[Review] Frozen – เจ้าหญิงน้ำแข็ง

2
28
views
disney-frozen_elsa-wide

เมื่อเอ่ยถึง Walt Disney แล้วนอกเหนือจากเจ้า Mickey Mouse และผองเพื่อนแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นภาพจำของค่ายนี้ก็คือเหล่า “เจ้าหญิงดิสนีย์” แสนสวยและน่ารัก ซึ่งได้ทำออกมาหลายเรื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จากยุคสมัยของ 2 มิติ มาเป็น 3 มิติครองเมือง แต่ก็เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งหนังแนวเจ้าหญิงก็ต้องเผชิญกับ “การเปลี่ยนแปลง” เพราะหนังการ์ตูนแบบเจ้าหญิง-เจ้าชาย เน้นความโรแมนติก แฟนตาซี เพ้อฝัน อาจไม่ตอบโจทย์คนดูในยุคใหม่อีกแล้ว แต่จะเปลี่ยนแปลงอย่างไรละ ให้เหล่าเจ้าหญิงดิสนีย์ยังมีทียืนอยู่ในวงการ ไม่ได้ถูกผลักให้หายไปเลย

“Frozen” คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่พยายามหาเส้นทางใหม่ แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงความคลาสสิคแบบดั้งเดิมของเจ้าหญิงดิสนีย์ไว้ การเล่นกับการเปลี่ยนผ่านเปลี่ยนแปลงของ Frozen เห็นได้ชัดตั้งแต่ Animation สั้นที่ฉายปะหน้าตัวหนัง ซึ่งครั้งนี้เลือกใช้เรื่อง “Get a Horse” โดยนำตัวละครอย่าง Mickey Mouse และผองเพื่อนมาเป็นตัวแสดงหลัง Animation สั้นเรื่องนี้เปิดด้วยภาพการ์ตูน 2 มิติ ขาว-ดำ ในสัดส่วนภาพแบบสมัยก่อน ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น Animation 3 มิติ สีสันสดใส สัดส่วนภาพแบบปัจจุบัน และตัว Get a Horse ก็เล่นกับความเป็น 2 มิติและ 3 มิติ แบบนี้สลับไปมา ซึ่งนอกเหนือจากความสนุกและความน่ารักที่ได้รับแล้ว Get a Horse ยังบอกกับเราด้วยว่า ตัวละครคลาสสิคที่เหมือนจะเชยไปแล้วอย่าง Mickey Mouse ก็สามารถเปลี่ยนแปลงและโลดเล่นในยุค 3 มิติปัจจุบันได้ โดยที่ยังเอกลักษณ์แบบดั้งเดิมไว้

มาที่ตัว Frozen เป็นเรื่องราวของ 2 เจ้าหญิงพี่น้อง “Elsa” และ “Anna” ที่องค์พี่มีพลังพิเศษสามารถเปลี่ยนทุกอย่างเป็นน้ำแข็งได้ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน Elsa จึงเลือกปกปิดความสามารถนี้ไว้ไม่ให้ใครรู้แม้กระทั่งน้องสาว แต่แล้ววันหนึ่ง Anna ก็ไปทำให้ Elsa หลุดใช้พลังมาโดยไม่ต้องใจ ทำให้เมืองกลายเป็นน้ำแข็ง ชาวเมืองต่างกดดันจน Elsa ต้องหนีไปจากเมือง Anna จึงต้องไปตามหาพี่สาวเธอกลับมา เพื่อให้เมืองกลับมาเป็นปกติ และพิสูจน์กับชาวเมืองว่าพี่สาวเธอไม่ใช่ปีศาจร้าย

ตัว Animation ยังคงสไตล์แบบเจ้าหญิงดิสนีย์หลายอยู่ ทั้งเรื่องราวของเจ้าหญิง-เจ้าชาย และแนวการดำเนินเรื่องที่นำความเป็น Musical เข้ามาประกอบ พูดสลับร้อง ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าหญิงดิสนีย์ไปแล้ว แต่ในความคลาสสิคนี้ Frozen ก็มีความเปลี่ยนแปลงและฉีกขนบหลายอย่าง ทั้งงานภาพที่เปลี่ยนจากการ์ตูน 2 มิติมาเป็นแบบ Animation (จริงๆ ก็เปลี่ยนมาหลายปีแล้ว) การที่ให้ในเรื่องมีเจ้าหญิง 2 คน และเป็นตัวหลักด้วยกันทั้งคู่ ขณะที่บทบาทของเจ้าชายกลับมีไม่เยอะนัก เนื้อเรื่องช่วงท้ายก็ฉีกขนบหนังแนวเดียวกัน แต่ที่สำคัญที่สุดคือการวางลักษณะนิสัยของตัวเจ้าหญิงทั้ง 2 คน “Elsa” และ “Anna”

ในขณะที่เจ้าหญิงดิสนีย์สมัยก่อนถูกมองว่าติดอยู่กับภาพความเพ้อฝัน ต้องรอคอยเจ้าชายมาจุมพิตเพื่อให้พ้นจากคำสาปร้าย เป็นผู้ที่รอคอยการช่วยเหลือมากกว่าจะทำอะไรด้วยตัวเอง แต่เจ้าหญิงใน Frozen กลับต่างออกไป Disney ได้ใส่ความเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ 2 แบบไว้ในตัว Elsa และ Anna โดยตัว Elsa เจ้าหญิงคนพี่ คือตัวแทนของผู้หญิงที่เชื่อมั่นในตัวเองและมองว่าเธอสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องให้ใครมากำหนดชีวิต เป็นภาพผู้หญิงแกร่ง ที่ผู้หญิงหลายคนในปัจจุบันยึดเป็นแบบอย่าง ขณะที่ตัว Anna เจ้าหญิงคนน้อง คือตัวแทนผู้หญิงโก๊ะๆ ที่ไม่ได้ Perfect ไปเสียทุกอย่าง มีความมึน ความซึน ความบ้าๆ บอๆ อยู่ในตัว (แบบพวกนางเอกเกาหลี) แต่แม้จะโก๊ะๆ แค่ไหน Anna ก็เป็นคนที่ทำอะไรทำจริงและไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ แม้จะลำบากสักเท่าไหร่ ทั้ง 2 คนจึงฉีกขนบเทพนิยายเจ้าหญิงดิสนีย์ออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะพวกเธอไม่รอให้เจ้าชายมาช่วยแล้ว แต่พวกเธอเลือกที่จะลงมือทำด้วยตัวเอง

และไม่รู้เป็นความตั้งใจของ Disney หรือเปล่า แม้แต่เพลงที่ใช้ในเรื่อง Frozen ก็สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงคือมีความ Pop ขึ้นมาก หลายเพลงฟังไม่เหมือน Musical แต่เหมือนเพลงวัยรุ่นฮิตๆ ทั่วไปที่ร้องกันอยู่ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม แม้เพลงจะ Pop ขึ้น แต่ความไพเราะของเพลงยังคงอยู่เหมือนเดิม ทั้งนี้ รอบที่ผมไปดูเป็นเวอร์ชั่นพากย์ไทย ซึ่งได้นักร้องตัวจริงอย่าง แก้ม วิชญานี มาพากย์เสียง Elsa และ หนูนา หนึ่งธิดา มาพากย์เสียง Anna ซึ่งทำได้ดียอดเยี่ยมทีเดียว (พากย์ไทยของ Disney) ไม่ค่อยมีปัญหาอยู่แล้ว) จะมีขัดๆ บ้างตรงบางคำของเพลงเวลาเอามาแปลงเป็นภาษาไทยแต่ยังร้องด้วยโน๊ตแบบเดิม อาจฟังไม่ค่อยรู้เรื่องบ้าง ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะข้อจำกัดทางภาษาขวางกั้นอยู่

ในส่วนของงานด้านภาพ Frozen เป็นงาน Animation ที่ภาพสวยมาก เรียกได้ว่าสวยที่สุดในปีนี้แล้ว สวยตั้งแต่ตัวเจ้าหญิงที่ออกแบบได้น่ารักมาก ไปจนถึงจาก Effect ต่างๆ ในเรื่อง โดยเฉพาะฉากปลดปล่อยพลังของ Elsa ที่สวยงามแบบสุด ยิ่งฉากนั้นใช้เพลง Let it Go ด้วยยิ่งส่งเสริมความยิ่งใหญ่ของฉากเข้าไปอีก โดยรวมแล้ว Frozen จึงเป็นงาน Animation ที่เหนือคาดมาก (เพราะตัวอย่างทำได้ไม่น่าดูเสียเลย) และก็เป็นความสำเร็จของ Disney ที่ปลุกชีวิตให้หนังแนวเจ้าหญิงดิสนีย์ได้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งหนึ่ง
 

ความชอบส่วนตัว: 9/10

princess_anna_frozen-wide

2 COMMENTS

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here