[Review] Lucy – คิดให้ไกล ไปให้สุด…สมอง (Spoil)

2
84
views

 

หมายเหตุ: มีเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ (Spoil)

 

ครั้งแรกที่ได้ยินเกี่ยวกับทฤษฎีมนุษย์ใช้ศักยภาพสมองได้แค่ 6% น่าจะเมื่อสักสิบปีก่อน ตอนได้อ่านการ์ตูนจีนเรื่องหนึ่งที่ชื่อว่า “เสือมังกร 5 ภพ” ซึ่งจับเอาแนวคิดดังกล่าวมาเล่าต่อว่า ส่วนของสมองอีก 90 กว่าเปอร์เซ็นที่ยังไม่ได้ใช้ คือพื้นที่กักเก็บศักยภาพและพลังของร่างกาย รวมไปถึง “ความทรงจำ” จากชาติก่อนๆ เป็นการ์ตูนที่มีแนวคิดล้ำดี เสียดายที่ต่อมาเริ่มออกทะเล และไปเน้นพวก Action เป็นหลักตามสไตล์การ์ตูนจีน ช่วงนั้นลองหาข้อมูลเกี่ยวกับทฤษฎีนี้ แต่พบคร่าวๆ ว่าทฤษฎีนี้มีปัญหาเรื่องความเป็นไปได้ และถูกตีตกไปแล้วในวงการวิทยาศาสตร์ ก็เลยค่อยๆ ลืมเลือนเรื่องนี้ไป จนกระทั่ง “Lucy” หยิบเอาทฤษฎีการใช้ศักยภาพสมองไม่เต็มที่มาเป็นจุดขายอีกครั้ง

“Lucy” (Scarlett Johanson) เป็นชื่อของหญิงสาวคนหนึ่งที่เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอมากไปกว่าเธอเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ไต้หวัน และชื่อของเธอไปพ้องกับชื่อมนุษย์ผู้หญิงที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบโครงกระดูก (อายุประมาณ 3.2 ล้านปี) วันดีคืนดีเธอก็ไปพัวพันกับแก๊งค์ค้ายาโดยไม่ตั้งใจ หัวหน้าแก๊งค์ชาวเกาหลี (แต่เรื่องเกิดในไต้หวัน) “Mr.Jang”  (Choi Min-sik) เลยเอายาตัวใหม่ “CPH4” ยัดไปในท้องเธอ เพื่อใช้เป็นคนส่งยา แต่แล้วเมื่อถุงยาท้องดันแตกเสียก่อน CPH4 จำนวนมากเข้าผสมกับร่างกายของเธอ “Lucy” รอดมาได้ พร้อมกับศักยภาพสมองของเธอที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนแม้แต่เธอก็เกิดคำถามว่าจะเป็นยังไงถ้าสมองพัฒนาไปถึง 100%

ว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์ “Lucy” น่าจะเป็นหนัง Sci-fi ที่อาจไม่ตรงใจคอวิทย์นัก เพราะมีหลายจุดที่ชวนให้กังขาว่าไม่น่าเกิดขึ้นได้จริง แค่ลำพังทฤษฎีมนุษย์ใช้สมองไม่เต็มที่ ก็เป็นทฤษฎีที่มีข้อโต้แย้งมากมายและขาดการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ยิ่งมาเจอกับรูปแบบพลังและความสามารถที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับการพัฒนาของสมอง ยิ่งทำให้ปริ่มๆ จาก Sci-fi จะกลายเป็น Fantasy เสียให้ได้ แต่ข้อดีก็คือ หนังสามารถเล่าเรื่องไปได้ไกล สามารถใส่อะไรได้เต็มที่ เพราะไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่ในกรอบความสมจริงทางวิทยาศาสตร์ (ที่เป็นไปได้ตามทฤษฎีปัจจุบัน) เท่านั้น อย่างไรก็ตาม แม้จินตนาการในเรื่องจะล้ำไปไกลมาก แต่ “Luc Besson” ก็ยังสามารถคุมโทนให้ไม่ถึงขั้นออกทะเลได้ “Lucy” ยังมีแก่นและแนวคิดพื้นฐานรองรับอยู่ซึ่งทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ ในเรื่อง แม้ว่าแก่นนั้นอาจจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ก็ตาม

เมื่อศักยภาพการใช้สมองเพิ่งสูงขึ้น ความสามารถและพลังของ “Lucy” ก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย หนังไม่ได้มาแนวการระลึกชาติแบบ “เสือมังกร 5  ภพ” ที่เคยอ่าน แต่เป็นการพัฒนาการทางความฉลาด ร่างกาย ความจำ พลังในการควบคุมร่างกายตัวเอง ไปจนถึงการควบคุมคนอื่น สภาพแวดล้อม และ “เวลา” ฟังดูเว่อร์วัง แต่หนังก็มีวิธีเล่าที่ทำให้อินไปกับเรื่องราวโดยไม่ตะขิดตะขวงใจได้ ยิ่งหนังได้ “Morgan Freeman” มารับบทถนัด คือบท “ผู้รู้” ยิ่งช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเรื่องราวได้ (อย่างน้อยก็ในหนัง)

 

เข้าใจว่าแนวคิดพื้นฐานของ “Lucy” คือ เซลส์ทุกเซลส์นั้นสามารถเชื่อมต่อกันได้ เมื่อครั้งมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นครั้งแรกบนโลก ธรรมชาติที่ไม่เหมาะต่อการอยู่รอด บีบบังคับทำให้เซลส์ต้องมีการ “ถ่ายทอด” หรือ “สืบเผ่าพันธุ์” จากเซลส์เดียว แบ่งตัวและพัฒนาไปเรื่อยๆ กลายเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลส์ที่มีความสลับซับซ้อนอย่างมนุษย์ หนังบอกกับเราว่า ในช่วงระยะเวลาของวิวัฒนาการ การแบ่งตัวของเซลส์เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ไม่ได้เป็นเพียงการแบ่งตัวเท่านั้น แต่ยังมีการถ่ายทอดความความรู้ ความสามารถเข้าไปในเซลส์นั้นได้ และเพราะแต่ละเซลส์มีจุดเริ่มต้นมาจากจุดเดียวกัน แต่ละเซลส์จึงสามารถเชื่อมต่อกันได้ ความสามารถในการเข้าถึงความรู้และเชื่อมต่อกับเซลส์ตัวอื่น คือความสามารถของสมองที่เรายังไม่ได้ใช้ จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อ Lucy มีศักยภาพสมองสูงขึ้น เธอจึงสามารถควบคุมคนอื่นได้ เพราะเธอสามารถเชื่อมต่อกับเซลส์อื่นได้แล้วนั่นเอง

ไม่เพียงแต่การเชื่อมต่อกับเซลส์อื่นๆ เท่านั้น เมื่อสมองพัฒนาไปจนถึงเข้าใกล้ 100% หนังก็พาเราไปไกลถึงขั้นการเชื่อมต่อระหว่างอะตอมหรือแม้กระทั่งพลังงานต่างๆ Lucy สามารถเข้าไปควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ และเมื่อถึงขีดสุดเธอก็สามารถอยู่เหนือ “กาลเวลา” ได้ แนวคิดที่เป็นไปได้ตามความเข้าใจส่วนตัวคือ ก่อน Big Bang ไม่มีทั้งเวลาและอวกาศ เวลาเกิดขึ้นพร้อมกับ Big Bang สสารที่เกิดขึ้นได้ถ่ายทอดบันทึกเหตุการณ์จากอะตอมสู่อะตอม เมื่ออะตอมรวมตัวกันเป็นเซลส์ ก็ถ่ายทอดจากเซลส์สู่เซลส์อีก ศักยภาพสมอง 100% ก็คือการสามารถเข้าถึงความทรงจำ ณ จุดก่อนการเกิดขึ้นของเวลาได้ และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ Lucy อยู่เหนือกาลเวลา

การมีพลังเยอะขึ้นของ Lucy ก็มีผลเสียเช่นกัน เพราะยิ่ง Lucy เข้าใกล้ศักยภาพสมอง 100% เท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เธอมีความเป็นมนุษย์น้อยลง เธอได้ตระหนักว่าเธอไม่ใช่แค่ตัวเธอ แต่ตัวเธอคือส่วนหนึ่งของจักรวาลแห่งนี้ ตัวตนมนุษย์อาจจะไม่มีจริง แต่เป็นตัวตนของจักรวาลต่างหากที่มีอยู่จริง ทุกคน ทุกสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงถึงกันเป็นโครงข่าย เมื่อเข้าถึงตัวตนของจักรวาล “Lucy” จึงอยู่ในทุกๆ ที่

 

พอมาถึงจุดนี้หนังเริ่มเข้าใกล้ขอบเขตศาสนาไปทุกที แต่อย่าคิดไปว่า “Lucy” จะเป็นหนังปรัชญาเข้าใจยากอะไรมากมาย เพราะในอีกแง่หนึ่ง “Lucy” ก็เป็นหนังดูสนุกเอามันส์ เรื่องราวกระชับ ชวนลุ้น และขายคาแรกเตอร์นักแสดงนำ ความสนุกของ “Lucy” คือจะดูเอาสนุก เอามันส์ แก้เซ็งก็ได้ แต่ขณะเดียวกันจะดูเพื่อเอาแนวคิด สนุกกับการได้คิด การได้สำรวจจินตนาการของคนสร้างก็ได้เช่นกัน เพียงแต่อย่าไปคาดหวังว่า จินตนาการเหล่านั้นจะอิงกับความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์อะไรมากมาย

 

ความชอบส่วนตัว: 8/10

 

lucy-scarletteJ

2 COMMENTS

  1. แนวคิดที่ได้าจากเรื่องนี้ คือการพบว่ามนุษย์ก้อกลายเป็นเทพเจ้าได้ เมื่อศักยภาพสมองถูกใช้เต็ม 100 แต่ชอบแนวคิดว่า นี่แหละ ศักยภาพขององค์สมเด็จพระสัมมาส้มพุทธเจ้า ผู้ใช้สมองได้เต็ม 100% เพราะหยั่งรู้ทุกอย่าง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here