคาวบอยแพร่หลายและได้รับความนิยมไปทั่วโลก ภาพลักษณ์ของคาวบอยที่ผูกติดกับภาพลักษณ์ชายชาตรีอเมริกัน ทำให้ไม่แปลกนัก ที่หนัง Hollywood สมัยก่อน เลือกที่จะถ่ายทอดเฉพาะคาวบอยผิวขาว เพราะแม้ปัจจุบันการเหยียดผิวแทบจะไม่มีแล้วในสังคมอเมริกา แต่ย้อนไปสัก 40-50 ปีก่อนที่หนังคาวบอยเริ่มเฟื่องฟู ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงนั้นความขัดแย้งด้านสีผิวยังฝังรากลึกในสังคมอเมริกามากทีเดียว

สำหรับอาชีพคาวบอยนั้น จุดเริ่มต้นจริงๆ เกิดจากชาวเม็กซิโกและสเปนที่มาตั้งถิ่นฐานในดินแดนอเมริกาเหนือ ซึ่งประกอบอาชีพหลักคือการปศุสัตว์ในทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีอาชีพคาวบอยเกิดขึ้นเพื่อคอยดูแลฝูงวัวมิให้แตกฝูง แต่ในสภาพพื้นที่ที่โหดร้าย อีกทั้งยังอาจต้องเผชิญภัยจากโจรผู้ร้าย จึงเป็นเรื่องปกติที่คาวบอยเหล่านี้ต้องติดอาวุธและมีชั้นเชิงในการต่อสู้พอสมควร สำหรับในอเมริกา อาชีพคาวบอยมีมานานแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตอนใต้ที่มีการทำปศุสัตว์จำนวนมาก แต่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากในช่วงหลังสงครามกลางเมือง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของคาวบอยผิวสีในสหรัฐฯ ด้วย

สหรัฐฯ ในอดีตนั้นพื้นที่ไม่ได้กว้างขวางเหมือนปัจจุบัน ตอนกลางของประเทศส่วนใหญ่เป็นที่รกร้าง หรือไม่ก็อยู่ภายใต้เขตของสเปน สงครามกลางเมืองนอกจากจะจบลงด้วยการเลิกทาสแล้ว ยังทำให้มีการบุกเบิกพื้นที่ในทางตอนกลางของประเทศมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะทาสผิวสีที่ได้รับอิสระจากสงครามกลางเมือง ก็มักเลือกที่จะบุกเบิกพื้นที่ใหม่ มากกว่าจะยังอยู่ในพื้นที่เดิม และอาชีพคาวบอย ก็คือหนึ่งในอาชีพที่ทาสที่เพิ่งปลดแอกเหล่านี้เลือกทำ แม้จะเป็นงานหนักและเสี่ยงภัยมากกว่า แต่ชาวผิวสีไม่น้อยถือว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ อย่างน้อยก็มากกว่าการเป็นคนงานในไร่ฝ้ายเช่นเดิม

การที่ Django Unchained วางฉากหลังให้อยู่ในช่วงสงครามกลางเมือง จึงไม่ใช่แค่ต้องการขับเน้นประเด็นเรื่องทาสเท่านั้น แต่ต้องการวางบทให้ Django กลายเป็นต้นแบบของคาวบอยผิวสีในยุคแรกด้วย และแม้ว่าในเรื่องเราจะไม่ได้เห็นบทบาทของคาวบอยในแง่การเป็นคนเลี้ยงวัวก็ตาม แต่ภาพลักษณ์ต่างๆ ที่เรารับรู้เกี่ยวกับคาวบอยไม่ว่าจะเป็นอาวุธ นิสัย วิถีชีวิต การแต่งกาย ฯลฯ ก็ถูกถ่ายทอดลงในตัว Django ไว้อย่างครบถ้วนเช่นกัน

article-foxx1-1214
 

นักล่าค่าหัว

หนึ่งในบทบาทที่น่าประทับใจใน Django Unchained ก็คือบท Dr. King Schultz นักล่าค่าหัวช่างจ้อที่เป็นผู้ปลดปล่อย Django ให้เป็นอิสระ และต่อมาได้กลายมาเป็นเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน และเพื่อนสนิทของ Django รวมถึงไปร่วมช่วยเมียของ Django ให้เป็นอิสระด้วย ทั้งที่แทบจะไม่ใช่เรื่องของตัวเอง บทบาทอันน่าประทับใจนี้การันตีด้วยรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากเวที Oscar ปีล่าสุด แม้ว่าโดยส่วนตัวประทับใจบทบาทของ Samuel L. Jackson ในเรื่องมากกว่านะ เพราะรู้สึกว่าบทของ Dr. King ดูจะมีสีสันเพียงแค่ตอนแรกเท่านั้น ขณะที่ช่วงกลางเรื่องแทบจะหายไปเลย

การใส่ตัวละคร Dr.King ไว้ใน Django Unchained แถมยังวางบทบาทให้เป็นนักล่าค่าหัว “ชาวเยอรมัน” ไม่ได้เป็นวางบทลอยๆ เพียงเพื่อเพิ่มสีสันให้กับเนื้อเรื่องเท่านั้น แต่การให้ Dr. King เป็นชาวเยอรมันซึ่งนอกเหนือจะเพื่อให้เชื่อมต่อกับ Broomhilda ภรรยาของ Django แล้ว การเป็นชาวต่างชาติยังหมายถึงการเป็น “คนนอก” ในสังคมอเมริกัน เมื่อรวมกับการประกอบอาชีพเป็น “นักล่าค่าหัว” ที่ยึดถือเรื่อง “เงิน” เป็นสำคัญ จึงทำให้ Dr.King มองเรื่องผิวขาว-ผิวดำ ต่างจากที่คนอเมริกันสมัยนั้นมอง และทำให้ Dr.King สามารถผูกสัมพันธ์กับ Django จนกลายเป็นเพื่อนสนิทกันได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวก็ไม่แน่ใจว่าที่ Tarantino กำหนดให้ Dr.King เป็น “เยอรมัน” แทนที่จะเป็นประเทศอื่น เพราะต้องการยั่วล้อประวัติศาสตร์ที่ต่อมา “เยอรมัน” ในช่วงฮิตเลอร์ก็กลายเป็นประเทศที่มีการเหยียดเชื้อชาติรุนแรงครั้งหนึ่งเหมือนกัน ด้วยหรือป่าว
บทบาทของ Dr.King ยังทำให้รู้จักกับอาชีพ “นักล่าค่าหัว” ที่ส่วนตัวเห็นว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน อาชีพนี้ไม่ได้เป็นเพียงอาชีพในหนังเท่านั้น แต่เป็นอาชีพที่มีอยู่จริง ปัจจุบันเองก็ยังมีนักล่าค่าหัวอยู่จำนวนมาก และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมอันซับซ้อนและเป็นเอกลักษณ์ของอเมริกา ซึ่งหากใครเคยดูหนังเรื่อง Domino (2005) ก็คงพอจะคุ้นๆ กับอาชีพนี้มาบ้าง

ในระบบยุติธรรมอเมริกัน เมื่อศาลจะปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหา ศาลมีอำนาจจะเรียกเงินประกันตามจำนวนที่เหมาะสม เพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้ผู้ต้องหาหลบหนี ซึ่งตรงนี้จะคล้ายๆ กับศาลทั่วโลก แต่ในกรณีอเมริกามีการผสานกลไกการตลาดและทุนนิยมเข้ากับระบบยุติธรรม ด้วยการมีบริษัทที่รับวางเงินประกันแทนผู้ต้องหา ในกรณีที่มีเงินไม่พอ โดยบริษัทจะคิดค่าธรรมเนียมบางส่วนจากผู้ต้องหา อย่างไรก็ตาม หากผู้ต้องหาหลบหนี บริษัทเหล่านี้ก็ต้องรับผิดชอบจ่ายเงินประกันเอง หรือไม่ก็ต้องไปตามตัวผู้ต้องหากลับมาให้ได้ ซึ่งนักล่าค่าหัวก็จะรับงานจากบริษัทเหล่านี้เพื่อตามตัวผู้ต้องหากลับมา โดยจะได้ส่วนแบ่งจากเงินประกันราวๆ 10% แต่ใน Django Unchained ดูเหมือนจะเป็นการรับงานจากรัฐโดยตรง อาชีพนี้แม้ส่วนแบ่งเมื่อเทียบกับเงินประกันจะน้อย แต่รวมกันก็เยอะพอควร จึงไม่แปลกที่ Dr.King จะยึดอาชีพนี้ในการเลี้ยงชีพ

ปัจจุบันอาชีพนักล่าค่าหัวก็ยังมีอยู่เป็นจำนวนมากในอเมริกา เพียงแต่อาจไม่ได้รุนแรงหรือจับตายแบบ Dr.King ในหนัง นักล่าค่าหัวที่จะมีอำนาจจับกุมผู้ต้องหาได้ จะต้องได้รับมอบหมายงานจากบริษัทรับวางเงินประกันที่ว่า และในบางรัฐก็จะกำหนดไปด้วยว่า ต้องมีใบอนุญาตหรือผ่านการอบรมมาก่อนแล้วด้วย การจับกุมปัจจุบันก็ไม่เหมือนในสมัยของ Django เพราะปัจจุบันมีกฎหมายควบคุมไม่ให้นักล่าค่าหัวกระทำเกินกว่าเหตุ เช่น ทำร้ายหรือฆ่าผู้ต้องหา เป็นต้น การใช้ระบบนักล่าค่าหัวมีข้อดีคือ มีความยืดหยุ่นกว่าการใช้ตำรวจหรือนายอำเภอ แถมยังเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐ ส่งเสริมการควบคุมกันเองของประชาชนด้วย แต่ก็มีข้อเสียตรงที่นักล่าค่าหัวอาจกระทำการรุนแรงเกินกว่าเหตุ หรือละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องไ้ด้

สำหรับไทยคงยากที่จะใช้ระบบนี้ เพราะอำนาจการจับกุมถูกกำหนดไว้ชัดเจนว่าเป็นของ “ตำรวจ” ประชาชนโดยทั่วไปยังไม่มีแม้แต่สิทธิในการพกอาวุธด้วยซ้ำ แม้ว่าเราจะมีรางวัลนำจับ แต่ก็เป็นเพียงการให้เบาะแสกับทางตำรวจเท่านั้น หาใช้การลงมือจับผู้ร้ายด้วยตัวเอง

 christoph-waltz-django-unchained

 

กล่าวอย่างสรุป Django Unchained เป็นหนังที่ดูแล้วไม่ผิดหวัง และไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตัวหนังมีฉากรุนแรงอยู่จำนวนมาก ดังนั้นใครที่ไม่ชอบแนวเลือดสาด ก็ไม่แนะนำเรื่องนี้แล้วกัน ส่วนคนอื่นๆ เชื่อว่าน่าจะสนุกไปกับหนังได้ไม่ยาก เพียงแต่คงต้องใช้วิจารณญาณในการรับชมสักหน่อย

 

ความชอบส่วนตัว: 9/10
 

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here