[Review] Noah – ภารกิจจากพระผู้เป็นเจ้า (Spoil)

3
53
views

download

 

หมายเหตุ: มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ (Spoil)

 

 

ต้นเรื่อง… ตามคัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาเก่า หลังจากที่พระเจ้าได้ขับไล่อดัมกับอีฟออกจากสวนอีเดน ทั้ง 2 ได้ขยายเผ่าพันธุ์จนมีจำนวนมาก กาลเวลาผ่านไป เมื่อพระเจ้าเห็นว่ามนุษย์ในสมัยนั้นเต็มไปด้วยความชั่วร้าย จึงมีดำริที่จะทำลายล้างมนุษย์ทั้งหมดด้วยการบันดาลให้น้ำท่วมโลก แต่พระองค์ทรงเห็นว่า “โนอาห์” (Noah) เป็นคนดี จึงรับสั่งให้โนอาห์ต่อเรือขึ้นมาลำหนึง ให้โนอาห์และครอบครัวเข้าไปอยู่ รวมถึงให้นำสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตอย่างละคู่ผัวเมียเข้าไปอยู่ เพื่อให้รอดพ้นจากเหตุน้ำท่วมโลกครั้งนั้น ภายหลังเมื่อน้ำลด โนอาห์และครอบครัวจึงเป็นเพียงมนุษย์กลุ่มเดียวที่เหลือรอด และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของมนุษย์อีกครั้งตามคัมภีร์

ในศาสนาอิสลามเองก็มีการกล่าวถึงโนอาห์ไว้เช่นกัน โดยเรียกว่า “นุฮ” ถือเป็น “นบี” 1 ใน 25 คนตามความเชื่อของอิสลาม (นบีมูฮัมหมัด ถือเป็นนบีองค์สุดท้าย) เค้าโครงเรื่องส่วนใหญ่ใกล้เคียงกัน มีการกล่าวถึงน้ำท่วมโลกเหมือนกัน และมีการต่อเรือเพื่อหลีกหนีภัยดังกล่าวเหมือนกันด้วย แต่ในเชิงรายละเอียดแล้วมีหลายส่วนที่กล่าวแตกต่างกัน นอกจากยังมีศาสนายูดายที่กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้เช่นกัน ทั้งยูดาย คริสต์ อิสลามนั้น เรียกรวมกันว่า “ศาสนากลุ่มอับบราฮัม” และนักศาสนาส่วนใหญ่เชื่อว่า ทั้ง 3 ศาสนามีจุดเริ่มต้นจากที่เดียวกัน พระเจ้าของทั้ง 3 ศาสนาแท้จริงคือองค์เดียวกัน แต่ต่างกันในแง่มุมมองที่มีต่อพระองค์

หน้าหนัง..ศาสนาในกลุ่มอับรามฮัมปัจจุบันมีผู้นับถือรวมกันกว่าครึ่งหนึ่งของโลก แต่การทำหนังเกี่ยวกับโนอาห์ก็ใช่ว่าจะคาดหวังผลตอบรับที่ดีได้เสมอไป เพราะในแต่ละศาสนาในกลุ่มนั้นมองโนอาห์ในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป อิสลามนั้นถือ โนอาห์หรือนูฮ เป็นนบีองค์หนึ่ง ซึ่งตามหลักศาสนาห้ามแสดง เลียนแบบ หรือบิดเบือนองค์นบี นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ประเทศมุสลิมหลายประเทศจึงประกาศแบนหนังเรื่องนี้ ขณะที่ประเทศที่เป็นคริสต์ (ซึ่งโนอาห์ฉบับนี้อิงตามคริสต์) แม้จะอนุญาตให้ฉายได้ แต่ก็มีกลุ่มผู้เคร่งศาสนาไม่น้อยที่แสดงออกถึงการต่อต้านว่าเนื้อหาใน “Noah” ฉบับ “Darren Aronofsky” นี้บิดเบือนเนื้อหาในคัมภีร์ไบเบิลไม่น้อย

อาจเพราะโนอาห์ฉบับนี้ลงทุนสูง ดังนั้นเพื่อลดกระแสต่อต้านซึ่งอาจส่งผลต่อรายได้ ทำให้ค่ายเลือกที่จะโปรโมตหนังเรื่องนี้โดยเน้นไปที่เรื่องของ “ภัยพิบัติ” แทน อาศัยชื่อของนักแสดงและ Visual Effect ต่างๆ เป็นจุดขาย รวมไปถึงการแปลงเป็น 3D เพื่อฉายในบางประเทศด้วย แน่นอนถ้าได้ดูแล้วจะพบว่า ฉากหน้าเป็นเพียงตัวหลอกเท่านั้น หนังจริงๆ ไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือมี VFX ที่ตระการตาอะไรมากนัก ฉากน้ำท่วมก็ยังดูไม่สุดและไม่ใช่จุดพีคของเรื่อง ตัวหนังจริงจะเน้นไปในทางดราม่ามากกว่า อย่างไรก็ตาม การวางฉากหน้าของหนังแบบนี้อย่างน้อยก็ช่วยดึงดูดคนดูได้พอควร โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ไม่เคร่งศาสนามากนักหรือไม่ได้นับถือศาสนาในกลุ่มอับบราฮัม และรับรู้โนอาห์แค่ในเรื่องอภินิหารน้ำท่วมโลก จะว่าไปถ้าหนังไม่วางหน้าหนังแบบนี้ ผมอาจไม่มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงหนังแถวบ้านในต่างจังหวัดก็ได้ (ช่วงสงกรานต์กลับบ้านพอดี) 

ครึ่งแรก… หน้าหนังที่ชวนให้เข้าใจผิดอาจไม่ใช่ปัญหาสักเท่าไหร่ ถ้าตัวหนังจริงๆ ยังสามารถดึงดูดเราไว้ได้ แต่นั่นอาจไม่ใช่กรณีของ Noah 2014 เพราะตัวหนังเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจในทิศทางตัวเองสักเท่าไหร่ว่าจะไปแบบไหนดี อาจเพราะนี่คือการมาจับงานตลาดลงทุนสูงครั้งแรกของ “Darren Aronofsky” ซึ่งที่ผ่านมาทำแต่หนังทุนต่ำที่ดูยากเป็นหลัก รวมถึงค่ายหนังเองที่ก็คงไม่อยากให้หนังออกมาสุดโต่งสักเท่าไหร่ ผลที่ได้ทำให้ Noah ฉบับนี้กลายเป็นความไม่สุดในสักแนวทาง

หนังนั้นเริ่มด้วยการกล่าวถึงกำเนิดโลก ก่อนจะกล่าวโนอาห์ที่ได้รับภารกิจจากพระเจ้า ช่วงเวลาในครึ่งแรกเน้นไปที่การเดินทางและสร้างเรือ โดยได้รับความช่วยเหลือจากเหล่าผู้พิทักษ์ เนื้อหาช่วงนี้ดูง่าย เข้าใจไม่ยาก แต่ขณะเดียวกันก็แทบไม่มีอะไรเลย เหมือนเล่าไปเรื่อยๆ อาจมี VFX หรือวิวทิศน์มาช่วยดึงดูดบ้าง แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่ ยังคิดอยู่เลยว่าด้วยทุนสร้างระดับ 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ น่าจะอลังการได้มากกว่านี้อีก เรื่องเริ่มมาน่าสนใจขึ้นบ้างในช่วงกลางเรื่อง เมื่อมีการปรากฎตัวของกลุ่มมนุษย์ที่ไม่เชื่อว่าจะมีน้ำท่วมโลก และตั้งใจจะขัดขวางโนอาห์ การปะทะของกลุ่มคนที่เชื่อในพระเจ้ากับกลุ่มคนที่คิดว่ามนุษย์ยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้า ตรงนี้เป็นประเด็นน่าสนใจ แต่กลุ่มคนเหล่านั้นก็มาช้าเกินไปเลยไม่มีโอกาสให้เล่นอะไรมากนัก เพราะไม่นานหลังจากนั้นน้ำท่วมก็โลกไปแล้ว

ครึ่งหลัง… ส่วนนี้สิน่าสนใจ แต่ขณะเดียวก็อาจเป็นส่วนที่ชาวคริสต์ผิดหวังสุดก็เป็นได้ เพราะในครึ่งหลังซึ่งเป็นเนื้อหาหลังครึ่งเรือไปแล้ว เจาะไปที่สภาพจิตใจของ “โนอาห์” (Russell Crowe) และครอบครัวที่ประกอบไปด้วย ภรรยา “นาเมห์” (Jennifer Connelly) ลูกๆ ทั้ง 3 คนคือ “เชม” (Douglas Booth) “ฮาร์ม” (Logan Lerman) และ “ยาเฟต” (Leo McHugh Carroll) รวมถึงลูกเลี้ยงที่กลายเป็นคนรักของเชม “อิไล” (Emma Watson) โนอาห์นั้นเชื่อว่าพระเจ้าต้องการทำลายมนุษย์ทุกคนรวมไปถึงเขาและครอบครัวด้วย เขาจึงไม่ต้องการให้ครอบครัวมีทายาทและปล่อยให้แก่ตายไปเอง แต่อิลากลับตั้งท้อง เซทเลือกที่จะปกป้องภรรยาและลูกของเขา ส่วนนาเมห์ก็เลือกยืนอยู่ข้างลูกๆ ด้านฮาร์มนั้นมีความไม่พอใจโนอาห์อยู่ลึกๆ เพราะโนอาห์ปล่อยให้คู่ของตนตาย มันจึงเป็นการปะทะกันระหว่างศรัทธากับความสายใยในครอบครัว หนังพลิกกลายเป็นดราม่าครอบครัวที่มีความน่าสนใจโดยแทบไม่ต้องพึ่ง VFX ใดๆ เหมือนอย่างครึ่งแรก

อย่างไรก็ตาม ในแง่ศาสนา การหันมาเน้นขุดด้านมืดจิตใจแบบนี้ กระทบต่อภาพของบุคคลในพระคัมภีร์ มีการตั้งคำถามต่อการกระทำของพระเจ้า ซึ่งอาจทำให้กลุ่มผู้เคร่งศาสนาไม่สนใจ ไม่นับที่ว่ารายละเอียดหลายส่วนค่อนข้างบิดไปจากพระคัมภีร์ ขณะที่ในแง่หนัง แม้เนื้อเรื่องครึ่งหลังจะเป็นดราม่าที่น่าสนใจ แต่อาจเพราะมันมาช้าไป อีกทั้งการที่ครึ่งแรกค่อนข้างราบเรียบ ทำให้พลังในครึ่งหลังจึงไปได้ไม่สุด เพราะครึ่งแรกส่งพลังมาไม่ดี นอกจากนี้หนังยังไปไม่ถึงเป้า คือการทำให้คนรู้สึกถึงศรัทธาในฐานะพลังผลักดันในการดำเนินชีวิตได้สักเท่าไหร่ Noah ฉบับนี้จึงเป็นหนังที่ยังไม่ค่อยลงตัวสักเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะในมุมของหนังศาสนา หนังวิพากษ์ศาสนา หรือหนังภัยพิบัติทำลายโลกก็ตาม

ป.ล. ผมเป็นพุทธ (ทะเบียนบ้าน) ครับ

 

ความชอบส่วนตัว: 7/10

 

NOAH

 

3 COMMENTS

  1. ป.ล. ผมเป็นพุทธ (ทะเบียนบ้าน) ครับ

    อธิบายหน่อยครับคืออะไร?

    • เป็นคำที่ออกแนวประชดหน่อยครับ คือถ้ายึดตามทะเบียนบ้านหรือบัตร ปชช. ผมก็คือชาวพุทธคนหนึ่ง แต่โดยส่วนตัวผมไม่อินอะไรกับศาสนาเท่าไหร่ ทั้งพุทธและศาสนาอื่นครับ อาจไปวัดบ้าง แต่ส่วนใหญ่เพราะคนอื่นชวนไป เรียกว่าไปตามสังคม มากกว่าเพราะอยากไปเองครับ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here