[Review] Logan – งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา

0
282
views

แม้ส่วนตัวจะค่อนข้างเบื่อๆ ในตัว “Wolverine” อยู่บ้าง เนื่องจากมักโดนผู้กำกับ (Bryan Singer) และค่ายดันให้โดดเด่นเกินหน้าเกินตาตัวละครอื่นในจักรวาลหนัง X-Men อย่างเห็นได้ชัด โผล่ไปทุกเรื่อง (ยกเว้น Deadpool) รวมถึงยังมีหนังภาคแยกของตัวเองอีก กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การได้เห็นตัวละครนี้ตั้งแต่เริ่มปรากฎครั้งแรกใน X-Men (2000) จนถึงตอนนี้กว่า 17 ปี ด้วยนักแสดงคนเดิม “Huge Jackman” มันก็ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับตัวละครนี้อยู่ ดังนั้น เมื่อมีการประกาศว่า “Logan” จะเป็นภาคสุดท้ายของ Huge Jackman ในบท Wolverine ก็อดใจหายไม่ได้เหมือนกัน

เพราะตั้งใจว่าจะเป็นภาคทิ้งทวนตัวละครนี้ “Logan” ซึ่งเป็นภาค 3 ในภาคแยกของตัวละคร Wolverine (และเป็นหนัง X-Men เรื่องที่ 10 ในจักรวาลนี้) จึงมาพร้อมกับความพิเศษและแตกต่างจากสิ่งที่เคยเป็นมา ตั้งแต่ชื่อหนัง ที่เปลี่ยนมาใช้คำว่า “Logan” ซึ่งเป็นชื่อจริงของตัวละคร แทนชื่อ Wolverine อันเป็น Codename ในทีม X-Men หรือการวางตัวเองเป็นหนัง Rate R เพื่อให้สามารถจัดเต็มความรุนแรงได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญคือการกำหนดเรื่องราวเป็นช่วงชีวิตของ Logan ในวัยชรา ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสัญญาณว่าภาคนี้จะมีความดราม่ามากกว่าที่เคย

“James Mangold” กลับมากำกับหนัง Wolverine อีกครั้ง หลังจากเคยกำกับมาแล้วในภาคก่อนหน้าอย่าง “The Wolverine” (2013) ซึ่งแม้ภาคนั้นจะไม่ได้เปรี้ยงปร้างอะไร แต่ก็ได้รับผลตอบรับที่ดีในระดับหนึ่ง (อย่างน้อยก็ดีกว่า X-Men Origins: Wolverine เมื่อปี 2009) อันที่จริงส่วนตัวค่อนข้างชอบภาค The Wolverine แม้มันอาจดูออกทะเล ด้วยการให้ตัว Wolverine ไปตะลุยญี่ปุ่น แต่ในมุมหนึ่งมันก็เล่นกับปมของตัวละครนี้ได้ดีทีเดียว

พลังของ Logan หรือ Wolverine นั้นนอกจากกรงเล็บเหล็กอดาแมนเทียมแล้ว ยังมี Healing Factor ที่ช่วยรักษาเขาจากอาการบาดเจ็บได้แทนจะทันที ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้ Logan แทบจะไม่แก่ลงและใกล้เคียงกับความเป็นอมตะไปทุกที แต่สำหรับ Logan แล้ว ความอมตะกลับกลายเป็นฝันร้าย เพราะเขาต้องทนอยู่กับความรู้สึกผิดตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้จึงชอบ The Wolverine เพราะในภาคนั้นวางเหตุการณ์ให้ Logan สูญเสีย Healing Factor และการพาไปญี่ปุ่นก็เพื่อให้ Logan ที่รู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ได้รู้จักกับแนวคิดการมีชีวิตอีกแบบหนึ่งจากญี่ปปุ่น นั่นคือการมีชีวิตอยู่เพื่อผู้เป็นนายและแสวงหาการตายอย่างมีเกียรติ

จาก “The Wolverine” มายัง “Logan” James Mangold ยังคงให้ความสำคัญการแสวงหาความหมายการมีชีวิตอยู่ของตัว Logan ในภาคนี้ วางเรื่องราวเป็นโลกอนาคต 2029 ที่ด้วยเหตุการณ์บางอย่างทำให้มนุษย์กลายพันธุ์ล้มหายตายจากกันไปเกือบหมด ที่เหลืออยู่ก็อ่อนแอลงมาก Logan ก็หลีกหนีไม่พ้น เขาทั้งแก่ ทั้งเชื่องช้าลง พลัง Healing Factor ก็ถดถอย จนทิ้งบาดแผลให้เห็นมากมาย เช่นเดียวกับ “Charles Xavier” (Patrick Stewart) ที่กลายสภาพจากชายผู้มีสมองอันตรายที่สุดในโลก เป็นเพียงชายแก่อัลไซเมอร์ที่แทบจะควบคุมพลังตัวเองไม่ได้อีกต่อไป

ในโลกที่ไม่มีใครสนใจ X-Men กันแล้ว Logan กลายเป็นเพียงชายชราติดเหล้า การดูแล Charles กลายเป็นสิ่งเดียวที่ยังพอยึด Logan ให้อยู่กับปัจจุบัน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะนานเท่าไหร่ เพราะ Logan ก็คงรู้ดีว่าอาการ Charles นั้นหนักขึ้นทุกที ความรู้สึกว่า “ตัวเองจะอยู่ไปทำไม” นั้นกัดกิน Logan มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกันมันก็คงเกิดคำถามกับเขาเช่นกันว่า “แล้วเราจะจากไปแบบไร้ค่าอย่างนี้เหรอ”

การเข้ามาของ “X-23” หรือ “Laura” (Dafine Keen) เด็กน้อยที่มีกรงเล็บและ Healing Factor เหมือน Logan จึงมีความสำคัญต่อตัว Logan มาก ไม่ใช่แค่เพราะ X-23 มีพลังเหมือนกัน แต่เพราะการได้ปกป้อง X-23 ทำให้ Logan กลับมารู้สึกว่าชีวิตมีความหมายอีกครั้ง กระนั้น Logan ก็ต้องสู้กับอีกความรู้สึกในตัวนั่นก็คือ ความกลัวจากการสูญเสียคนใกล้ตัวแบบที่เขาเจอมาโดยตลอด การได้ปกป้องชีวิตคนอื่น อาจทำให้ตัวเองรู้สึกมีค่ามากขึ้นก็จริง แต่หากปกป้องไม่สำเร็จ ความรู้สึกจะยิ่งดิ่งลงเหวเข้าไปอีก

ก่อนจะเข้าฉายจริง Logan เคยฉายรอบทดลอง โดยฉายเพียง 45 นาทีแรกของหนัง และได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก ซึ่งในที่นี้ก็ไม่มีข้อโต้เถียง 45 นาทีแรกของ Logan คือสุดยอดที่สุดเท่าที่ตัวละครนี้จะเป็นได้ ทั้งฉาก Action อันรุนแรง โหดเลือดสาด หรือการถ่ายทอดตัวละคร Logan รวมถึง Charles ที่ให้ความรู้สึกแบบชายชราผู้ไร้จูงใจในการมีชีวิตต่อไปจริงๆ

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นดูเหมือนหนังจะค่อยๆ ดรอปลงไปบ้าง หลายอย่างในช่วงครึ่งหลังชวนให้นึก X-Men Origin: Wolverine ทั้งการนำคราซวยไปให้ชาวบ้านผู้แสนดี อาวุธลับฝ่ายร้ายที่เป็นสุดยอดมนุษย์กลายพันธ์จากการทดลอง หรือการหลบหนีของกลุ่มเด็กมนุษย์กลายพันธุ์จากองค์กรที่ทดลองพวกเขา จริงๆ อยากให้เน้นเรื่องของ Logan กับ X-23 อย่างเดียวไปเลย การเข้ามาของเด็กมนุษย์กลายพันธุ์คนอื่นๆ ดูจะเป็นส่วนเกินไปหน่อย แม้จะเข้าใจได้ว่าทำไว้เพื่อเป็นใบเปิดทางเผื่ออนาคตจะมีการเอาเด็กกลุ่มนี้ไปสร้างต่อใน X-Men ภาคต่อๆ ไป หรืออย่างการปรากฎตัวของ X-2 ก็รู้สึกว่าน่าจะมีอะไรให้เล่นได้มากกว่าแค่การเอามาไว้สู้กับ Logan

และแม้จะเป็นภาคส่งท้ายของ Wolverine แต่ภาคนี้ก็ไม่มีฉาก Flashback ย้อนหลังแต่อย่างใด ซึ่งสาเหตุถ้าไม่นับเรื่องงบไม่พอจ้าง ก็คงเพราะหนังพยายามวางตัวเองให้เป็นหนังแยกเดี่ยว ที่ “อาจจะ” มีจักรวาลของตัวเอง ไม่ได้อยู่ในจักรวาลหลักของหนัง X-Men ดังนั้น Flashback จึงอาจไม่จำเป็นเพราะเป็นคนละ Timeline กัน

อย่างไรก็ตาม ถ้าสุดท้ายแล้วเกิด 20th Century Fox อยากจะให้ Timeline มารวมกัน ก็คิดว่าคงหาทางแถออกมาได้อยู่ดี (ไม่ก็แกล้งทำลืมส่วนที่มันขัดแย้งไป แบบที่จักรวาล X-Men เคยทำมาแล้วหลายครั้ง)

แม้โดยส่วนตัวแล้ว Logan อาจจะไม่ได้เป็นหนัง X-Men ที่ชอบที่สุด (ยังคงชอบภาค Day of Future Past มากสุด) แต่ว่ากันเฉพาะหนังภาคแยกของ Wolverine แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่า Logan คือ Wolverine ภาคที่ดีที่สุด มีสไตล์เป็นของตัวเอง และทำได้ดีในแบบที่ตัวเองอยากเป็น ซึ่งก็น่าคิดว่า การเลือกทางเดินที่แตกต่างจากหนังแฟรนไชรส์ปัจจุบัน ด้วยการไม่ผูกตัวเองเข้ากับจักรวาลหลักมากเกินไป อาจเป็นสาเหตุให้หนังมีอิสระและความเฉพาะตัวที่น่าสนใจแบบนี้ก็เป็นได้

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here