[Review] Love Syndrome รักโง่ๆ – เราเรียนรู้อะไรจากรักที่ไม่สมหวังได้บ้าง?

1
38
views

love 2

 

หมายเหตุ: มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ (Spoil)

 

ปัญหาหลักของ “Love Syndrome รักโง่ๆ” ผลงานหนังรักสัญชาติไทยเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ “พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์” ก็คือหน้าหนังที่ “ไม่ขาย” อย่างแรงๆ ตัวอย่างหนังที่มัวแต่ไปพูดเรื่องความรักของเหล่าอัจฉริยะไม่ได้ก่อให้เกิดความรุ้สึกน่าดูแม้แต่น้อย ยิ่งตัวหนังไม่ได้มาจากค่ายใหญ่อย่าง GTH หรือ M๓๙ (แม้จะมีคนคิดว่าเป็น GTH ก็ตาม) ก็อาจทำให้หนังขายยากเข้าไปอีก แต่ใช่ว่าจะอับจนหนทางเสียหมด อย่างน้อยเสียงวิจารณ์ในแง่บวกถึงรักโง่ๆ ที่แม้จะไม่ได้เป็นกระแสอะไรมากมาย แต่ก็น่าสนใจและเพียงพอที่จะทำให้เราอยากลองดูกับหนังเรื่องนี้สักตั้ง

“Love Syndrome รักโง่ๆ” เป็นหนังรักที่เริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า “ทำไมคนเราถึงยังคงชอบ ยังคงซึ้งไปกับหนังรักพล็อตซ้ำๆ ออกโง่ๆ ทั้งที่ชีวิตจริงมันไม่ใช่แบบนั้น” ก่อนจะพาเราไปพบกับอีกคำถามนึงที่ว่า “ทำไมคนเราถึงยอมทำอะไรโง่ๆ เพื่อความรักได้” โดยนำเสนอผ่านตัวละคร 4 คู่ ที่เกี่ยวข้องกันบ้าง ไม่เกี่ยวข้องกันบ้าง

  • “อาร์ม” (โตโน่ – ภาคิน คำวิลัยศักดิ์) ชายหนุ่มอารมณ์ดีผู้ยึดมั่นในรัก ที่วันหนึ่งได้กลับมาพบกับ “พลอย” (น้ำผึ้ง – กานต์พิชชา พิชยศ) แฟนเก่าของเขาอีกครั้ง หลังจากที่พลอยจากไปเพราะเขาขอเธอแต่งงาน อาร์มยังคงเชื่อในความรักระหว่างพวกเขา จึงอยากย้อนเรื่องราวให้กลับไปเหมือนเดิมอีกครั้ง
  • “โจ” (ยิปซี – คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์) สาวมหาลัยที่ไม่เชื่อในความรัก แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดตกหลุมรัก “ฟอง” (เลโอ โซสเซย์) พระเอกในละครเวทีที่เธอกำกับ ติดอยู่แค่ว่าฟองมีคนที่ชอบอยู่แล้ว และไม่เคยรู้ถึงความรู้สึกของโจเลย
  • “พริกแกง” (มินท์ – ธิติรัตน์ โรจน์แสงรัตน์) สาวออฟฟิศสุดเฉิ่มที่อยู่ๆ ก็มี “เต็งหนึ่ง” (ตั้ม – อดุล เจริญรัศมีเกียรติ) ชายหนุ่มหล่อสุดเพอร์เฟคเข้ามาในชีวิต เธอเชื่อว่านี่คือรักแท้ ในขณะที่เพื่อนๆ ของเธอต่างพยายามเตือนว่า เต็งหนึ่งไ่ม่ใช่ชายแท้ และเข้ามาเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่างจากพริกแกงเท่านั้น
  • “เปตอง” (โก – โกเมน สวนสมัย) เด็กหนุ่ม ม.ปลาย ที่เกิดไปชอบเพื่อนสนิทของตัวเองอย่าง “อิง” (มายด์ – วิรพร จิรเวชสุนทรกุล) แต่ประเด็นคืออิงเป็นทอม แต่กระนั้นเปตองก็ยังคงเชื่อว่า ทอมซ่อมได้ เลยเริ่มปฏิบัติการเปลี่ยนทอมให้เธอ

love 4

ดูเผินๆ Love Syndrome ก็ไม่ต่างจากหนังรักสัญชาติไทยทั่วๆ ไป ที่เล่าเรื่องความรักหลายๆ เรื่องไปพร้อมๆ กัน และหากว่ากันตามตรงแล้ว รักโง่ๆ ก็ยังไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบนัก หนังยังมีจุดติดขัดอยู่ในหลายจุด การเชื่อมประสานระหว่างเรื่องราวของคู่ต่างๆ เข้าด้วยกันก็ยังทำได้ไม่ดีนัก หลายๆ ตอนรู้สึกเหมือนถูกกระชากอารมณ์เกินไป ในส่วนของการแสดงแม้บางคนจะเล่นดีมาก แต่ก็ยังมีบางคนที่เล่นแข็งเสียเราไม่อินเอาเสียเลย นี่ยังไม่รวมถึงบทพูดและเหตุการณ์บางอย่างในเรื่องๆ ที่ดูจงใจเกินไปจนไม่เป็นธรรมชาติ แต่ก็ยังดีที่หนังยังพอคุมจนไม่กลายไปเป็นหนังประเภทรวมคำคมอย่างเดียวแบบที่หนังไทยบางค่ายเป็น

อย่างไรก็ตาม หนังก็ไม่ได้แย่เสียทีเดียว ตรงกันข้ามหนังยังมีดีกว่าที่คิด แม้จะมีจุดอ่อนเยอะ แต่จุดเด่นก็มีไม่น้อยเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงของโตโน่ ยิปซี และ ที่ทำให้เชื่อและอินไปกับตัวละครได้ เพลงที่แม้จะแทรกเข้ามาจนเกือบจะเป็น MV แต่ก็ต้องยอมรับว่าตัวหนังเลือกเพลงประกอบได้เข้ากับเหตุการณ์ในขณะนั้นมาก หรือมุขตลกที่แม้จะไม่ถึงกับฮาทุกมุข แต่ก็เรียกเสียงหัวเราะได้พอควร และเหนือสิ่งอื่นใด จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ Love Syndrome รักโง่ๆ มีความโดดเด่นเป็นอันมากก็คือ “มุมมองความรัก” ของเรื่อง ที่แตกต่างจากหนังรักทั่วไป

หนังมีท่าทียั่วล้อหนังรักเรื่องอื่นๆ ด้วยการเริ่มต้นดำเนินเรื่องตามแบบฉบับ ก่อนจะค่อยๆ บิดผลลัพธ์ให้แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งสร้างความน่าสนใจและไม่ซ้ำซากจำเจได้ดีทีเดียว และยังเป็นการบอกกับเราว่า หนังกับชีวิตจริงมันไม่ได้ตรงกันเสมอไป เราคาดหวังจะมีรักสมหวังเหมือนในหนัง แต่สุดท้ายชีวิตจริงอาจได้กลับมาเพียงแค่ความโดดเดี่ยว แต่อาจเพราะความแตกต่างระหว่างหนังกับชีวิตจริงนี่แหละมั้ง ที่ทำให้หนังรักที่เรามองว่าเป็นเรื่องโง่ๆ ยังคงได้รับความนิยมอยู่เสมอมา หลายคนอินน้ำตาแตกกับหนังเรื่องหนึ่ง ทั้งที่พล็อตเข้าขั้นแย่ เพราะสิ่งหนึ่งที่หนังรักโง่ๆ เหล่านี้ยังให้กับเราก็คือ “ความหวัง” ที่จะทำให้เราก้าวเดินต่อไปในเส้นทางความรักได้

ความแตกต่างจากหนังรักทั่วไปคือการที่ Love Syndrome รักโง่ๆ ไม่เลือกที่จะจบแบบรักสมหวังที่เราทั้งสองจะเคียงคู่กันตลอดไป แต่ก็ไม่ได้หักมุมจบแบบโศกนาฏกรรมตายจากกันไปแบบหนังเกาหลีเช่นกัน ที่รักโง่ๆ ทำคือการแสดงให้ว่า “เราสามารถเรียนรู้อะไรจากความรักที่ไม่สมหวังบ้าง” บางที่เป้าหมายสุดท้ายอาจไม่ได้อยู่ที่การให้อีกฝ่าย “รักตอบ” แต่เป็นแค่การได้มีโอกาสได้เข้าไปอยู่ข้างเคียงกับเขา และเขาก็รับรู้ถึงการอยู่ข้างๆ ของเราก็พอ ต่อให้จุดจบจะไม่เหมือนในหนังก็ช่างมัน เพราะนี่คือชีวิตจริงที่เราจะสามารถเขียนตอบจบได้ด้วยตัวเอง แค่แก่นที่เราได้จากหนังเรื่องนี้ แม้ตัวหนังโดยรวมจะยังไม่ถึงขั้นกลมกล่อมนัก แต่แค่มุมมองความรักในเรื่องนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เรื่องน่าสนใจขึ้นทันที โดยเฉพาะกับคนที่ประสบรักไม่สงหวังทั้งหลาย

ทิ้งท้ายด้วยคำพูดหนึ่งของตัวละคร “โจ” ที่บ่งบอกแก่นของหนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องได้เหมาะเจาะที่สุด

“รักไม่ได้สมหวังเพราะมีรักตอบ แต่รักมันสมหวังในตัวเองอยู่แล้ว”

 

ความชอบส่วนตัว: 6/10

 

love 3

 

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here