[Review] Need for Speed – ว่ากันว่าหนังที่สร้างจากเกมมักไม่เวิร์ค

2
147
views

poster-of-need-for-speed-movie

 

“ว่ากันว่าหนังที่สร้างจากเกมมักไม่เวิร์ค” อาถรรพ์นี้น่าจะยังใช้ได้เสมอ เพราะแม้ว่าเกมจะดังเพียงใด แต่เมื่อนำมาขึ้นจอใหญ่ ผลกลับคว่ำไม่เป็นท่าไปนักต่อนัก อาจจะประสบความสำเร็จหน่อยก็ Resident Evil ที่ทำรายได้ดีจนออกทะเลมาถึงภาค 6 (และจะออกไปเรื่อยๆ) แต่เรื่องนี้ก็โดนสาปส่งจากคอเกมจนแทบไม่เผาผีกันว่าละทิ้งจิตวิญญาณของเกม แล้วอะไรทำให้หนังที่สร้างจากเกมถึงไม่ค่อยประสบความสำเร็จกันละ?

งานสร้างที่สุกเอาเผากิน การปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องจนทำลายแก่นของเกม นักแสดงที่ไม่ดึงดูด ไปจนถึงการสนใจตลาดทั่วไปมากกว่ากลุ่มคนเล่นเกม เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุผลที่ทำให้หนังจากเกมมักไปไม่รอด แต่ถ้าถามว่าเหตุผลไหนสำคัญที่สุด ก็น่าจะเป็นเพราะ “สเน่ห์” ของเกมกับหนังมันไม่เหมือนกัน ในขณะที่เกมมีลักษณะเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ (Interactive) ระหว่างผู้เล่นกับตัวเกมส์ (บางครั้งก็กับผู้เล่นอื่นด้วย) แต่หนังไม่มีในจุดนี้ เราได้เพียงแต่นั่งดูและตีความว่าผู้กำกับต้องการสื่ออะไร ไม่สามารถโต้ตอบกับตัวหนังได้โดยตรง ต่อให้หนังซื่อสัตย์กับเนื้อเรื่องในเกมแค่ไหน ก็เป็นไปได้ว่าคนเล่นเกมอาจไม่ชอบ เพราะความรู้สึกมันต่างกัน จะว่าไปการสร้างหนังจากเกมจึงเป็นเรื่องยากพอควร และถ้าผู้กำกับไม่เก๋าพอก็มีสิทธิล้มคว่ำเอาง่ายๆ เช่นกัน 

Need for Speed เป็นหนังอีกเรื่องที่สร้างจากเกมและก็เป็นอีกเรื่องที่ยังอยู่ในอาถรรพ์หนังที่สร้างจากเกมมักไม่เวิร์ค จุดเริ่มต้นของ Need for Speed นั้นเป็นเกมส์คอมพิวเตอร์ที่วางจำหน่ายครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1994 ออกภาคใหม่มาเรื่อยๆ และครองตำแหน่งเกมแข่งรถที่ประสบความสำเร็จที่สุดจนถึงปัจจุบัน EA เจ้าของเกมรอเวลา 20 ปี กว่าจะตัดสินใจให้สร้างเรื่องนี้เป็นหนัง นอกจากจะเพราะครบรอบ 20 ปีของเกมแล้ว คงเพราะเห็นตัวอย่างความสำเร็จจาก Fast & Furious the Series ที่เป็นหนังแนวแข่งรถเหมือนกัน แต่ในทางกลับกันการประสบความสำเร็จอย่างมากของ Fast & Furious ก็กลายเป็นแรงกดดันและทำให้เกิดการเปรียบเทียบกันไม่น้อย

และคงเพราะคาดว่าจะโดนเปรียบเทียบแน่ Need for the Speed จึงพยายามฉีกตัวเองออกจาก Fast & Furious ซึ่งจุดที่เห็นได้ชัดก็คือ การที่ Need for the Speed ให้ความสำคัญกับ “รถ” และ “การแข่ง” เป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งทำให้ต่างจาก Fast ภาคหลังๆ ที่กลายเป็นหนัง “Action อาชญากรรมที่มีรถเป็นตัวประกอบ” ไปแล้ว สำหรับคนรักรถจึงน่าจะปลื้มปริ่มไปกับ Need for Speed ไม่น้อย เพราะหนังจัดรถมาหลายคัน แต่ละคันก็สวยเฉี่ยวโดนใจน่าขับ และยังมีเสียงเครื่องยนต์ที่เปิดมาให้ดื่มด่ำกันอย่างเต็มที่ (หลายคนเห็นตรงกันว่าถ้าดูในระบบ 4DX จะฟินขึ้นไปอีก) นอกจากรถสวยแล้ว นางเอกยังสวยและมีสเน่ห์มากด้วย โดยที่ไม่ต้องพึ่งพิงการนุ่งน้อยห่มน้อยหรือทำท่า Sexy แต่อย่างไร ที่สำคัญนางเอกเรื่องนี้ไม่ได้นั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถเฉยๆ แต่ยังมีความกล้าบ้าบิ่นและส่วนร่วมกับเรื่องราว ดูไปดูมาโดดเด่นกว่าพระเอกที่เป็นตัวหลักของเรื่องเสียอีก

แต่ปัญหาของ Need for Speed ก็คือพอลองยกเรื่องรถสวย กับนางเอกสวยออกไป หนังเรื่องนี้ก็แทบไม่มีอะไร บทค่อนข้างหลวมแถมไม่น่าสนใจ ช่วงต้นก็ปูเรื่องราวเสียเยอะกว่าจะเข้าเรื่องจริงๆ ประเด็นดราม่าก็จุดไม่ค่อยติด ทำให้ไม่ค่อยอินกับความแค้นระหว่างตัวเอกกับตัวร้ายเท่าไหร่ การแข่งขันไคล์แมกซ์ของเรื่องที่ปูกันมาว่ายิ่งใหญ่ พอแข่งจริงๆ กลับไม่รู้สึกว่ายิ่งใหญ่เท่าไหร่ และอาจเพราะการแข่งรถในเรื่องนี้ไม่ค่อยมีการเล่นเทคนิคเท่าไหร่ มันเลยทำให้เวลาแข่งยังมันส์ไม่ค่อยสุด คือตื่นเต้นนะ แต่ไม่ถึงกับเอาใจช่วยแบบสุดๆ อาจเพราะพระเอกของเราช่างดูไม่มีสเน่ห์และไม่สามารถแบกเรื่องเอาไว้ได้เลย จนต้องพึ่งพิงรถ นางเอก และตัวร้าย ให้มาช่วยกันอุ้มเรื่องไว้แทน

ในแง่การเป็นหนังจากเกม หนังทำได้ดีในแง่การดึงเอาองค์ประกอบของเกมบางอย่างมาใช้ อย่างน้อยก็เรื่องของรถ และการใช้มุมกล้องจากในตัวรถ แต่อย่างที่ว่าไป สเน่ห์ของหนังกับเกมมันไม่เหมือนกัน หาก Need for Speed ยังต้องการลบอาถรรพ์หนังจากเกมให้ได้ ก็คงต้องค้นหาแนวทางของตัวเองให้เจอ หากสเน่ห์แบบเกมไม่สามารถดึงมาใช้ในหนังได้หมด ก็ต้องสร้างสเน่ห์ในแบบ Need for Speed ฉบับหนังขึ้นมาให้ได้ จะเน้นแต่รถสวยอย่างเดียว คงไม่ดีแน่หากต้องการไปต่อ

ความชอบส่วนตัว: 6/10

 

need-for-speed-poots3

2 COMMENTS

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here