[Review] Jason Bourne – กลับมายืนที่เดิม ที่ที่เคยคุ้นตา

0
86
views


 
599385.jpg-r_1280_720-f_jpg-q_x-xxyxx

 

หลังจากที่ความพยายามในการขยายจักรวาล “Bourne” ด้วยการนำเรื่องราวของสายลับคนใหม่ โครงการใหม่ ใน “The Bourne Legacy” ออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจนัก Universal จีงต้องกลับหาคนคุ้นเคยอีกครั้ง ด้วยการดึง “Matt Damon” เจ้าของบท Jason Bourne และ “Paul Greenglass” ผู้กำกับจาก Bourne ภาค 2-3 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นภาคที่สนุกสุด มาร่วมกันสานต่อ Bourne ในแบบที่ควรจะเป็นอีกครั้ง จนผลิตออกผลออกมาเป็น “Jason Bourne”

อย่างไรก็ตาม การกลับมาครั้งนี้ จะเรียกว่าเป็นการกลับมาแบบ Dream Team คงไม่ถูกนัก เพราะแม้หนังจะได้ Paul และ Matt กลับมา แต่ “Tony Gilloy” ผู้เขียนบท Bourne ภาค 1-4 พ่วงด้วยกำกับ The Bourne Legacy กลับต้องระเห็นออกไปแทน

หนังเรื่องหนึ่งจะออกมาดีได้ ประกอบปัจจัยสำคัญหลายส่วนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง ผู้กำกับ หรือคนเขียนบท ความสำเร็จของ The Bourne ไตรภาคแรก โดยเฉพาะภาค 2-3 นั่นก็เพราะมีส่วนผสม 3 อย่างนี้ที่ลงตัวพอดี และแต่ละส่วนต่างท็อปฟอร์มพอดี เรียกว่าเป็น 3 เสาหลักของแฟรนส์ไชส์ชุดนี้

นักแสดง – Matt Damon – การแสดงที่ยอดเยี่ยมทั้งในซีนดราม่าและแอคชั่นของ Matt ทำให้ Jason Bourne เหมือนมีตัวตนจริงๆ ขึ้นมา จนกลายเป็นภาพจำไปแล้วว่า Bourne ต้องเป็น Matt เท่านั้น ซึ่งมันพิสูจน์ให้เห็นแล้วใน The Bourne Legacy ที่พยายามสร้างสายลัย “Aaron Cross” ในสไตล์เลียนแบบ Bourne และก็ล้มเหลวตามคาด

ผู้กำกับ – Paul Greenglass – แม้ว่า Paul จะเข้ามากำกับ Bourne ในภาค 2 ขณะที่ภาค 1 เป็นผลงานของ “Doug Liman” แต่การเข้ามาของ Paul ก็ช่วยยกระดับหนังชุดนี้ให้เป็นที่จดจำมากขึ้น กลายเป็นภาคต่อที่ทำได้ยอดเยี่ยมกว่าภาคแรกด้วย้ำ และกลายเป็นอีกหนึ่งภาพจำเช่นกันว่า Bourne ต้องกำกับโดย Paul เท่านั้น เพราะสิ่งที่ Paul นำมาใส่ไว้ใน Bourne คือสไตล์การถ่ายทำฉากแอคชั่นที่เน้นภาพมุมแคบ เคลื่อนกล้องตามการเคลื่อนไหวของตัวละคร ตัดต่ออย่างรวดเร็ว จนหลายช่วงดูมึนหัวไปบ้าง แต่มันยิ่งทำให้ความเป็นสายลับจอมดุดันของ Bourne เด่นชัดมากยิ่งขึ้น และทำให้คนดูอย่างตื่นเต้นไปได้ทั้งเรื่อง

คนเขียนบท – Tony Gilroy – นอกเหนือจากฉาก Action ที่ชวนลุ้นไปทั้งเรื่องแล้ว ไตรภาคแรกของ Bourne ยังเต็มไปด้วยเนื้อหาที่ซับซ้อน ผูกเรื่องโยงใยไปมา จนบางทีงง แต่พอถึงจุดเฉลย กลับต้องยกนิ้วให้กับความยอดเยี่ยมของมัน ที่ผนวกทั้งการตามหาความจริง การแก้ไขสิ่งผิดพลาดในอดีต ไปจนถึงกับความขัดแย้งระหว่างศีลธรรม การเอาชีวิตรอด และความรักชาติ เนื้อเรื่องที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้นี่เองที่ยิ่งทำให้ The Bourne Trilogy เป็นงานที่อยู่ในใจหลายคน

ทั้ง 3 เสาหลักเหล่านี้ (นักแสดง ผู้กำกับ คนเขียนบท) ยังตั้งอยู่บนรากฐานสำคัญคือ วัตถุดิบจากนวนิยาย The Bourne Series ของ “Robert Ludlm” ถ้าต้นทางมาดีแล้ว ปลายทางก็มีโอกาสจะดีด้วย

 

MATT DAMON returns to his most iconic role in "Jason Bourne."  Paul Greengrass, the director of The Bourne Supremacy and The Bourne Ultimatum, once again joins Damon for the next chapter of Universal Pictures’ Bourne franchise, which finds the CIA’s most lethal former operative drawn out of the shadows.

 

แต่ทั้งหมดนี้มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว “Jason Bourne” ภาคล่าสุดอาจดีกว่า “The Bourne Legacy” หน่อย ตรงที่ครั้งนี้มี 2 เสาหลัก ขณะที่ Legacy มีแค่เสาเดียว แม้ว่า Matt จะยังคงยอดเยี่ยมในบท Jason Bourne และ Paul ก็นำสไตล์ภาพแบบเดิมๆ ของ Bourne กลับมาอีกครั้ง ทำให้ Jason Bourne เป็นภาคที่มีฉาก Action ดูสนุกตื่นเต้นไม่แพ้ไตรภาคแรก แต่ก็ยอมรับว่าการขาดหายไปของอีกเสาหลักคือ Tony Gilroy ทำให้ “บท” ในภาคนี้ซับซ้อนน้อยลงกว่าเดิม ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ถึงขั้นบทอ่อน แต่ก็รู้สึกว่า “ง่ายเกินไป” จนใครที่คาดหวังบทแบบไตรภาคแรก โดยเฉพาะภาค 3 The Bourne Ultimatum

นอกจากคนเขียนบทเดิมจะหายไปแล้ว รากฐานของ Bourne อย่าง Robert Ludlm ก็ไม่มีในภาคนี้ เพราะ Robert Ludlm นั้นเขียน Bourne ไว้แค่ 3 ตอน ซึ่งก็ถูกนำไปสร้างเป็น Bourne ไตรภาคแรกแล้ว แม้ภายหลังจะมีคนอื่นมาเขียนนิยาย Bourne ต่อ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่า เมื่อต้นทางไม่อยู่แล้ว Jason Bourne ภาคนี้จึงเป็นการด้นเรื่องขึ้นมา โดยอาศัยส่วนประกอบต่างๆ จากซีรีส์ Bourne มาเป็นประกอบ แม้มันจะออกมาโอเคระดับหนึ่ง แต่ก็ยังเทียบกับเนื้อหาในไตรภาคแรกไม่ได้

จริงๆ ปัญหาของการต่อยอดเนื้อหาใน Jason Bourne อาจเป็นเพราะข้อจำกัดในความเป็น Jason Bourne เอง เพราะที่ผ่านมาเนื้อเรื่องของสายลับคนนี้ จะเกี่ยวข้องกับชีวิตส่วนตัวของ Bourne โดยตรง ต่างจากสายลับเรื่องอื่นๆ ที่ได้รับภารกิจให้ทำจบเป็นเรื่องๆ ไป ทำให้โอกาสต่อยอดเนื้อหาทำได้ง่ายกว่า แต่กับ Bourne นั้น เคลียร์ประเด็นดราม่าตัวเองจบไปเกือบหมดแล้วใน The Bourne Ultimatum ซึ่งจะถือว่านั่นเป็นภาคจบโดยสมบูรณ์แล้วก็ได้ พอมาภาคนี้ยังคงเน้นกับชีวิตส่วนตัว Bourne อีก มันก็เลยเหมือนเรื่องไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน

การกลับมาของ “Jason Bourne” ครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่การกลับมาอย่างยิ่งใหม่ แบบยุคที่มี 3 เสาหลักพร้อมหน้าพร้อมตา แต่อย่างน้อยการมี 2 เสาหลักในภาคนี้ ก็ยังดีกว่า Bourne ที่มีแค่เสาหลักเดียวอย่าง Legacy ใครที่คิดถึง Bourne แบบดั้งเดิม “Jason Bourne” ก็ช่วยให้หายคิดถึงได้พอควร

ส่วนตัวไม่ผิดหวังกับ Bourne ภาคนี้ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรที่ได้เกินหวังเช่นกัน จริงๆ ภาคนี้เทียบกับหนังสายลับทั่วไป มันก็สนุกกว่าหลายๆ เรื่องนะ เพียงแต่คนอาจไปคาดหวังว่ามันต้องยอดเยี่ยมแบบไตรภาคแรก เพราะเห็น Paul กับ Matt กลับมา พอหนังทำมาได้เสมอตัว เลยกลายเป็นว่ากลายเป็นผิดหวังไปแทน นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ภาคนี้คะแนน RT ไม่สูงก็เป็นไปได้

 

Scale-7

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here