[Review] Lone Survivor – หนึ่งเดียวที่เหลือ

3
53
views

Lone-Survivor-poster-e1376297609164
หมายเหตุ: มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ (Spoil)

“Lone Survivor” เป็นหนังสงครามที่ไม่ต้องเดาตอนจบให้ยาก เพราะชื่อเรื่องก็ Spoil ในตัวแล้วว่า จะมีคนรอดชีวิตเพียงแค่ 1 คนเท่านั้น และถ้าดูจากรายชื่อนักแสดง ก็เดาได้ไม่ยากอีกเช่นกันว่าคนที่รอดก็คือตัวละครของ Mark Wahlberg แน่ๆ และถ้าดูไปถึงเนื้อเรื่อง Lone Survivor ก็ไม่ต่างอะไรจากหนังสงครามสัญชาติอเมริกันทั่วๆ ไป ที่เน้นเชิดชูความกล้าหาญของเหล่าทหาร พร้อมๆ กับขับเน้นชาตินิยมส่งเสริมภาพลักษณ์ “พระเอก” ของสหรัฐอเมริกา ประเด็นคือ แล้วแบบนี้ Lone Survivor จะยังเหลือความน่าสนใจอะไรละ?

คำตอบคือ แม้ Lone Survivor จะไม่แปลกใหม่อะไร แต่ก็ทำออกมาได้ตื่นเต้นตามมาตรฐานที่หนังแนวนี้ควรมี อีกทั้ง Lone Survivor ยังเป็นหนังที่ “สมจริง” จนน่าขนลุก ซึ่งความสมจริงที่ว่าต้องยกความดีความชอบให้กับ “ระบบเสียง” ทั้งดนตรีประกอบและ Sound Effect ต่างๆ ที่ทำให้เราเสมือนอยู่ในพื้นที่สู้รบจริงๆ อย่างตอนอยู่ในค่ายทหารแม้จะอยู่ในห้องแต่เราก็จะได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์อยู่ลางๆ หรือตอนอยู่ในป่าก็ได้ยินเสียงใบไม้อย่างชัดเจน เป็นหนังอีกเรื่องที่เหมาะกับการไปดูในโรงมาก และต้องเป็นโรงที่มีคุณภาพเสียงดีเยี่ยมด้วย เพื่อจะดึงจุดเด่นด้านเสียงของเรื่องออกมาได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
ความยอดเยี่ยมในด้านเสียงของ Lone Survivor จึงไม่น่าแปลกใจที่เรื่องนี้จะได้เข้าชิง Oscar ทั้งในสาขา Sound Editing และสาขา Sound Mixing โดยสาขาแรกจะเกี่ยวกับการทำ Sound Effect และเสียงใหม่ๆ ส่วนสาขาที่สองจะเกี่ยวกับการบันทึกเสียงให้มีความชัดและกลมกลืนกับเสียงพูดและเสียงดนตรี ซึ่งจะชนะหรือเปล่าก็ต้องลุ้นกัน เพราะทั้ง 2 สาขายังมีคู่แข่งสำคัญอย่าง Gravity คอยชิงชัยอยู่
อีกอย่างที่ชอบใน Lone Survivor ก็คือ “ฉากจบก่อนขึ้นเครดิต” ซึ่งโดยธรรมเนียมของหนังที่สร้างจากเรื่องจริงๆ ก็มักจะขึ้นรูปเปรียบเทียบคนต้นเรื่องตัวจริงกับตัวละครในหนัง ซึ่ง Lone Survivor ก็ยังทำเช่นนั้นเหมือนกัน แต่การเลือกภาพ การลำดับภาพ รวมถึงข้อความที่นำมาใช้อธิบายบทสรุปของหนัง กลับทำให้ฉากเหล่านี้มีพลังอย่างมาก ยิ่งภาพสุดท้ายที่ขึ้นนี่มีอาจทำให้หลายคนน้ำตาซึมกันเลย
กลับมาในแง่เนื้อหา Lone Survivor หยิบเอาเรื่องจริงของหน่วย SEAL Team 10 ในปฏิบัติการปีกแดง ลอบสังหารผู้นำของกลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2005 ภารกิจครั้งนั้นจบลงด้วยความล้มเหลวและมี SEAL รอดชีวิตเพียงแค่คนเดียว และอย่างที่เคยว่าไว้ การเล่าเรื่องไม่ต่างจากหนังสงครามเรื่องอื่นๆ สักเท่าไหร่ และแม้ Lone Survivor จะพยายามแยกตาลีบันออกจากชาวอัฟกานิสถานปกติ เพื่อไม่ให้ดูว่าหนังมองชาวอัฟกันฯ และมุสลิมในแง่ลบ แต่หนังก็ยังเน้นชาตินิยมและชูภาพการเป็น “ผู้ปลดปล่อย” ให้กับสหรัฐฯ อยู่ ใครที่ไม่ชอบหนังแนวโปรสหรัฐฯ สุดๆ ก็อาจไม่ชอบใจบ้าง แต่ด้วยงานด้านเสียงและตอนจบที่น่าประทับใจ ก็เป็นเหตุผลเพียงพอที่ทำให้น่าจะลองไปชมหนังเรื่องนี้กัน
 
ความชอบส่วนตัว: 8/10

Film Title: Lone Survivor

3 COMMENTS

  1. เป็นหนังที่สมจริง จริงๆครับ ดูแล้วอินมาก นึกว่าอยู่ในสนามจริงๆ
    ตื่นเต้นเรียกได้ว่าไม่มีเวลาหยุดพักเลยทีเดียว

    ไม่ควรพลาดจริงๆ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here