[Review] Mr.Go – คิงคองตีเบสบอล กับ ความทะเยอทะยานของหนังเกาหลี

2
80
views

mr.go

“Mr.Go” เป็นหนังเกาหลีที่เห็นตัวอย่างครั้งแรกก็เกิดอยากดูทันที เพราะ CG คิงคองในเรื่องถือว่าเนียนตาไม่แพ้หนัง Hollywood เลยทีเดียว และตัวหนังเองก็ชูเรื่องนี้เป็นจุดขายหลักด้วย ยิ่งได้ “แทยอน” แห่งวง Girls’ Generation (SNSD) มาร้องเพลงประกอบ “Bye” ให้ดัวยยิ่งอยากดูเข้าไปใหญ่ เพราะเพลงเพราะมาก โดยเฉพาะเวอร์ชั่นจีน แต่ประเด็นคือแม้ Mr.Go จะโดดเด่นด้วยงาน CG ที่คงไม่เกินเลยไปนักว่านี่คือหนังเอเชียที่ใช้ CG ได้สมจริงที่สุด และเพลงประกอบซึ่งหมายรวมไปถึงดนตรีประกอบภายในเรืื่องที่ทำออกมาได้ไพเราะ แต่ตัวหนังยังทำได้ไม่ดีนักในสิ่งที่น่าจะเป็นใจความของเรื่องอย่าง “ความผูกพันของคนกับสัตว์”

 

-1-

Mr.Go เป็นเรื่องของ “หลิงหลิง” คิงคองร่างยักษ์ที่อาศัยอยู่ในคณะละครสัตว์ประเทศจีน และ “เว่ยเว่ย” (ซูเจียว – ะคนเดียวกับที่เล่นเป็นลูกชายโจวซิงฉือในเรื่อง CJ7 ตอนนั้นมีแต่คนคิดว่าเป็นผู้ชายจริงๆ) หลานสาวเจ้าของคณะละครสัตว์ที่เติบโตมาโดยมี หลิงหลิง เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ส่งผลให้ทั้งสองเป็นคู่คนกับสัตว์ที่สนิทและรู้ใจกันมาก หลิง หลิงยังเป็นคิงคองที่มีความสามารถในการตีเบสบอลเพราะคุณปู่เจ้าของคณะชอบดูเบสบอล โดยมี เว่ย เว่ย เป็นคนฝึกให้ แถมยังสอนภาษาจีนให้อีก แต่แล้วเหตุการณ์แผ่นดินไหวในจีน ก็นำมาซึ่งจุดเปลี่ยน คุณปู่เจ้าของคณะเสียชีวิตลงจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทิ้งให้เว่ยเว่ยเป็นผู้รับผิดชอบคณะต่อพร้อมกับหนี้ก้อนโตที่เกิดจากการเล่นพนันของคุณปู่และการเอาเงินไปซื้อคิงคองอีกตัวอย่าง “เหล่ยถิง” ที่กลายเป็นความสูญเปล่า เมื่อคิงคองตัวนี้ดุร้ายเกินกว่าจะฝึกได้ เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ เว่ยเว่ยจึงรับข้อเสนอของ “ซองชุงซู” (ซองดงอิล – คนเดียวกับที่เล่นเป็นพ่ออึนจี A Pink ในเรื่อง Reply 1997) เอเย่นท์นักกีฬาของเกาหลี ด้วยการพาหลิงหลิงไปเป็นนักกีฬาเบสบอล กีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดของเกาหลีใต้ ของทีม Doosan Bear และตั้งชื่อใหม่ให้หลิงหลิงว่า “Mr.Go”

การดำเนินเรื่องของ Mr.Go จัดว่าสนุกในระดับปานกลาง ตลอดทั้งเรื่องมีมุมให้เฮฮา สนุกสนานอยู่ตลอดเวลา ทั้งจากตัวหนังเองและที่พันธมิตรพากย์เสริมเข้าไป แต่ปัญหาใหญ่ที่ทำให้หนังยังไม่ถึงขั้น “กินใจ” ก็คือยังไม่ทำให้เรา “อิน” กับความสัมพันธ์ระหว่างหลิง หลิงและเว่ย เว่ย ได้มากนัก สาเหตุสำคัญอาจเนื่องจากหนังไม่ได้ปูเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองมากนัก และในช่วงต้นหนังก็เลือกจะให้บุคคลที่ 3 เป็นคนบรรยายเรื่องราวความเป็นมาของหลิงหลิงและเว่ยเว่ยแทน ส่งผลให้ในช่วงท้ายเมื่อหลิง หลิง ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้อง เว่ยเว่ย เลยไม่อิน และอดคิดไม่ได้ว่า “ไม่ต้องช่วยก็ได้นะ” แม้แต่ตอนจบเองเราก็ยังสงสัยว่า เว่ยเว่ย รู้สึกยังไงกับ หลิงหลิง กันแน่ เป็นญาติ เป็นครอบครัว เป็นเพื่อน หรือยังเป็นแค่สัตว์เลี้ยงที่สนิทกันเหมือนเดิม กลายเป็นว่า เรื่องราวการพัฒนาความผูกพันระหว่าง ซองดงอิลกับหลิงหลิง ยังดูน่าอินเสียกว่าในเรื่องอีก จากนายหน้าหน้าเลือดที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับหลิงหลิง กลายมาเป็นเพื่อนที่พร้อมช่วยเหลือคิงคองตัวนี้ ทุกครั้งที่ซองดงอิลกับหลิงหลิงเข้าฉากด้วยกัน สามารถเรียกเสียงหัวเราะจากเราได้เสมอ

หนังยังมีตัวละครอีกมากมายที่บางทีก็สงสัยว่าใส่มาทำไม อย่างตัวละครของผู้จัดการทีม Doosan Bear ที่ตอนแรกเหมือนจะไม่เห็นด้วยกับการนำ Mr.Go มาร่วมทีมด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม แต่พอทีมชนะกลับกลายมาเป็นเห็นด้วยซะงั้น ปฏิัสัมพันธ์ของผู้เล่นเบสบอลคนอื่นๆ กับ Mr.Go ก็แทบไม่มีเลย หรือตัวละครเด็กๆ ในคณะละครสัตว์ ที่แทบไม่มีบทบาทอะไรเลย ทำให้เราไม่เห็นความผูกพันของเว่ยเว่ยกับคณะละครสัตว์ของเธอเท่าไหร่ รวมทั้งคิงคองอีกตัวอย่าง “เหล่ยถิง” ที่ดูจะมีบทบาทแค่ให้เป็นขั้วตรงข้ามกับ “หลิงหลิง” เท่านั้น ทั้งที่หนังน่าจะสามารถขยี้ประเด็นเรื่องที่ว่าทำไมเหล่ยถึงจึงไม่ชอบเว่ยเว่ยกับหลิงหลิงได้อีก แต่หนังก็อธิบายเพียงว่า เพราะเหล่ยถิงเป็นลิงภูเขาที่ดุร้ายมาแต่เกิดเท่านั้น ดูไปดูมาเหล่ยถึงออกจะน่าสงสารที่สุดในเรื่อง เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนรักเขาจริงเลย

ยอมรับว่าเพลงของแทยอนที่ทั้งเศร้าทั้งซึ้งทำให้เราคาดหวังความกินใจจากหนังเรื่องนี้ไม่น้อย ผลงานเก่าของผู้กำักับ “คิมยองฮวา” อย่าง “ฮันนะซัง สวยสั่งได้” (200 Ponds Beauty) ที่ทำออกมาได้ทั้งขำทั้งซึ้งก็ทำให้คาดหวังไปอีก เมื่อไม่อินเท่าที่คิดเลยผิดหวังไม่น้อย แต่ถึงหนังจะไม่อินเท่าไหร่ โดยรวม Mr.Go ก็ยังจัดเป็นหนังที่ดูสนุกอยู่ในระดับหนึ่ง น่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะกับครอบครัวเลยที่เดียว ที่สำคัญสิ่งหนึ่งที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของหนังได้เลยก็คือ “CG” ที่ยอมรับเลยว่าเยี่ยมจริงๆ

 

แทยอน SNSD – Bye (Ost. Mr.Go)

 

-2-

Mr.Go นั้นนับว่าเป็นความทะเยอทะยานของวงการหนังเกาหลีโดยแท้ ที่จะผลักดันหนังของตัวเองออกไปในระดับโลก หลังจากที่ช่วงหลังๆ หนังเกาหลีดูจะซบเซาลงไปในตลาดต่างประเทศ (แต่ในประเทศยังไปได้สวย) การเลือกทำหนังที่มีสเกลค่อนข้างใหญ่และเน้น CG ที่เป็นยาขมสำหรับหนังเอเชีย จึงเป็นความเสี่ยงไม่น้อย แต่ถ้าทำสำเร็จก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนของวงการหนังเกาหลีได้เลย

ปัญหาก็คือ การทำหนังที่เน้น CG ต้องใช้งบประมาณที่สูงตามไปด้วย เทียบกับ Hollywood การลงทุนระดับ 100 ล้านดอลลาร์เพื่อหนังที่เน้น CG อาจไม่ใช่เรื่องที่ยากนัก แต่มันยากแน่สำหรับเกาหลีใต้ที่เมื่อปี 2012 ที่ผ่านมามีมูลค่าตลาดรวมของหนังที่ 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น ดังนั้น เพื่อให้ได้เงินลงทุนที่มากขึ้น จึงได้ร่วมทุนกับค่าย “Huayi Brothers” จากจีน ได้เงินเป็นทุนสร้างหนังเรื่องนี้กว่า 25 ล้่านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกว่าครึ่งหมดไปกับค่า Visual Effect หนังยังขึ้นแท่่นหนังที่ใช้ทุนสร้างสูงสุดของเกาหลีใต้ แม้ว่าเมื่อเทียบกับ Hollywood จะยังเป็นจำนวนเงินไม่มากก็ตาม

การเลือกร่วมทุนกับจีนถือเป็นข้อดีไม่น้อย เพราะนอกจากจากจะได้แหล่งเงินมาใช้สร้างหนังแล้ว ยังทำให้ Mr.Go สามารถเจาะตลาดจีนได้ง่ายขึ้น และตัวหนังเองก็ต้องการเจาะตลาดนี้โดยตรง เห็นได้จากการให้ตัวละครหลักเป็นชาวจีน ทั้งนี้เพราะตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่และเติบโตมากเรื่อยๆ หากหวังแต่ในเกาหลีใต้อย่างเดียวอาจทำกำไรไม่มากนัก แต่ถ้าประสบความสำเร็จในตลาดจีนก็ได้เงินคืนมาได้ไม่ยาก จะว่าไปสังเกตว่าในช่วงหลัง หนังเกาหลีหลายเรื่องเริ่มใช้วิธีการร่วมทุนเพื่อผลักดันหนังตัวเองไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ที่จะตามมาอีกก็ “Make Your Move” ที่ร่วมทุนกับทางฝั่งอเมริกา หรือ “Snowpiercer” ที่ร่วมทุนกับอเมริกาเหมือนกันแถมยังได้ “Chris Evans” มาแสดงนำ

กลับมาที่เรื่อง CG ใน Mr.Go แม้หนังจะมีทุนสร้างน้อยเมื่อเทียบกับ Hollywood แต่ผลงาน CG ที่ปรากฎในเรื่องจัดได้ว่ายอดเยี่ยมทีเดียว การรังสรรค์ตัว “หลิงหลิง” และ “เหล่ยถิง” ทำได้อย่างน่าประทับใจและสมจริง หนังยังเต็มไปด้วยฉากโชว์เทคนิคพิเศษไม่ว่าจะเป็น คิงคองปะทะคิงคอง คิงคองเปียกฝน คิงคองคลุกทราย คิงคองคลุกดิน คิงคองปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ฯลฯ เรียกได้ว่าทำได้ไม่น้อยหน้า Hollywood เลย รอบที่ไปดูไม่ใช่แบบ 3D แต่ก็ยินมาว่า 3D ของเรื่องนี้ก็ทำออกไม่ได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน

แน่นอนเราอาจเกิดคำถามว่า “แล้วเมืองไทยสามารถทำหนังแบบนี้ได้หรือป่าว?” คำตอบคือ “ยาก” แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย ปัญหาคือตลาดหนังเมืองไทยยังเล็กเกินไปกว่าที่จะลงทุนในหนังทุนสูงระดับนี้ได้ (เทียบเป็นเงินไทยคือกว่า 750 ล้านบาท) ในขณะที่เรื่องบุคลากรแม้ว่าเราจะมีมือดีทางด้านนี้อยู่มากมาย เห็นได้จาก Studio ที่รับทำ VFX ให้กับหนัง Hollywood ก็มีคนไทยอยู่ด้วย แต่ที่เราต้องการไม่ใช่เพียงคนเก่งเท่านั้นแต่ยังต้องการ “คนเก่งจำนวนมาก” ด้วย Mr.Go ใช้ทีมงานด้าน CG กว่า 180 คน ในขณะที่หนัง/ละครไทยใช้เกิน 10 คนก็ถือว่าเยอะแล้ว แต่อย่างที่บอกก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าตลาดเมืองไทยเปิดกว้างขึ้น วงการ IT บ้านเราขยายตัว ไปจนถึงลองร่วมทุนกับต่างประเทศดู เราก็อาจมีหนัง CG แจ่มๆ สักเรื่องมาให้ดูในบ้านเราก็ได้

Mr.Go เข้าฉายไปที่เกาหลีใต้ไปแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ ปรากฎว่าทำเงินได้ไม่ดีนัก กวาดไปได้เพียงประมาณ 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น แต่หนังก็ยังไปได้สวยในจีนทำเงินแล้วกว่า 16 ล้าน แม้ว่าตัวเลขกำไรโดยรวมอาจไม่เป็นไปตามที่คาดไว้นัก แต่อย่างน้อย Mr.Go ก็แสดงให้เห็นว่า การที่หนังเอเชียหรือหนังเกาหลีใต้เรื่องนึงจะเน้น CG เป็นหลัก มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

 

ความชอบส่วนตัว: 7/10 

 

mr.go 2

2 COMMENTS

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here