[Review] Kids on the Slope – Jazz ปลอบประโลมชีวิต

0
98
views

“Kid on the Slope” เป็นหนังญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องราวของกลุ่มเพื่อน ม.ปลาย ในเมืองนางาซากิ ช่วงปี 1966 ที่ผูกพันกันด้วยดนตรี Jazz การเลือกช่วงปี 1966 นับว่ามีความน่าสนใจตรงที่ถ้าเรานับจากปีที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามเมื่อปี 1945 ก็ 21 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เด็กซึ่งเกิดหลังสงครามเติบโตก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่พอดี ช่วงเวลานี้จึงเป็นยุคผลัดเปลี่ยนระหว่างรุ่นครั้งสำคัญของญี่ปุ่น ระหว่างคนที่เติบโตมาในช่วงก่อนแพ้สงคราม กับเด็กที่เติบโตมาในช่วงหลังแพ้สงคราม และถ้าจำกันได้ก่อนหน้านั้นไม่นานในปี 1964 ญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างหนึ่งของญี่ปุ่นเหมือนกัน (คลิปเปลี่ยนเมืองจากสกปรกให้เป็นญี่ปุ่นที่สะอาดก่อนโอลิมปิกที่เป็นกระแสในเน็ตตอนนี้ก็คือหนึ่งในตัวอย่างนั้น)

นางาซากิ เป็น 1 ในเมืองที่โดนทิ้งระเบิดปรมาณู แม้ในเรื่องเราจะเห็นว่าเมืองฟื้นคืนกลับมาจนเกือบปกติแล้ว แต่ก็ยังเห็นร่องรอยผลจากการแพ้สงครามอยู่ อย่างเช่นการดำรงอยู่ของทหารอเมริกันในเมือง ตัวเอกของเรื่องในแง่หนึ่งคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ของญี่ปุ่น แต่อีกแง่หนึ่งเราก็สามารถเห็นร่องรอยผลของสงครามที่มีต่อพวกเขาเช่นกัน

สำหรับคนที่ผ่านช่วงของการแพ้สงครามมา เรามีความสงสัยว่าน่าจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่แนวโน้มในการเคี่ยวเข็ญ/บังคับให้คนรุ่นต่อไปเติบโตประสบความสำเร็จในแบบที่ต้องการมากกว่าเดิม อาจเพื่อชดเชยความรู้สึกของการแพ้สงคราม “คาโอรุ นิชิมิ” (ยูริ ชิเน็น) เป็นเด็กที่เผชิญภาวะแบบนั้น เขาถูกคาดหวังจากครอบครัวให้ต้องเป็นหมอ ขนาดที่ว่าแม้แต่การเล่นเปียโนในยามว่าง ก็กลายเป็นเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะถูกมองว่าเป็นจะทำให้เสียการเรียน

ขณะที่ผลของสงครามอีกแบบ คือการเกิดขึ้นของกลุ่มเด็กลูกครึ่งจากการเข้ามาของทหารต่างชาติ ซึ่ง “เซนทาโร่ คาวาบูชิ” (ไทชิ นาคากาวะ) ก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้ว่าภายนอกเซนทาโร่จะดูเป็นเด็กแสบที่พร้อมรับทุกสถานการณ์ แต่ด้วยชาติกำเนิดของเขา ลึกๆ เขาก็เคว้งคว้างพอควร กับการไม่สามารถรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ได้ หรือไม่รู้ว่าอนาคตลูกครึ่งแบบเขาจะเป็นอย่างไร

การเป็นคนรุ่นใหม่รุ่นแรกในยุคหลังสงครามน่าจะค่อนข้างกดดันพอควร ในตอนนี้ Jazz ได้เข้ามาเป็นสิ่งที่เชื่อมตัวละครเข้าไว้ด้วยกัน อาจเพราะ Jazz มีความ Improvise มันเลยเหมือนช่องทางที่ได้ปลดปล่อยตัวเองจากความคาดหวังหรือกดดันที่สังคมมีต่อคนรุ่นพวกเขาได้ ชอบการวาง Setting ของเรื่อง เราว่าคนแต่ง (ต้นฉบับคือมังงะ) น่าจะตั้งใจแหละในการเจาะจงเลือกช่วงเวลาและสถานที่เช่นนี้

การได้วิเคราะห์ฉากหลังความเป็นเรื่องก็สนุกดีนะ แต่ว่ากันตรงๆ ที่มานั่งวิเคราะห์กันแบบนี้ เพราะหนังมัน “โคตรง่วงเลย” เลยต้องมหาอะไรทำแก้ง่วง เหอะๆ แม้นักแสดงจะหล่อสวยกันทุกคน งานภาพก็งดงาม ทั้งมุมกล้องและโทนสี (อยากได้ Filter สีแบบในเรื่องจัง) แต่คือเรื่องมันง่วงจริงๆ นะ เอื่อยเกินจะทานไหว

เหมือนมันเล่าไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดพีคอะไร ไม่รู้เป็นเพราะเกิดจากการต้องย่อมังงะหลายเล่มมาไว้ด้วยกันหรือเปล่า Jazz แม้จะเป็นเหมือนจุดเด่นของเรื่อง และฉากเล่น Jazz ก็ดีงามอยู่ แต่มันก็มาน้อยจนยากจะเรียกได้เต็มปากว่านี่คือหนัง Jazz และไม่อินกับความผูกพันที่ตัวละครมีต่อ Jazz เอาเสียเลย

อีกอย่างเราไม่แน่ใจว่าหนังตั้งใจมั้ย แต่มันมีความ Bromance สูงมากในหนังเรื่องนี้ เคมีของเซนทาโร่กับคาโอรุเข้ากันได้ดี รวมไปถึงทั้งสายตาที่คาโอรุมองเซนทาโร่ หรือสายตาที่หนังใช้จับจ้องคนทั้งสอง มันก็ชวนจิ้นได้จริงๆ จนนางเอกตัวจริง (หรือเปล่า) อย่าง “ริทสึโกะ มุคาเอะ” (นานะ โคมัตสึ) กลายเป็นตัวประกอบไปเลย ผลของการ Bromance คู่นึมากเกินไป ยังทำให้คือเมื่อหนังพยายามมาเล่นประเด็นรัก 3-5 เส้า มันเลยไม่มีความอินเลย เพราะมันเหมือนหนังแค่เซทว่า คนนี้ต้องไปแอบรักคนนี้นะ ส่วนคนนี้ชอบคนนี้อยู่ แต่สัมผัสไม่ได้เลยว่าตัวละครรู้สึกกันเช่นนั้นจริงๆ

เอาเป็นว่า Jazz อาจปลอบประโลมชีวิตตัวละครในเรื่องได้ แต่ดึงเราจากความง่วงของหนังเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.