[Review] Jurassic World: Fallen Kingdom – ถ้าเปลี่ยนชื่อเป็น Jurassic House จะ Perfect เลย

0
140
views

ในยุคที่ไดโนเสาร์ไม่ใช่สิ่งที่ “WoW” ของสังคมแล้ว น่าคิดเหมือนกันว่าหนังไดโนเสาร์จะดำเนินไปในทิศทางใด “Jurassic World” ภาคแรกฉลาดพอในการ Playsafe ตัวเองด้วยคำว่า “คารวะต้นฉบับ” ผ่านการใส่ Easter Eggs และบรรดาฉากที่ชวนให้หวนระลึกถึงวัยเด็กเมื่อครั้ง Jurassic Park สร้างไดโนเสาร์กลายเป็นสิ่งแปลกใหม่ในสังคม ผลลัพธ์คือ Jurassic World ภาคแรกประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และน่าจะเป็นการเปิดศักราชใหม่ของหนังไดโนเสาร์ได้ดี

แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือ ถ้าถอดเอาคำว่า “คารวะต้นฉบับ” ออกไปแล้ว Jurassic World จะยังเหลืออะไรบ้าง

“Jurassic World: Fallen Kingdom” ก็คงตระหนักว่ามุขคารวะต้นฉบับนี่เอามาใช้บ่อยๆ ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ (แต่ในภาคนี้ก็มีใช้อยู่เยอะเหมือนกัน) ดังนั้น ในทางหนึ่งหนังจึงพยายามที่สรรสร้างค์หนทางของตัวเองขึ้นมาด้วย ในขณะที่ Jurassic World ภาคแรกพยายามปรับจากหนังไดโนเสาร์ให้กลายเป็นหนัง “อสุรกาย” ผ่านไดโนเสาร์ตัดต่อพันธุกรรม มาในภาคนี้ Fallen Kingdom เลือกผลักหนังเข้าสู่การเป็นหนัง “สยองขวัญ” เต็มรูปแบบ และไดโนเสาร์ในเรื่องมีสถานะไม่ต่างจาก “ปีศาจ” หรือ “ผี” ในหนังสยองขวัญหลายเรื่อง

“Jurassic House” น่าจะเป็นชื่อภาคที่เหมาะกว่า Fallen Kingdom เพราะเรื่องราวส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบ้านหลังหนึ่ง (เรียกหรูๆ ว่า “คฤหาสน์” แล้วกัน) แม้จะเป็นบ้านที่มีขนาดใหญ่โต แต่มันต่างกันลิบลับกับคำว่า “World” ในชื่อหนัง แต่ก็เข้าใจแหละ หนังเลือกจะจำกัดพื้นที่ตัวเองลงมาเพื่อให้สร้างบรรยากาศความสยองขวัญได้ง่ายขึ้น ซึ่งถ้านับในแง่ความสยองขวัญมันก็โอเคอยู่นะ มีความระทึกในการที่ไม่รู้ว่าจะหนีไดโนเสาร์ตัวร้ายได้อย่างไรในพื้นที่จำกัดแบบนี้ บรรยากาศมืดๆ อึมครึมๆ แบบนี้

แต่แม้จะระทึกแค่ไหน หนังภาคนี้ก็ถูกฉุดดึงด้วยความฉลาดของตัวละครและความแข็งแกร่งของระบบรักษาความปลอดภัยในเรื่อง ที่น่าสรรเสริญระดับ WTF เสียเหลือเกิน ตัวเอกแอบขึ้นเรือตัวร้ายได้ง่ายๆ (ไม่น่าใช้คำว่าแอบด้วย) ขังไดโนเสาร์ที่ร้ายกาจที่สุดด้วยที่กรงที่สามารถเปิดได้ง่ายๆ (เหมือนจะไม่ได้ล็อกด้วย) จัดทำห้องลับใต้ดินด้วยระบบรักษาความปลอดภัยอันสุดยอดขนาดที่ว่าเด็กตัวเล็กๆ แอบลงมาได้เลยในครั้งแรกที่มา ที่สำคัญเรารู้สึกว่า แนวคิดเอาไดโนเสาร์มาทำเป็นอาวุธที่ถูกใส่มาให้ตัวร้ายในภาคนี้ มันดูเพ้อๆ และเป็นเป็นไปได้ยากในความเป็นจริง เพราะปัจจัยเหนือการควบคุมมันเยอะไป แล้วการทีพี่แกบอกว่า สามารถสั่งการไดโนเสาร์ให้เข้าจู่โจมเหยื่อด้วยการยิงแสงเลเซอร์เข้าไปที่เหยื่อ คือถ้าพี่จะยิงเลเซอร์ชี้เป้าได้ขนาดนี้ พี่ก็ยิงปืนเลยเถอะ จะมามัวรอไดโนเสาร์ทำไม พอมูลเหตุของตัวร้ายมันดูไม่อ่อน ก็พาลทำให้ขับเคี่ยวของตัวเอกกับตัวร้ายดูอ่อนไปเหมือนกัน

จากนี้ Spoil ครับ

จริงๆ รู้สึกว่า Jurassic House…เฮ้ย…World ภาคนี้ สร้างขึ้นโดยตั้งโจทย์เป็นบทสรุปที่ต้องการขึ้นก่อน นั่นคือ การทำให้ไดโนเสาร์เข้าไปอยู่ในสังคมมนุษย์ซึ่งจะเป็นเนื้อเรื่องหลักของภาค 3 (ค่อย World จริงๆ ขึ้นมาหน่อย) ส่วนที่เหลือคือค่อยมาคิดย้อนหลังว่าจะทำยังไงให้ไปถึงบทสรุปนั้น แบบไม่ดูน่าเกลียดเกินไป นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม หนังถึงสร้างตัวละคร “Maisie Lockwood” (Isabella Sermon) เด็กหญิงผู้หลงใหลในไดโนเสาร์ (แต่โดนไดโนเสาร์ไล่ล่า ก็วิ่งหนีหวีดสุดขีด) และมอบบทบาทในการเป็นผู้กดปุ่มปลดปล่อยเหล่าไดโนเสาร์ออกสู่โลกมนุษย์ในท้ายเรื่อง

การเป็นเด็ก แถมยังเป็นเด็กผู้หญิง ที่ยังมีปมเรื่องตัวตนที่แท้จริงของตัวเองอีก มันง่ายที่จะทำให้เรารู้สักเห็นใจและพอจะให้อภัยกับการกระทำของเด็กน้อยคนนี้ได้ ลองถ้าเป็นพระเอกหรือนางเอกเป็นคนกดปุ่มด้วยตัวเองสิ พวกเขาก็ผู้ร้ายตาใสดีๆ นี่เอง รักสัตว์โดยไม่ตะหนักว่าจะก่อให้เกิดอะไรตามมา ชวนให้นึกถึงกลุ่มคนรักหมาแมวจรที่ต่อต้านการฉีดวัดซีนหรือทำหมันเพราะมองว่าเป็นการทำร้ายสัตว์ พยายามบอกให้คนอื่นช่วยเหลือสัตว์ แต่ตัวเองจะให้เอาไปเลี้ยงก็ไม่ จะให้เอาไปรักษาก็ไม่ ขอให้อาหารหมาแมวจรอยู่แบบนี้ละกัน (โดยบางทีก็ไม่สนใจว่าอาหารที่ให้นั้นจะมีประโยชน์ต่อสัตว์จริงๆ หรือเปล่า) อืม…พอละกัน เหมือนจะเริ่มนอกเรื่องละ เหอะๆ

หนังมีใส่เรื่องศีลธรรมและข้อถกเถียงเรื่องสิทธิที่จะมีชีวิตของเหล่าไดโนเสาร์ แต่ประเด็นเหล่านี้ถูกพูดถึงอย่างผิวเผินมาก และเหมือนใส่มาแค่ให้การกระทำของ Maisie ดูมีน้ำหนักมากขึ้น (เล็กน้อย) ในตอนท้ายเท่านั้น แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยในแง่หนังสยองขวัญมันก็บันเทิงมากทีเดียว ก็คงต้องรอดูว่าภาคหน้าที่จะเป็น “World” เต็มตัวนั้น หนังจะเลือกเดินไปในทิศทางไหนอีก

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here