[Review] Kick-Ass 2 – ปมไม่ล้ำเท่าภาคก่อน แต่ความเกรียนยังจัดเต็ม

1
36
views

2013_kick_ass_2-wide

 

ในยุคที่หนัง Hollywood เต็มไปด้วยหนังซุปเปอร์ฮีโร่ Kick-Ass เป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่สร้างแนวทางให้กับตัวเองด้วยการตั้งคำถามง่ายๆ ว่า “ในโลกการ์ตูน เรามีซุปเปอร์ฮีโร่เต็มไปหมด แต่ในชีวิตจริง ทำไมไม่มีใครลุกขึ้นมาเป็นฮีโร่บ้างละ?” จากคำถามนี้ทำให้ “Dave Lizewski” (Aaron Taylor-Johnson) เด็ก ม.ปลายสุดเนิร์ด ผู้บ้าคอมมิคซุปเปอร์ฮีโร่แบบสุดๆ ตัดสินใจใส่ชุดรัดรูปออกปฏิบัติการในนาม “Kick-Ass” (เกรียนโครต) ก่อนจะได้รู้ว่า “มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการเป็นฮีโร่”

มุมมองของคน wannabe ฮีโร่ใน Kick-Ass ภาคแรก (2010) นั้นถือว่าสดใหม่มาก แม้ช่วงครึ่งหลังของเรื่องหนังจะวกกลับเข้าสูตรสำเร็จหนัง ฮีโร่ vs. ผู้ร้าย แบบเรื่องอื่นๆ แต่โดยรวมก็ได้ใจคนดูไปไม่น้อย แม้รายได้จะไม่ถึงกับถล่มทลาย แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้สร้างภาคต่อ Kick-Ass 2 ขึ้นมาได้

ปัญหาคือ ประเด็น “เป็นฮีโร่ไม่ง่าย” ในภาค 1 มันสดใหม่มาก จนยากที่จะหาประเด็นอื่นที่สดใหม่กว่ามาเสนอในภาค 2 ยิ่งตอนนี้ Dave เองก็ก้าวผ่านช่วงขั้นต้นของการเป็นฮีโร่แล้ว มาเป็นขั้นการเป็นฮีโร่ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ สามารถใส่ชุดเกรียนโครตไปลุยกับผู้ร้ายได้แบบสูสีขึ้น (ก็ยังเจ็บตัวอยู่นะ แต่ไม่ปางตายเท่าตอนหัดเป็นใหม่ๆ) และในเมื่อตัวหนังเองไม่สามารถหาประเด็นที่สดใหม่เท่ามาเล่นได้ ความเข้มข้นของปมปัญหาใน Kick-Ass 2 จึงลดลงไปจากภาคแรกพอควร แต่ขณะเดียวกันผู้สร้างก็คงตระหนักว่า Kick-Ass 1 ไม่ได้โดดเด่นแค่เรื่องของประเด็นของเรื่องเท่านั้น แต่ยังมี “ความเกรียน” ในเรื่องที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน Kick-Ass 2 จึงจัดเต็ม “ความเกรียน” แบบยิ่งกว่าภาคแรก นัยว่าเพื่อชดเชยความเข้มข้นของปมที่เจือจางลงไปด้วย

Kick-Ass 2 เล่าเรื่องต่อจากภาคแรก 3 ปี การเป็นฮีโร่สวมหน้ากากไม่ใช้เรื่องแปลกประหลาดอีกต่อไป มีฮีโร่มากมายในเมือง แม้ว่าภารกิจส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการบำเพ็ญประโยชน์ก็ตาม Dave ตัดสินใจกลับมาเป็นเกรียนโครตอีกครั้ง ด้วยความฟิตที่เพิ่มขึ้นอันเป็นผลจากการฝึกกับ “Mindy Macready” (Chloe Grace Moretz) หรือ “Hit-Girl” (จิ๋วจี๊ด) สาวน้อยสุดโหดจอมขโมยซีนจากภาคแรก และครั้งนี้ Dave ก็ดูจะมีความสุขและสนุกมากทีเดียวกับการเป็นฮีโร่ครานี้ แถมยังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม “ยุติธรรม อมตะ” ที่นำโดย “Colonel Stars and Stripes” (Jim Carrey) หรือ “ผู้พันชัยเฉลิมพล” เพื่อร่วมปฏิบัติการความดีด้วย

ตรงกันข้ามกับ Mindy ที่ภาคนี้ย่าง 15 ขวบ และต้องเผชิญกับการเปลี่ยแปลงหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการย้ายมาอยู่กับ “Marcus” (Morris Chestnut) ที่สั่งห้ามเด็ดไม่ให้เธอกลับไปเป็น “จิ๋วจี๊ด” อีก รวมไปถึงการเข้าสู่วัย “เป็นสาวแล้ว” ของ Mindy ยังทำให้เธออยากที่จะวางบทบู๊ที่เคยมีมา และหันมาเข้าสังคมสาวๆ วัยรุ่นกับเขาบ้าง ก่อนจะพบว่าสังคมสาวๆ อาจน่ากลัวกว่าที่คิด!!! ส่วนผู้ร้ายภาคนี้ยังคงเป็น “Chris D’Amico” (Christopher Mintz-Plasse) ที่ภาคนี้อัพเกรดจาก “หมอกแดง” ในภาคก่อน มาเป็น “The Motherfucker” หรือ “ไอ้ระยำซั่มแม่” (ชอบทีมซับเรื่องนี้จริงๆ แปลศัพท์ต่างได้โดนใจมาก) พร้อมความเลวที่พุ่งทะลุกว่าเดิมและเป้าหมายแก้แค้นเกรียนโครตที่ฆ่าพ่อของเขาไปในภาคก่อน

ประเด็นเรื่องการเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นอยากเป็นฮีโร่บ้างของเกรียนโครต หรือการรวมกลุ่มเป็นสังคมฮีโร่ ดูจะไม่ใช่เรื่องสดใหม่สักเท่าไหร่นัก จะน่าสนใจหน่อยก็ตรงประเด็นของการเติบโตเป็นสาวของจิี๊วจี๊ด ที่แตกต่างจากเรื่องอื่น อาจเพราะไม่ค่อยมีหนังซุปเปอร์ฮีโร่คนไหนที่อยู่ในช่วงเด็กเติบโตเป็นวัยรุ่น การพา Mindy ไปรู้จักกับสังคมสาวเซเลปของโรงเรียนทำได้อย่างน่ารักสนุกสนานไม่น้อย ทำให้เราเห็นมุมมองผู้หญิงน่ารักๆ จาก Mindy แบบที่ไม่มีทางได้เห็นจากภาคแรก

ช่วงครึ่งหลังของเรื่อง Kick-Ass 2 ยังพยายามใส่ประเด็น “การมีชีวิตในแบบของตัวเอง” ไม่ว่าจะเป็นการเลือกที่จะเป็นเกรียนโครตต่อไปของ Dave แม้ว่าพ่อจะสั่งห้าม การยืนยันจะเป็นจิ๋วจี๊ดของ Mindy แม้ Marcus จะไม่สนับสนุน และพ่อของเธอก็สั่งไว้ว่าให้เชื่อฟังเขา หรือแม้แต่ตัว Chris เอง ก็เลือกที่จะมีเส้นทางชีวิตของตัวเองในฐานะไอ้ระยำซั่มแม่ แม้จะโดนทัดทานอย่างแรงจากลุงของเขา ที่มองว่ามันเป็นแค่เรื่องไร้สาระของเด็ก นี่คือประเด็นที่น่าสนใจทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อมันมาอยู่ในตัวละครวัยรุ่นที่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของวัยพอดีด้วย แต่น่าเสียดายที่หนังยังไม่จี้กับประเด็นเหล่านี้นัก สุดท้ายเราเลยไม่อินกับการกระทำของตัวละครเท่าที่ควร

แต่อย่างที่เคยว่าไว้ แม้ปมอาจไม่แน่นเท่าภาคแรก แต่ในแง่ความเกรียนและความมันส์ หนังจัดหนักว่าภาคแรกนัก (อย่างน้อยก็ในความคิดของเรา) หนังยังเต็มไปด้วยฉากโหดๆ เกรียนๆ รวมไปถึงมุข 18+ ที่เพิ่มระดับเลเวลมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังอยู่ในโทนของเรื่องอยู่ ตัวหนังยังมีลักษณะล้อเลียนขนบการดำเนินเรื่องของหนังซุปเปอร์ฮีโร่ทั่วๆ ไป ใน Kick-Ass 2 มีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงอยู่หลายอย่าง การตายของตัวละครหลายตัวที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว นั่นทำให้รู้สึกสนุกไปกับเรื่องนี้มาก เพราะไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ความเกรียนในการทำสิ่งที่คนอื่นไม่คาดคิดนี่แหละที่เป็นเสน่ห์ของ Kick-Ass อย่างแท้จริง และผู้สร้างก็คงคิดเช่นนี้เหมือนกัน ทำให้แม้ในแง่เนื้อเรื่องจะสู้ภาคแรกไม่ได้ แต่ Kick-Ass 2 ก็ยังเป็นหนังโครตมันส์ที่ดูสนุกมากอยู่ดี

ป.ล. จิ๋วจี๊ด ตัวไม่จิ๋วแล้ว แถมน่ารักขึ้นมากเสียด้วย

ความชอบส่วนตัว: 8/10

 

kick-ass-2-movie-poster-12

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here