[Review] Isle of Dogs – ไหนว่า..หมาคือเพื่อนที่ดีสุดของมนุษย์

0
103
views

ญี่ปุ่นมีมาตรการในการจัดการปัญหาหมาจรจัดอย่างหนึ่งก็คือ “Set Zero” เอาหมาจรจัดที่ไม่สามารถหาเจ้าของได้ และไม่มีคนรับไปเลี้ยงภายในเวลาที่กำหนด มารมแก๊สเพื่อให้ตาย ฟังดูเป็นวิธีที่ไร้มนุษยธรรมสิ้นดี และคงเป็นข้อถกเถียงทางศีลธรรมกันได้ยาว ในไทยตอนที่มีข่าวโรคพิษสุนัขบ้าระบาด ก็มีการเสนอวิธีการในลักษณะแน่นี้ แน่นอนว่าเมืองไทยเมืองพุทธเราต่อต้านวิธีการแบบนี้ ขนาดจะจับทำหมัน บางคนยังต่อต้านเลย (แต่พอบอกจะให้เอาไปเลี้ยง..กลับหนีหายไปหมด)

“Isle of Dogs” หยิบเอาการ Set Zero หมาเป็นประเด็นหลักของเรื่อง เมื่อญี่ปุ่นในอนาคตประสบปัญหาโรคระบาดจากหมา “Kobayashi” (Kunichi Nomura) นายกเทศมนตรีของเมืองจึงเตรียม Set Zero หมาทุกตัวในประเทศไม่เว้นแม้แต่สุนัขเลี้ยง เริ่มต้นด้วยการจับไปปล่อยในเกาะร้าง แต่หนึ่งในคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ก็คือ “Atari” หลานชายของ Kobayashi และเขาเลือกจะออกเดินทางตามหาหมาของเขายังเกาะแห่งนี้ ขณะเดียวกันกลุ่มคนรักหมาในเมือง ก็วางแผนจะล้มล้างคำสั่ง Set Zero ของ Kobayashi ลงเช่นกัน

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานของ “Wes Anderson” ที่ส่วนตัวประทับใจกับผลงาน “The Grand Budapest Hotel” ของเขามาก เรื่องนี้เป็นการกลับมาทำหนัง Animation สไตล์ Stop-Motion อีกครั้ง ซึ่งงานด้านภาพนั้นช่างน่าประทับใจ โมเดลหมาแต่ละตัวทำออกมาได้น่ารัก การเคลื่อนไหวต่างๆ ขนที่ปลิวก็ค่อนข้างสมจริง ยิ่งด้วยความเป็น Stop-Motion ทำให้เรารู้สึกถึงความจับต้องได้ของมันด้วย แถมยังคงด้วยเอกลักษณ์งานภาพและการเล่าเรื่องสไตล์ Wes ทั้งเรื่องขององค์ประกอบความสมมาตร การใช้โทนสีอันโดดเด่น รวมถึงมุขตลกที่ทั้ง Dark กวนตีน และสดใสไปในขณะเดียวกัน ใครเป็นแฟนสไตล์ Wes น่าจะชอบเลย

เพียงแต่…โดยรวมเราค่อนข้างผิดหวังนะ ปัญหาอย่างหนึ่งของ Isle of Dogs คือ หนังมีความสุ่มเสี่ยงจะโดนหาว่า “เหยียดเชื้อชาติ” (Racist) ได้ง่ายมาก คือก่อนหน้านี้ได้ข่าวมาว่า มีบางกลุ่มออกมาด่าว่าหนังเหยียดญี่ปุ่น ตอนนั้นยังคิดเลยว่า “เว่อร์ไปป่าว” แต่พอดูจริงๆ ก็ใช่นั่นแหละ ญี่ปุ่นใน Isle of Dogs คือ Stereotypes เดิมๆ ที่ฝรั่ง (อเมริกัน) มีต่อญี่ปุ่น ทั้งเรื่องตัวเหลือง ฟันไม่สวย สวมรองเท้าเกี๊ยะ กลอนไฮกุที่พูดถึงอะไรก็ไม่รู้ ต้องมีตัวละครที่เป็นยากูซ่ากับรอยสักเต็มแผ่นหลัง ต้องมีฉากแข่งซูโม่ ต้องมีฉากบลาบลา… ซึ่งถึงจะมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภาพที่ทำให้ตะวันตกหลงใหลในความเป็นญี่ปุ่นก็เถอะ แต่มันซ้ำเดิมจนรู้สึกว่าญี่ปุ่นในปัจจุบันไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน เหมือนกับเวลามีหนังที่พูดถึงไทยแล้วจะต้องมีฉากช้าง วัด มวยไทย มันก็เบื่อๆ เหมือนกัน แต่ก็พอเข้าใจแหละว่า Wes Anderson อาจโตมากับการรับรู้ภาพญี่ปุ่นในแบบนี้ เลยถ่ายทอดมาแบบนี้

ยิ่งไปกว่านั้น คือการพยายามยัดให้ตัวละคร “Tracy Walker” (Greta Gerwig) นักเรียนแลกเปลี่ยนชาวอเมริกันเป็นฮีโร่ ด้วยการสร้างภาพให้เธอเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อหมา ในขณะที่คนญี่ปุ่นอื่นถ้าไม่เข้ากับ Kobayashi ก็ท้อแท้จนไม่อยากลุกขึ้นสู้ ความรักหมาของเธอถึงขั้นทำให้เธอมีสิทธิไปกระชากคอด่าคนญี่ปุ่นที่ไม่ลุกขึ้นสู้ จุดนี้แหละที่ทำให้สุ่มเสี่ยงจะโดนโจมตีว่าเป็น “ฟอกขาว” (Whitewashing) ได้ง่ายมาก แถมยังอาจโดนโจมตีว่า “อนุรักษ์นิยม” ด้วย เพราะในหนังค่อนข้างจิกกัด “ประชาธิปไตย” พอควรโดยเฉพาะเรื่องของการโหวต ที่ถูกทำให้เหมือนเป็นแค่เรื่องพวกมากลากไป และคนสามารถโดนปั่นได้ง่ายมาก (หรือจริงๆ Wes อาจจะต้องการประชดซ้อนประชดอีกทีก็ได้นะ)

อย่างไรก็ตาม สิ่งทีทำให้เรารู้สึกไม่อินกับหนังจริงๆ คือทัศนคติในเรื่อง หนังเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “ไหนว่า..หมาคือเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์” แต่เอาเข้าจริงแล้ว เราไม่ได้รู้สึกว่ามนุษย์ในเรื่อง แม้กระทั่งฝั่งของตัวเอกที่บอกว่ารักหมา จะมองหมาเป็นเพื่อนเลย หากแต่มองเป็นลูกน้องที่ต้องเชื่อฟังคำสั่งของเจ้านาย อีกอย่างก็จะรู้สึกแปลกๆ นิดนึง เพราะเริ่มแรกเหมือนหนังจะสนับสนุนสิทธิสัตว์ แต่ไปๆ มาๆ ก็เลือกจะสรุปว่า “หมาที่ดีต้องมีเจ้าของ”

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องคือ “Chief” (Bryan Cranston) หมาจรจัดที่เดิมไม่เห็นว่าการมีเจ้าของเป็นสิ่งจำเป็น เขาสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ขณะที่หมาตัวอื่นในเกาะเป็นหมาที่มีเจ้าของมาก่อน และใฝ่ฝันอยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม จนกระทั่งการมาของ “Atari” ที่ถึงจะรักหมา แต่ก็ออกคำสั่งกับหมา และสุดท้ายหนังก็ทำให้ Chief ต้องยอมรับการเป็นสัตว์เลี้ยง ราวกับว่านี่แหละสัจธรรมของการเป็นหมา ที่แกไม่สามารถฝืนได้

หนังยังค่อนข้าง Pro Dog สูง แบบน่าหมั่นไส้ด้วย เพราะทำไปพร้อมๆ กับการสร้างภาพให้คนรักแมว กลายเป็นผู้ร้ายที่น่ารังเกียจ คนรักแมวรังแกหมา ไม่ใช่เพราะโรคจากหมา แต่เพียงเพราะชอบแมวมากกว่า (ผมชอบแมว ไม่เห็นต้องเกลียดหมาเลย) และการ Pro Dog ในเรื่องยังเลยเถิดไปถึงขั้นที่ว่า สุดท้ายแล้วพยายามทำให้ “การด่าหมาถือเป็นอาชญากรรม” เราเลยไม่อินกับความผูกพันระหว่างคนกับหมาในเรื่องเท่าไหร่

สิ่งเหล่านี้ทำให้รู้สึกสนุกกับ Isle of Dogs ได้ไม่สุดเท่าไหร่ ทั้งที่งานภาพก้าวหน้ามาก แต่เหมือนเรื่องราวในหนังจะไม่ได้ก้าวหน้าตามเลย และมันก็ทำให้คิดว่าสุดท้ายแล้ว มนุษย์มองหมาเป็นเพื่อนจริงหรือ..

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.