[Review] โจหัวแตงโม – กระชากหน้ากากคนออนไลน์

0
31
views

maxresdefault

 

ไทยอาจเป็นประเทศที่อัตราการเข้าถึงเน็ตไม่ได้สูงที่สุดในโลก แต่อัตราดราม่าและนักเลงคีย์บอร์ดน่าจะสูงติดอันดับโลกแน่นอน ทั้งในแง่จำนวนและระดับความเกรียน (ถาม NASA ได้) เคยลองคิดว่าทำไมเกรียนในเน็ตไทยมันถึงเยอะกว่านี้ ก็คงเพราะในชีวิตจริงวัฒนธรรม/ค่านิยมไทยไม่สนับสนุนการแสดงออกมากขนาดนั้น จึงต้องมาแสดงออกกันเยอะในเน็ตแทน ไม่ว่าจะมาแบบเกรียนสุด หรือทำตัวเป็นคนดีสุดๆ ในเน็ต (ทั้งที่ในชีวิตจริงก็ทำอย่างที่ตัวเองด่าเกินไปเหมือนกัน) กล้ากันเต็มที่ สร้างบุคลิกใหม่ที่แตกต่างจากตัวจริงสุดขั้ว เพราะคิดว่าพื้นที่นี้จะทำอะไรก็ได้ ตามหาตัวจริงกันไม่เจอ ดังนั้นถ้าจะมีอะไรที่เกรียนไทยจะกลัวกันมากสุด ก็คงเป็นการเปิดเผยตัวจริงนี่แหละ

“โจหัวแตงโม” หยิบเอาสังคมชาวเน็ตไทยมาทำเป็นหนัง สะท้อนสิ่งที่คนเล่นเน็ตลึกๆ หลายคนต้องการ โดยเฉพาะเวลามีดราม่า นั่นก็คือ อยากรู้ว่าตัวจริงไอ้ตัวเกรียนก่อดราม่านั้นเป็นใคร มันไม่ใช่ว่าเราจะยกพวกไปตีเขาในชีวิตจริงทันที แต่การได้รู้ตัวจริงอีกฝ่าย ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า ยิ่งหากรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นตัวตนจริงกับตัวตนในโลกออนไลน์ต่างกันโดยสิ้นเชิง โดย “โจหัวแตงโม” (เก้า จิรายุ) ในเรื่องเป็น User ที่รับจ๊อบตามหาตัวจริงของคนในโลกออนไลน์ แล้วส่งที่อยู่ไปให้กับผู้ว่าจ้าง

วิธีการที่โจหัวแตงโมใช้มีทั้งแบบออนไลน์ จากการสืบค้นข้อมูลจาก Social Network ของกลุ่มเป้าหมาย โดยเริ่มค้นจากเพื่อนของเป้าหมายก่อน หรือการหาข้อมูลจากการใช้ Search Engine ซึ่งจะว่าไปมันก็เป็นวิธีการที่หลายคนแอบใช้อยู่เหมือนกันเวลาต้องการส่องใครเป็นพิเศษ เพียงแต่อาจไม่ได้ง่ายหรือสะดวกเหมือนเท่าในหนัง โจหัวแตงโมยังลงทุนกับวิธีการแบบออฟไลน์ด้วยการสะกดรอยตาม ไปจนถึงตีสนิทกับคนสนิทของเป้าหมายด้วย ซึ่งนำไปสู่การทำให้โจได้รู้จักกับ “เม็ดฟ้า” (ยิปโซ รมิตา) ในภารกิจตามล่า “นักมายากล” ชื่อ Log In ของคนที่โกงเงินอดีตเจ้าพ่อคนหนึ่งไป

ว่ากันที่ประเด็นนำเสนอ “โจหัวแตงโม” เป็นหนังที่มีแนวคิดทันสมัยมาก ทั้งการหยิบยกเอาเรื่องราวดราม่าในเน็ตมาเล่น ไปจนถึงการกัดจิกทั้งคนในเน็ต คนนอกเน็ต คนแก่ที่ไม่เท่าทันเน็ต หรือกระทั้งตอนท้ายก็ยังแทรกประเด็นของการเชิญชวนพวกนักสืบออนไลน์ให้เอาความสามารถมาใช้ให้เกิดประโยชน์ดีกว่า มุขต่างๆ ที่ใส่ในหนังก็โอเค เป็นหนังที่ดูเพลินๆ ได้เรื่องหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ฉุดหนังเรื่องนี้ให้ถอยหลังลง กลับเป็น “กราฟฟิก” ทั้งที่มันควรจะเป็นพระเอกด้วยซ้ำเพราะเป็นหนังเกี่ยวกับเทคโนโลยีเรื่องนี้ แต่กราฟฟิกที่ใช้ในเรื่องกลับดู “เก่า” และดูเป็นการตัดแปะรวมๆ กันมากกว่า อย่างภาพภูเขาสีเขียวที่นำมาใช้ในฐานะพื้นที่ Homepage ของโจหัวแตงโม มันคงดูทันสมัยดี ถ้าเป็นยุค Windows XP แต่ในปัจจุบันที่เริ่มเข้าสู่ยุค Window 8/10 แล้ว เลยทำให้ดูตกอัพเดทไปบ้าง

การถ่ายทอดภาพเหตุการณ์ในโลกออนไลน์โดยเฉพาะ “การตบเกรียน” ออกมาเป็นภาพการไล่ล่า ซึ่งหนังนิยมใช้ แทนที่จะทำให้ช่วยเข้าใจเรื่องราวมากขึ้น ก็กลับยิ่งทำให้เรื่องดูยากขึ้นไปอีก หลายฉากเล่นกับกราฟฟิกและแอนิเมชั่นมากไปจนไม่เข้าใจว่าต้องการสื่อถึงอะไร นี่ยังไม่รวม “หน้าหนัง” ที่ไร้ซึ่งความดึงดูดใจ และยังสร้างความสับสนอีกว่าหนังต้องการบอกเล่าเรื่องอะไรกันแน่

ก็เป็นอีกหนึ่งหนังไทยที่น่าเสียดาย ทั้งที่มีประเด็นการนำเสนอที่น่าสนใจมากแล้วแท้ๆ แต่วิธีการนำเสนอกลับทำให้หนังไปได้ไม่ถึงฝั่งเท่าที่ควร

 

ความชอบส่วนตัว: 6/10

 

13(9)

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here