[Review] Love, Simon – ทำไมมีแค่เกย์ที่ต้องเปิดเผยตัว

0
155
views

“Love, Simon” อาจแตกต่างจากหนัง LGBT หลายเรื่อง ตรงที่มุ่งเน้นในประเด็นดราม่าหรือโศกเศร้ามาก แม้ตัวหนังจะยังมีประเด็นเรื่องอุปสรรคในการเปิดเผยตัวตน และภาพลักษณ์ที่สังคมมองมายังเกย์ แต่โดยรวมแล้ว Love, Simon เลือกเดินในทางโรแมนติกคอมเมดี้ และจบอย่าง Happy Ending ซึ่งมันอาจทำให้บางคนโจมตีว่าหนัง “โลกสวย” และละเลยความเป็นจริงที่เกย์และ LGBT ต้องเผชิญในชีวิตจริง แต่ก็นั่นแหละความคิดว่าว่าหนัง LGBT ต้องดราม่า ต้องจบลงอย่างโศกนาฎกรรม ก็เป็นมายาคติอย่างหนึ่งเหมือนกัน

“Simon Spier” (Nick Robinson) เป็นเด็กวัยรุ่นไฮสคูลที่เรียกได้ว่ามี “ชีวิตที่ดี” ทั้งครอบครัวที่อบอุ่น เพื่อนฝูงที่รักใคร่ นิสัยก็เฮฮา และเข้ากันได้ดีกับทุกคน มีเพียงความลับเดียวที่เขาไม่ได้บอกใครนั่นคือ “เขาเป็นเกย์” แม้ Simon เองจะรู้สึกว่า เมืองที่เขาอยู่อย่างแอตแลนต้านั้นก็ให้การยอมรับและเข้าใจ LGBT เป็นอย่างดี ฟากพ่อแม่นั้น Simon ก็เชื่อว่ามีความหัวสมัยใหม่พอที่จะยอมรับเรื่องแบบนี้ได้ แต่ Simon เองก็เลือกจะเก็บเรื่องนี้ไว้ กระทั่งวันหนึ่ง มีเด็กนักเรียนนามแฝงว่า “Blue” โพสท์ใน Community Online ของโรงเรียนว่า ตนเองเป็นเกย์ Simon เหมือนได้คนหัวอกเดียวกัน จึงเริ่มติดต่อกับ Blue ผ่าน E-Mail และมันค่อยๆ พัฒนาจนเป็น “ความรัก”

“ก็ความรักไม่ใช่ความลับ ถ้าอยากจะรักทำไม่ต้องปิด” เพลงนี้อาจใช้ไม่ได้กับ Simon การเปิดเผยตัวเองยังคงเป็นเรื่องยากสำหรับเขาและ Blue และมันยิ่งยุ่งยากไปอีกเมื่อ E-Mail ระหว่างพวกเขาถูกบางคนล่วงรู้เข้า ทำให้ในขณะที่ Simon พยายามค้นหาว่า Blue ตัวจริงคือใคร เขาเองก็ต้องระแวดระวังไม่ให้ความลับเรื่องเพศสภาพของเขาถูกเปิดเผยเช่นกัน

“Love, Simon” สะท้อนอย่างหนึ่งว่า แม้แต่ในสังคมที่มองเผินๆ ว่ารับได้กับเรื่อง LGBT ลึกๆ มันก็ยังมีความแบ่งแยกอยู่ อย่างโรงเรียนของ Simon คนที่เคยเปิดเผยเพศสภาพตัวเอง ถึงจะแต่งตัวเป็นหญิงมาเรียนได้ แต่ก็มีบางกลุ่มที่แอบล้อเลียนเธอลับหลังอยู่ ที่สำคัญสุดคือ Simon รู้สึกว่า “การเปิดเผยตัวเอง” ก็เท่ากับเป็นยอมรับว่า เกย์หรือ LGBT คืออีกชนชั้นหนึ่งของสังคมหรือเปล่า ทำไมมีแต่เกย์ที่ต้องเปิดเผยตัวเอง ทำไมคนที่ Straight ถึงไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวเองว่าชอบเพศตรงข้าม แต่ขณะเดียวกัน Simon ก็รู้สึกว่าการไม่เปิดเผยตัวเองก็เป็นการทรยศต่อความรู้สึกตัวเองด้วยหรือเปล่า

“Love, Simon” เป็นหนังโรแมนติกคอมเมดี้ที่น่ารัก มีมุขชวนขำ ดำเนินเรื่องไม่น่าเบื่อ และเคมีของนักแสดงไม่ว่าจะในกลุ่มเพื่อน หรือคนรักก็เข้ากันได้ดีทีเดียว ซึ่งจะว่าไป Hollywood ก็ไม่ได้มีหนังรักสไตล์ไฮสคูลที่น่ารักๆ แบบนี้มานานแล้วเหมือนกันแฮะ แถมยังเป็นหนังจากค่ายใหญ่แล้วด้วย แต่ในหน้าฉากของการเป็นหนังรักเบาสมอง Love, Simon ก็แอบแฝงไปด้วยภาพสะท้อนสิ่งที่ LGBT ต้องเผชิญและรู้สึกอยู่เช่นกัน

และในขณะเดียวกัน Love, Simon ก็มอบ “อุดมคติ” ที่น่าจะเป็นสิ่งที่ LGBT หลายคนอยากไปถึงเหมือนกัน นั่นคือวันที่พวกเขาจะถูกมองว่า “เท่าๆ” กับคนอื่น LGBT ไม่ได้เหนือกว่าหรือต่ำกว่า Straight แต่เท่ากัน เมื่อถึงวันนั้น พวกเขาอาจไม่จำเป็นต้องออกมา Grand Opening เพราะมันจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะรักใคร เพศใดก็ได้ มีความรู้สึกว่า หนังพยายามทำลายมายาคติหลายๆ อย่างที่มีต่อเกย์อยู่นะ ทั้งเกย์ไม่จำเป็นต้องสาวแตกเสมอไป เกย์กับผู้ชายก็เป็นเพื่อนกันได้ และคู่รักเกย์ก็สามารถจบแบบ Happy Ending กันได้เช่นกัน

“Love, Simon” อาจไม่ใช่หนัง LGBT ที่มีประเด็นหนักชวนให้ขบคิดเท่าไหร่ อาจโดนหาว่าโลกสวยไปบ้าง แต่อย่างน้อยมันก็เป็นหนังที่สามารถเข้าถึงคนได้ แม้แต่กับคนที่ไม่ใช่ LGBT ก็ตาม

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here