[Review] Gravity – เคว้งคว้างกลางอวกาศ

3
23
views
gravity_ver4_xlg

เนื้อเรื่อง… Gravity เป็นเรื่องของเหล่านักบินอวกาศประจำยาน Explorer ซึ่งในระหว่างปฏิบัติภารกิจบนห้วงอวกาศ ทางรัสเซียได้ระเบิดดาวเทียมของตัวเองทิ้ง ส่งผลให้เศษชิ้นส่วนของดาวเทียมกระจายไปทั่วและชนเข้ากับยาน Explorer จนทำให้นักบินอวกาศบนยานเสียชีวิตเกือบหมด เหลือเพียง “Dr. Ryan Stone” (Sandra Bullock) และ “Matt Kowalski” (George Clooney) ที่ต้องหาทางเอาตัวรอดให้ได้ด้วยการเดินทางไปยังสถานีอวกาศที่ใกล้เคียงที่สุด ก่อนที่อ๊อกซิเจนในชุดจะหมดลง และการติดสื่อสารกับพื้นโลกถูกตัดขาด

ว่ากันที่เนื้อเรื่องแล้ว บอกได้เลยว่า “แทบไม่มีอะไร” ใครที่คาดหวังว่า Gravity จะเป็นหนัง Sci-fi ที่เต็มไปด้วยบทอันสุดลึกล้ำจึงอาจผิดหวังได้ เพราะประเด็นของเรื่องมีเพียงการหาทางกลับมาสู่พื้นโลกให้ได้ ตัวหนังแทบไม่ปูเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเลย รวมไปถึงไม่มีเล่าย้อนหลังถึงประเด็นความเป็นมาของแต่ละคน ไม่มีจูงใจให้มาทำงานบนอวกาศ ไม่มีประเด็นดราม่าที่เกี่ยวกับคนบนพื้นที่โลก ทุกอย่างโฟกัสอยู่แค่ในห้วงอวกาศเท่านั้น ซึ่งถ้าเป็นหนังเรื่องอื่น ก็คงไม่แคล้วเป็นอีกเรื่องที่น่าเบื่อ แต่สำหรับ Gravity แม้เนื้อเรื่องจะน้อยนิด แต่องค์ประกอบอื่นกลับส่งเสริมให้เรื่องนี้ไม่น่าเบื่อ แถมยังน่าประทับใจแบบสุดๆ

อารมณ์… เนื้อเรื่องอาจจะน้อย แต่อารมณ์ความกดดันมาเต็มเปี่ยม เหนือแรงโน้มถ่วงยังมีแรง (ความ) กดดัน ตลอดเวลาชั่วโมงครึ่งของหนัง ไม่มีจุดที่น่าเบื่อเลย เพราะหนังทำให้เราได้ลุ้นได้กดดันไปตลอดว่า Dr.Ryan และ Matt จะรอดกลับมาโลกหรือไม่ ลำพังแค่การให้สถานที่คืออวกาศที่ไร้ซึ่งอากาศหายใจก็ชวนให้กดดันแล้ว เมื่อรวมกับการดำเนินเรื่องและปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นออกซิเจนที่กำลังจะหมด เชื้อเพลิงยานที่หมดลง หรือเศษขยะอวกาศที่พร้อมจะปลิวมาทำลายยานอีกรอบ ยิ่งทำให้เรื่องกดดันเข้าไปใหญ่ การถ่ายภาพที่แทนสายตานักแสดงในหลายๆ ฉากทำให้รู้สึกเหมือนเป็นตัวนักอวกาศที่ประสบเหตุจริงๆ Sound Effect โดยเฉพาะเสียงหายใจตัดสลับกับอวกาศที่ไร้ซึ่งสุ้มเสียง ยิ่งทำให้เรากดดันเข้าไปอีก และอดคิดไม่ได้ว่าหากเป็นเราจะยังคงไขว่คว้าหาทางรอดหรือยอมตายไปในอวกาศกันแน่ อารมณ์ความกดดันทั้งหมดนี้ทำให้เราแทบจะลืมเนื้อเรื่องที่ไม่มีอะไรไปได้เลย

พลังการแสดง… Gravity เป็นหนังที่ใช้นักแสดงน้อยมาก มีนักแสดงหลักเพียง 2 คนคือ George Clooney และ Sandra Bullock มีตัวประกอบอีก 2-3 คน และที่มาแต่เสียงอีก 2 คน ส่งผลให้ภาระหลักตกไปอยู่ที่ 2 นักแสดงหลัก โดยเฉพาะ Sandra Bullock ที่ต้องรับหน้าที่แบกหนังไว้เกือบทั้งเรื่อง และก็พิสูจน์ว่าเธอทำได้ ตัวหนังอาจไม่ใช่ดราม่าจัดๆ ที่เปิดโอกาสให้นักแสดงได้แสดงอารมณ์อย่างเต็มที่ แต่ Sandra สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของความกดดันมาได้อย่างเพอร์เฟค ไม่มีโอเวอร์แอ็ค ไม่มีการปะทะคารม แต่แค่สีหน้า แววตา และการพูดรำพึงรำพันคนเดียว ก็เพียงพอแล้วที่น่าจะทำให้เธอได้เข้าชิง Oscar สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในปีหน้า

นอกจาก Sandra แล้ว อีกคนที่ไม่กล่าวไม่ได้ก็คือ George แม้ในเรื่องจะไม่โอกาสได้โชว์เท่า Sandra แต่ George ก็ยังไว้ลายการแสดง และทำให้เราเชื่อได้ว่าเขาคือนักบินอวกาศผู้มากประสบการณ์ ซึ่งพร้อมเผชิญกับทุกสถานการณ์และจะเป็นสถานการณ์ที่ไม่มีทางออกก็ตาม อารมณ์ขันของตัวละคร Matt ยังทำให้เรื่องช่วยผ่อนคลาย และเขายังเป็นคนสำคัญที่เปลี่ยนความกดดันจนสิ้นหวังของ Ryan ให้เป็นพลังในการมีชีวิตรอดอีกครั้ง

Sci-fi และศรัทธา… หนังใช้องค์ประกอบของวิทยาศาสตร์ได้คุ้มค่ามาก เหตุการณ์ที่เป็นต้นตอของเรื่องราวสามารถอธิบายได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ และมีโอกาสเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่จำนวนขยะอวกาศทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ใครที่ชื่นชอบอวกาศก็คงกรี๊ดกร๊าดกันไม่น้อย เพราะนอกจากเรื่องนี้จะพาไปชมทิวทัศน์ของอวกาศที่บอกเลยว่าสวยจับใจแล้ว ยังมีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับสถานีอวกาศ ISS และสถานีอวกาศเทียนกงของจีนด้วย อย่างไรก็ตาม Gravity ก็ไม่ใช่หนัง Sci-fi จ๋าเพราะช่วงท้ายเรื่องหนังยังแทรกเรื่องความเชื่อความศรัทธาเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปบนสถานีอวกาศหรือความฝันของ Ryan ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยพลิกฟื้นความสิ้นหวังมาให้เป็นความหวังได้ เป็นการยืนยันว่าศรัทธาและความเชื่อยังมีที่ยืนและมีความสำคัญ แม้ในที่ๆ เป็นวิทยาศาสตร์สุดๆ อย่างสถานีอวกาศก็ตาม

อวกาศ… ถ้าอารมณ์ความกดดันและการแสดงอันยอดเยี่ยมยังไม่เพียงพอ บอกได้เลยว่างานด้านภาพของ Gravity ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน เรียกว่าไปดูแค่ภาพก็คุ้มแล้ว หนังรังสรรค์ฉากอวกาศได้อย่างสวยงามและลึบลับอันตรายไปในขณะเดียวกัน ภาพโลกที่มองจากเบื้องบนก็สวยงามและเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้ Ryan และ Matt สู่ต่อเพื่อจะกลับไปสู่พื้นโลกให้ได้ หนังยังเน้นการถ่ายแบบ Long Take โดยเฉพาะช่วงต้นที่เป็น Long Take ยาวนานกว่า 10 นาที แต่ก็ไม่ทำให้รู้สึกน่าเบื่อเลย การแพลนกล้องไปมา จากนักแสดงไปอวกาศ จากอวกาศไปโลก จากโลกไปยาน จากยานไปที่นักแสดงอีกครั้ง ทำให้อย่างเหมาะเจาะ ได้ทั้งความสวยงาม และอารมณ์ของเรื่องราว จนต้องซูฮกให้กับความสามารถในการถ่ายทำเลย

Gravity ยังเป็นหนังที่ใช้ความเป็น 3D ได้อย่างคุ้มค่า และไม่รู้สึกว่ายัดเยียดเลย เพราะมันกลืนเข้าไปกับเนื้อเรื่อง ฉากเศษขยะอวกาศพุ่งชนยาน ทำให้รู้สึกเหมือนมันจะพุ่งมาทางเราจริงๆ ภาพสถานีอวกาศก็ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ไม่น้อย แม้แต่ฉากภายในยาน ซึ่งไร้แรงโน้มถ่วง หนังก็ใส่ใจในรายละเอียดการลอยของสิ่งต่างๆ เสมือนว่าเราอยู่ในยาน ความเป็น 3D ยังช่วยส่งเสริมตัวหนังด้วย เช่น น้ำตาที่หนัง 3D ทำให้เห็นอย่างชัดเจนถึงหยดน้ำตาที่ลอยไปมา ช่วยดึงอารมณ์ความสิ้นหวังให้จมลงไปอีกได้เป็นอย่างดี ถ้าปีก่อนมี Life of Pi ที่แนะนำว่ายังไงก็ต้อง 3D ปีนี้ก็มี Gravity นี่แหละที่ต้อง 3D เท่านั้น และถ้า IMAX ได้ยิ่งดีเลย

ความชอบส่วนตัว: 10/10

 

GRAVITY

 

3 COMMENTS

  1. หนังดีอีกเรื่องที่ผมเสียดายที่ไม่ได้ดูระบบ3D แต่2D ปกติก็ทำผมลุ้นระทึกไปมากเลย(เห็นsandra ในชุดอวกาศ นึกถึงเอลเลน ริปลี่ย์เลย ถ้าไปเล่นหนังเอเลี่ยนเป็นน้องสาวของเอลเลนก็น่าเช่อได้นะครับ อิอิ)

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here