[Review] OMG Oh My God! – ชายผู้ฟ้องร้องพระเจ้า

0
114
views

“Kanji Lalji Mehta” (Paresh Rawal) เปิดร้านขายเทวรูปฮินดูในมุมไบ แต่ตัวเขาเองนั้นไม่เชื่อในพระเจ้า นอกจากไม่เชื่อแล้วค่อนข้างต่อต้านด้วยซ้ำ วันหนึ่งเกิดเหตุแผ่นดินไหวส่งผลให้ร้านของเขาพังทลาย บริษัทประกันปฏิเสธจะจ่ายค่าสินไหมทดแทน โดยอ้างว่าเป็น “Act of God” (เหตุสุดวิสัย – เหตุที่ไม่ได้เกิดจากฝีมือมนุษย์) Kanji คับแค้นใจและคิดว่าเมื่อเป็น Act of God งั้นพระเจ้าก็ต้องจ่ายค่าเสียหายสิ นำไปสู่การฟ้องร้องพระเจ้าต่อศาล ทำให้ Kanji กลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของชุมชนศาสนาทันที และวันหนึ่งนั้นเอง ก็มีชายคนหนึ่งมาที่บ้านของ Kanji แล้วบอกว่าเขานี่แหละคือ “พระเจ้า”

อินเดียในด้านหนึ่งเหมือนจะเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องทางศาสนาพอควร ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างต่างศาสนา ต่างลัทธิ หรือเรื่องคำสั่งสอน วัตรปฏิบัติอย่างที่ถูกมองว่าล้าหลังและกดขี่ แต่ในอีกด้านหนึ่งอินเดียก็เป็นประเทศที่มีคนกล้าจะตั้งคำถามไปจนถึงอยากปฏิวัติมุมมองต่อศาสนาออกมาเช่นกัน อย่างน้อยก็ผ่านโลกภาพยนตร์

บางคนน่าจะเคยผ่านตาหนังอินเดียเรื่อง “PK” ที่ออกฉายเมื่อปี 2014 มาแล้ว ซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของศาสนาอยากเจ็บแสบ และกลายเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งรายได้และคำวิจารณ์ “OMG Oh My God!” ก็เป็นหนังที่มีแนวทางคล้ายๆ กัน หนังเรื่องนี้ออกฉายก่อน PK 2 ปี แม้สเกลหนังและความสำเร็จจะเทียบกับ PK ไม่ได้เลย แต่คำถามที่หนังตั้งก็น่าสนใจไม่แพ้กัน และออกจะแรงกว่าด้วยซ้ำ เพราะในขณะที่ PK เลือกเล่าผ่านมุมมองของคนนอกอย่างมนุษย์ต่างดาว ตัวเอกของ OMG คือขั้วตรงข้ามศาสนาโดยตรง และเรื่องนี้ยังให้ “พระเจ้า” ได้มีโอกาสพูดโดยตรงด้วย

แม้เหมือนจะเป็นหนังต่อต้านพระเจ้า แต่จริงๆ OMG เป็นหนังที่แสดงความเคารพต่อพระเจ้า มากกว่าคนที่อ้างว่าเป็นสาวกกระทำเสียอีก สิ่งที่หนังต้องการวิพากษ์จริงๆ คือบทบาทของนักบวชและองค์กรศาสนาที่กล่าวอ้างพระเจ้า เพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของตัวเอง เป็นการทำมาหากินบนความเชื่อ/ความศรัทธาของคน ที่สำคัญหนังพยายามหาจุดร่วมระหว่างคนที่ไม่เชื่อกับคนที่เชื่อในศาสนาให้เข้าใจเช่นกันและกัน

ชอบตรงที่หนังบอกเชิงว่า ต่อให้พระเจ้ามีจริง แต่การเป็น “คนไร้ศาสนา” ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด ถ้ามันคือสิ่งที่เขาเลือก โดยผ่านการคิด วิเคราะห์ ทดสอบ จนได้คำตอบว่าทำไมเขาถึงไม่ควรมีศาสนา มันดีกว่าการเชื่อในพระเจ้าโดยไม่ตั้งคำถามเสียอีก บางครั้งคนไร้ศาสนาอาจเข้าใจพระเจ้ายิ่งกว่าคนนับถือเองก็ได้ แต่ในอีกทางหนึ่ง มันก็ไม่ใช่ว่าการเป็นคนไร้ศาสนาจะเหนือกว่าคนอื่น จนมีสิทธิที่จะไปทำลายหรือฉกฉวยศาสนาจากใครได้ เพราะยิ่งเราพยายามทำเช่นนั้น เราก็จะกลายเป็นศาสนาเสียเอง

ว่าไปก็แอบนึกถึงเพจๆ หนึ่งในสังคมไทย ที่พร่ำบอกว่าตัวเองไม่เชื่อในสิ่งงมงาย แต่พฤติกรรมหลายอย่างก็เหมือนกำลังสร้างลัทธิของตัวเอง ถ้าคุณไม่เชื่อตามที่เพจบอก คุณคือคนผิด ทำแบบนี้จะต่างอะไรกับสิ่งงมงายที่ตัวเองต่อต้าน (พูดลอยๆ นะ ไม่ได้ระบุชื่อ)

ชอบหนังอินเดียอย่างหนึ่งคือ ไม่ว่าประเด็นของเรื่องจะหนักหรืออ่อนไหวแค่ไหน แต่หนังก็พยายามจะหาวิธีเล่าให้ Mass ให้จับต้องได้มากที่สุด มันเลยหลายๆ องค์ประกอบที่เราคุ้นเคยอยู่ในหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นฉากร้องเพลง+เต้นรำ การเล่นใหญ่ของตัวละคร หรือฉาก Action เว่อร์ๆ ที่ทำลายทุกกฎฟิสิกส์ที่มี

แต่เสียดายอย่างตรงที่รู้สึกว่า การเดินเรื่องและเหตุผลที่ตัวเอกใช้ในหนังยังไม่คมเท่าไหร่ โดยเฉพาะฉากในศาล ที่เหมือนโต้วาทีมากกว่าขึ้นศาลจริงๆ และหลายอย่างก็ไม่น่าเชื่อว่า พูดแล้วจะทำคนจะคล้อยตามได้เร็วขนาดนั้น โดยเฉพาะกับคนที่เคยเชื่อในศาสนามาก่อน ตรงนี้ PK ลงตัวกว่า เพราะค่อยๆ หยอด ค่อยๆ ตั้งคำถามจนสุดท้ายแทบเถียงกลับไม่ได้เลยทีเดียว กระนั้นด้วยความที่แก่นเรื่องนั้นดี ก็อยากแนะนำครับ ใครสนใจ ตัวหนังมีใน Netflix นะครับ

สำหรับตัวเอง เชื่อว่า คนเราไม่มีศาสนาได้ แต่ทุกคนล้วนต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ศาสนาเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเท่านั้น คนไม่มีศาสนาก็อาจมีสิ่งยึดเหนี่ยวในแบบอื่นๆ อาจะเป็นแมว ไอดอล หรือพระเจ้าในแบบของเขาเองก็เป็นได้

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.