[Review] No Escape – ไม่มีทางหนีได้เลย ฉันเลยต้องเอ่ยปาก…

0
50
views


 

“ไม่มีทางหนีได้เลย ฉันเลยต้องเอ่ยปาก บอก ………………………………………………………………………………………………….บอกว่า พวกแกไม่ต้องหนีหรอก ยอมตายไปให้สิ้นๆ เรื่องเถอะ”

“No Escape” หรือชื่อเดิม “The Coup” เป็นที่สนใจของคนไทยตั้งแต่ก่อนเข้าฉาย เพราะเป็นหนังที่เข้ามาถ่ายทำในเมืองไทย โดยใช้ Location หลักเป็น จ.เชียงใหม่ ในช่วงประมาณปลายปี พ.ศ.2556 โดยเนื้อหานั้นเกี่ยวกับครอบครัวชาวอเมริกันที่มี Owen Wilson เป็นหัวหน้าครอบครัว ซึ่งเดินทางมาทำงานในดินแดนแถบเอเชียตะวันเฉียงใต้แห่งหนึ่ง และต้องตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่นำไปสู่รัฐประหารในประเทศนั้น ที่น่าสนใจก็เพราะมันดันประจวบเหมาะกันอีกที่ในขณะถ่ายทำหนังเรื่องนี้ ไทยเราก็กันมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองพอดี และก็จบลงด้วยการรัฐประหารด้วยเช่นกัน ก็เลยเป็นที่จับตามองกันว่าหนังเรื่องนี้จะมีโอกาสได้เข้าฉายในไทยหรือไม่ แต่ก็ได้เข้าฉายในที่สุด

แต่ความเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยมันก็มีแค่นั้นแหละ ลุงตู่และผองเพื่อนจงสบายใจได้…เพราะในเรื่องมีอะไรโยงมายังการเมืองไทยได้ไม่มากนัก เพราะหนังเลือกเซตฉากเป็นประเทศสมมติ ซึ่งไม่ใช่แค่เซตธรรมดา ยังรวมไปถึงการออกแบบภาษาทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนในหนังใหม่ได้ โดยมีความใกล้เคียงกับภาษากัมพูชามากกว่าภาษาไทย (แม้ว่าจะมีนักแสดงหลุดพูดไทยมาหลายประโยคก็ตาม) ในขณะที่ชนวนของเรื่องก็ดูได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์เขมรแดงบุกพนมเปญในกัมพูชา เมื่อราวๆ พ.ศ.2520 โดยกองทัพเขมรแดง ซึ่งเป็นกลุ่มคอมมิวนิสต์ ได้เข้ายึดครองอำนาจประเทศ กวาดล้างผู้เห็นต่าง รวมถึงกลุ่มที่เขมรแดงมองว่าเป็น “ศัตรูทางชนชั้น” โดยเฉพาะคนรวยและชาวต่างชาติ ที่ถูกมองว่าเข้ามากอบโกยและกดขี่ชาวกัมพูชา การเข้ามาของเขมรแดง ทำให้ประมาณกันว่ามีผู้เสียชีวิตไปกว่า 3 ล้านคน และเป็นที่มาของทุ่งสังหารอันเลื่องชื่อ (ในทางไม่ดี)

“No Escape” เหมือนกับเขมรแดงตรงที่ว่า กองกำลังรัฐประหารในเรื่องนั้นมุ่งเป้าไปที่ชาวต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งครอบครัวของ “Jack Dwyer” (Owen Wilson) ที่ประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูกสาว 2 คน ก็ดันกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ เพราะตัว Jack นั้นมาที่ประเทศนี้เพื่อรับตำแหน่งบริหารบริษัทประปา ซึ่งกองกำลังเห็นว่าเป็นความพยายามเทคโอเวอร์สาธารณูปโภคของประเทศโดยต่างชาติ นอกจากนี้ลักษณะการแต่งกายของกองกำลังที่ใช้สีแดงนำ ลักษณะของตัวอักษร บทบาทของเวียดนามในเรื่อง รวมไปถึง Location ที่ดูเก่าๆ เหมือนประมาณ 20 กว่าปีก่อน ทุกอย่างมันมุ่งให้นึกถึงเขมรแดงทั้งนั้น ซึ่งก็มีข่าวว่าเรื่องนี้โดนแบนไปในกัมพูชาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (กัมพูชาอ้างเหตุผลหลักเรื่องตัวอักษรในเรื่องคล้ายตัวอักษรกัมพูชา)

แต่เอาละ…ลองมองผ่านความเป็นเขมรแดงไปยังแง่มุมอื่นบ้าง สิ่งที่พบใน “No Escape” ก็คือ “ไม่มี” อะไรเลยจริงๆ หนังมีการสร้างสถานการณ์ที่น่าจะเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการสร้างอารมณ์ลุ้นระทึก ทั้งดินแดนแปลกหน้า คนแปลกหน้า การต้องหาทางเอาตัวรอดไปพร้อมๆ กับการปกครองครอบครัว ไปจนถึงความรู้สึกผิดที่พาครอบครัวมาลำบาก แต่มันมาเสียตรงที่ครอบครัว Dwyer ช่างเป็นครอบครัวที่ไม่น่าเอาใจช่วยเอาเสียเลย หลายครั้งที่รู้สึกว่า ไม่ใช่เพราะกองกำลังรัฐประหารหรอกที่ทำให้หนีไม่ได้ แต่เพราะความไม่ได้เรื่องของคนในครอบครัวนี้นี่เองละ ที่จะทำให้หนีไม่รอด โดยเฉพาะตัวแม่กับตัวลูกนี่แหละ

ที่สำคัญหนังยังไม่ทำให้เรารู้สึกได้ถึงสายใยความรักของครอบครัวนี้ มันเหมือนแค่คน 4 คน ที่ถูกจับมาอยู่ด้วยกัน และพยายามฝังหัวเราว่านี่คือครอบครัวนะ เช่นเดียวกับเรื่องราวมิตรภาพในสนามรบ ที่น่าจะเป็นประเด็นบีบคั้นได้เป็นอย่างดี แต่พออยู่ในเรื่องนี้ก็ช่างเจือจางเหลือเกิน รวมไปถึงบทของ “Hammond” ที่ดึงเอาอดีตเจมส์บอนด์ “Pierce Brosnan” ก็ดูไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไร และถูกใช้อย่างค่อนข้างเสียของพอควร

No Escape จึงเป็นหนังที่ไม่ค่อยน่าพึงพอใจเท่าไหร่ ถ้าจะได้อะไรจาก No Escape ก็คงเป็นการได้ศึกษามุมมองของตะวันตกโดยเฉพาะอเมริกันที่มีต่อประเทศโลกที่ 3 ซึ่งยังมองด้วยสายตาดูแคลน มองว่าเป็นแดนป่าเถื่อน ล้าหลังอยู่ (อันที่จริงก็ไม่ใช่แค่ตะวันตกหรอก เพราะคนไทยเองบางครั้งก็ชอบใช้สายตาแบบนี้ในการมองประเทศอื่น) แม้ท้ายเรื่องหนังจะพยายามพลิกกลับมาวิพากษ์อเมริกัน ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในดินแดนนี้ต่างหาก แต่ประเด็นนี้สุดท้ายก็ปลิวไปกับสายลม และดูไม่ได้อยู่ในความคิดคำนึงของครอบครัว Dwyer เสียเท่าไหร่ เพราะตอนนี้ครอบครัวนี้แค่อยากหนีให้รอดเป็นพอ
 

ความชอบส่วนตัว: 4/10

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here