[Review] Guardian of the Galaxy – ความเสี่ยงที่จำเป็นของ Marvel

3
138
views

guardian-of-the-galaxy-poster1

 

-1-

“Guardian of the Galaxy” ถือเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ของ “Marvel” พอๆ กับตอน “Iron Man” ที่เป็นการเดิมพันว่า การลงมาทำหนังเองของ Marvel จะประสบความสำเร็จหรือป่าว หาก Iron Man ซึ่ง ณ ตอนนั้นไม่ใช่ตัวการ์ตูนที่โด่งดังเท่าไหร่ และนักแสดงนำก็เริ่มตกยุคแล้ว ผลออกมาล้มเหลว ก็คงไม่มีหนัง Marvel เรื่องอื่นตามมา เช่นเดียวกันกับ Guardian of the Galaxy ที่ Marvel เลือกจะเสี่ยงอีกครั้งด้วยการหยิบเอาตัวการ์ตูนที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักมาทำเป็นหนัง และยังเป็นหนังที่ดำเนินเรื่องในอวกาศทั้งเรื่อง แต่มันเป็น “ความเสี่ยงที่จำเป็น” เพราะหากผลออกมาดี “Guardian of the Galaxy” จะเป็นหนังที่ปูไปสู่การขยายเรื่องราวจักรวาล Marvel ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และยังเป็นการพิสูจน์ว่าชื่อของ “Marvel” ติดตลาดพอหรือยัง ที่จะทำให้คนตีตั๋วมาดูหนังของ Marvel แม้ว่าจะไม่รู้จักตัวการ์ตูนนั้นก็ตาม

 

-2-

จุดดีและจุดเด่นของ Marvel คือพวกเขาไม่เร่งรีบในการขยายจักรวาล แต่ใช้วิธีค่อยเป็นค่อยไป อาจเห็นผลช้า แต่ถ้าทำได้ ก็จะเป็นความสำเร็จในระยะยาว ก่อนหน้านี้ Marvel เคยพาเราไปท่องจักรวาลมาแล้วใน “Thor” แต่ก็เหมือนจะยังไม่ประสบความสำเร็จนัก และเรื่องราวใน Thor ก็ยังยึดโยงกับโลกเป็นหลัก แต่กลับ “Guardian of the Galaxy” ไม่ใช่ หนังเรื่องนี้ถูกวางตำแหน่งให้ขยายจักรวาลไปให้ไกลกว่านั้น และปรับอารมณ์ให้คนดูเตรียมพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ของจักรวาล Marvel ในอนาคต การที่หนังแทบไม่ยึดโยงกับโลก และไม่กล่าวถึงเหล่าฮีโร่ใน The Avengers เลย ก็เพื่อทำให้เราคุ้นชินกับโลกอวกาศก่อน ซึ่งถ้าเราคุ้นชินเมื่อไหร่ ต่อไปหากจักรวาล Marvel จะมีเรื่องของเวทย์มนตร์ วิญญาณ ย้อนอดีต จักรวาลคู่ขนาน ฯลฯ ก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป และสุดท้ายเมื่อ Marvel เอา “The Avengers” มาเจอ “Thanos” หรือตัวละคร/วายร้ายระดับ “Cosmic Being” (มีพลังระดับทำลายล้างดวงดาวหรือจักรวาล) ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดูขัดความรู้สึกหรือออกทะเลอีกต่อไป

 

-3-

“Guardian of the Galaxy” ทำได้สำเร็จ หนังสร้างอวกาศที่เราพอจะเชื่อถือได้ แม้จะมีหลายอย่างที่ยังรู้สึกเหมือนลิเกอวกาศอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่รับได้กว่าตอน Thor ส่วนหนึ่งเกิดจากหนังเลือกใช้อวกาศในแบบ Star Trek มาช่วงสร้างจักรวาล และให้เอกลักษณ์เรื่องความขบขันมากลบส่วนด้อยๆ หรือไม่สมเหตุสมผลต่างๆ เอาไว้ พร้อมๆ กับทำหน้าที่สร้างความคุ้นเคยในจักรวาล Marvel ให้กับคนดู “Guardian of the Galaxy” ก็ยังทำหน้าที่ขยายความเพิ่มเติมถึง “Infinity Gems” ไอเท็มสำคัญในจักรวาล Marvel ซึ่งตาม Comic จะถูกรวบรวมโดย “Thanos” กลายเป็นถุงมือเทพอันทรงพลัง โดยวายร้ายอย่าง “Thanos” จะออกมาเต็มตัวและกลายเป็นบอสหลักใน “The Avengers 3” ต่อไป ตัวหนังยังมี Easter Egg อีกมากมาย ดังนั้น คนที่น่าจะดูหนังเรื่องนี้ได้สนุกที่สุด ก็คือคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ Marvel และรู้เรื่องราวใน Comic เป็นอย่างดี

 

-4-

หนังทำหน้าที่ได้ตามเป้าหมายในแง่จักรวาล Marvel แต่ในแง่ของตัวหนัง Guardian of the Galaxy เอง ก็ถือว่าทำได้อย่างน่าพึงพอใจ หนังเลือกสร้างจุดเด่นให้ตัวเองโดยการเน้นมุขตลกแบบเกรียนๆ ที่คาดไม่ถึง บวกด้วยการใช้ดนตรีประกอบแบบย้อนยุคช่วงปี 70-80 ซึ่งแม้จะขัดกับภาพความไฮเทคก้าวล้ำของอวกาศในเรื่อง แต่ก็กลายเป็นว่าความขัดนั้นไปส่งเสริมความตลกขบขันที่เป็นแนวทางของเรื่องได้เหมาะเจาะ อย่างไรก็ตาม ในแง่ของเนื้อเรื่องนั้นก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ หนังอาจประสบความสำเร็จในการกระจายบทให้ตัวละครหลักทั้ง 5 เด่นพอๆ กัน ในแบบที่เคยทำได้ใน The Avengers แต่อาจเพราะหนังไม่ได้ปูพื้นให้กับแต่ละตัวละครมากนัก เลยยังไม่ถึงขั้นรู้สึกผูกพันกับตัวละคนเท่าไหร่ ที่สำคัญแม้จะเป็นแนวกลุ่ม Superheroes แต่ก็ยังไม่สัมผัสถึงพลังของความเป็นกลุ่มแบบ 5 คน/ตัวเท่าไหร่ แต่จะเห็นความสัมพันธ์เป็นคู่ๆ แทนทั้งระหว่าง “Rocket” กับ “Groot” “Groot” กับ “Drax” “Drax” กับ “Gamora” “Gamora” กับ “Star-Lord” และ “Star-Lord” กับ “Rocket” อยู่เป็นคู่ๆ เห็นถึงความผูกพัน/มิตรภาพ แต่พออยู่เป็นกลุ่มกลับไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่

 

-5-

ปัญหาสำคัญอีกอย่าง “Guardian of the Galaxy” ซึ่งก็เป็นปัญหาเดียวกับหนัง Marvel ส่วนใหญ่ นั่นคือ “ตัวร้าย” สำหรับเรื่องนี้บอสหลักคือ “Ronan” โดยมีบอสลับคือ “Thanos” ซึ่งมีสถานะแทบไม่ต่างจาก “Ivan Vanko” ใน “Iron Man 2″ ” “Makekith” ใน “Thor: The Dark World” หรือ “Red Skull” ใน “Captain America: The First Avenger” ที่ปูมาเหมือนกับว่าร้ายกาจ แต่สุดท้ายก็โดนจัดการได้ง่ายๆ กลายเป็นตัวร้ายที่ไม่มีความน่ากลัวหรือน่าจดจำอะไร และผ่านไปสักพักเราอาจจะลืมไปด้วยซ้ำว่า ตัวร้ายในเรื่องนั้นชื่อว่าอะไร การขาดคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ มีผลทำให้การลุ้นระทึกในช่วง Climax ลดลงไปพอควร ก็ได้แต่คาดหวังว่า “Thanos” ที่ปูมาหลายเรื่องว่าจะเป็นบอสใหญ่สุดในจักรวาล Marvel จะไม่ลงเอยในสภาพเช่นนี้ จริงๆ หนัง Marvel ก็มีตัวร้ายที่น่าจดจำ นั่นคือ “Loki” ใน “Thor ทั้ง 2 ภาคกับ The Avengers” และ “Winter Soldier” ใน “Captain America: The Winter Soldier” แต่ทั้ง 2 คนก็ไม่ได้ถูกวางให้เป็นตัวร้าย 100%

 

-6-

โดยส่วนตัว “Guardian of the Galaxy” ไม่ได้เป็นหนังที่ถึงขั้นฉีกแนว Marvel ออกมา หนังยังมีหลายอย่างที่ดูแล้วรู้ว่านี่แหละ Marvel ทั้งโทนเรื่อง ความตลก และลักษณะคาแรกเตอร์ตัวละคร ถ้าพูดถึงหนังที่ฉีกแนว Marvel มากสุด ส่วนตัวยกให้ “Captain America: The Winter Soldier” ซึ่งเน้นความจริงจังกว่าหนัง Marvel ทุกเรื่องรวมกัน มองในแง่หนัง Action Sci-fi เรื่องนี้ก็ถือว่าสนุกสนานตามมาตรฐาน มีความมันส์ ฉาก Action ที่ให้ลุ้น แต่หากมองในฐานะ 1 ในหนังจักรวาล Marvel “Guardian of the Galaxy” จะกลายเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมทันที เพราะโจทย์ที่ตั้งไว้กับเรื่องนี้มันยากมาก แต่หนังก็ยังทำได้สำเร็จ และที่สำคัญหนังทำให้ Phase ต่อไปของ Marvel สามารถก้าวไปได้อย่างมั่นคง อีกอย่างหลังจากนี้ไม่ว่า Marvel จะหยิบตัวละครอะไรมาทำหนัง จะดังหรือไม่ดัง แค่บอกว่าเป็นหนัง Marvel ก็พอจะการันตีความน่าสนใจได้แล้ว
 
 
 
 
 

2 ข้อสุดท้ายมีเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ (Spoil)

 
 
 
 
 

-7-

อย่างที่กล่าวไว้ว่า Guardian of the Galaxy มีการอธิบายเพิ่มเติมถึง “Infinity Gems” โดยอัญมณีนี้มีอยู่ด้วยกัน 6 อัน ณ ตอนนี้โผล่มาแล้ว 4 อัน ประกอบด้วย “Tesseract” ซึ่งปรากฎใน Captain America: The First Avenger และ The Avengers สีฟ้า มีพลังในการเคลื่อนย้ายข้ามมิติ (Space) “Aether” ปรากฎใน Thor: The Dark World สีแดง มีพลังในการทำลายล้าง (Power) “ไม้เท้าของโลกิ” ใน The Avengers สีเขียว มีพลังในควบคุมจิตใจ (Mind) และ “Orb” ปรากฎใน Guardian of the Galaxy มีสีม่วง น่าจะเป็นอัญมณีที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงความจริง (Reality) ยังเหลืออีก 2 อันคือ Soul มีพลังในการถอดจิต และ Time เปลี่ยนแปลงเวลา มีการคาดหมายกันว่า อัญมณี Soul น่าจะโผล่มาในเรื่อง “Doctor Strange” หนึ่งในโปรเจคหนังช่วง Phase III และที่แน่ๆ สุดท้ายทั้ง 6 อันจะกลายมาเป็นอาวุธของ Thanos ในที่สุด

 

-8-

สุดท้าย เช่นเดียวกับหนัง Marvel เรื่องอื่นๆ Guardian of the Galaxy มีฉาก End Credit เหมือนกัน โดยมีด้วยกัน 2 ฉาก ฉากแรกไม่ต้องรอนานมาหลังจากหนังจบทันที เหมือนมุขขำๆ ของเรื่อง แต่ที่สำคัญคือฉากที่ 2 ซึ่งมาช่วงหลัง Credit ขึ้นหมดแล้ว โดยฉากดังกล่าว อาจต้องเป็นแฟน Marvel ระดับพันธุ์แท้หน่อยถึงพอจะเข้าใจว่าคืออะไร สำหรับคนที่อาจไม่รู้จัก ตัวละครใหม่ในฉากนั้นคือ “Howard the Duck” ซุปเปอร์ฮีโร่เป็ด จากโลกในมิติคู่ขนาน ที่ Marvel สร้างขึ้นเพื่อล้อเลียน Disney เคยถูกทำเป็นหนังครั้งหนึ่งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ การใส่ Howard the Duck เข้ามา นัยหนึ่งอาจเป็นแค่แีก๊กนึง แต่อีกนัยหนึ่งหนึ่งอาจเป็นการบอกใบ้ว่า Marvel อาจหยิบเรื่องนี้มาทำใหม่อีก ก็ในเมื่อเราสามารถมีซุปเปอร์ฮีโร่เป็น แรคคูนหรือต้นไม้ได้ ทำไมเราจะมีซุปเปอร์ฮีโร่เป็นเป็ดไม่ได้

 

 

ความชอบส่วนตัว: 7/10

 

Guardians-of-the-Galaxy-Group

3 COMMENTS

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here