[Review] Only God Forgives – ถ้าเพียงแต่พระเจ้าจะให้อภัย [Spoil]

4
105
views

only

หมายเหตุ: มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ [Spoil]
กระแสเสียงโห่ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีนี้ที่มีให้กับ “Only God Forgives” พอๆ กับเสียงปรบมือ ทำให้เป็นห่วงหนังเรื่องนี้อยู่ไม่น้อยว่าจะไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เพราะโดยส่วนตัวยอมรับว่าคาดหวังไม่น้อย หลักๆ ก็เพราะตัวหนังเกี่ยวข้องกับประเทศไทย และตัวอย่างหนังที่เน้นความดิบและโหด ทั้งยังใช้เพลงไทยเก่าที่ส่วนตัวก็เพิ่งเคยฟังอย่าง “เธอคือความฝัน” ของ “พราว” มาประกอบ ทำให้เหมือนมีพลังอะไรบางอย่างดึงดูดให้อยากดูเรื่องนี้ แม้เสียงโห่จะทำให้ความรู้สึกสะดุดลงไปบ้าง แต่มองอีกแง่ รสนิยมเรากับเมืองคานส์ก็ใช่ว่าจะตรงกันไปเสียหมด หลายเรื่องที่ได้รางวัล ดูแลไม่ชอบก็มี เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เราอาจเห็นต่างกับฝรั่งก็ได้ “และมันก็ต่างจริงๆ”
ส่วนตัวชอบ “Only God Forgives” พอควร ที่กล่าวชมเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะหนังถ่ายในไทยหรือมีนักแสดงส่วนใหญ่เป็นคนไทย แต่เป็นเพราะสไตล์และสารบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในหนัง ทำให้แม้หนังจะดำเนินเรื่องด้วยความเนิบๆ เชื่องช้า ดูไม่มีแก่นสาร แต่กลับมีความลี้ลับบางอย่างที่ดึงเราเข้าไปมีส่วนร่วมกับหนังได้ แต่ขณะเดียวกันเราก็เข้าใจว่าทำไม “Only God Forgives” จึงได้รับเสียงโห่และความไม่พอใจมากมายขนาดนี้ เพราะหนังมี “ความเฉพาะกลุ่มสูงมาก” หากต่อไม่ติดกับสไตล์แบบนี้ ก็สามารถชวนหลับได้เลยตั้งแต่ช่วย 15 นาทีแรก เทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ เรื่องนี้แทบจะไม่มีองค์ประกอบความบันเทิงสำหรับคนทั่วไปเลย ขณะที่สารหลักของหนังก็มีความเป็น “เอเชีย” มากจนไม่น่าจะถูกปาก “ตะวันตก”
ตัวหนังใช้กรุงเทพฯ เป็นฉากหลังตลอดทั้งเรื่อง และเน้นหนักไปที่กรุงเทพฯ ยามราตรีกว่า 90% ซึ่งแน่นอนมันย่อมมาพร้อมกับมุมมืดในสังคม ที่คนไทยเองก็ไม่อยากพูดถึงนัก “Nicolas Winding Refn” เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกกรุงเทพฯ เป็นสถานที่ถ่ายทำว่า “ในยามกลางวัน กรุงเทพฯ ก็เหมือนมหานครขนาดยักษ์อื่นๆ แต่ในตอนกลางคืนนั่นแหละคือประเทศไทยที่แท้จริง มันมีความลี้ลับทางจิตวิญญาณในแบบเอเชีย ซึ่งเป็นสิ่งแปลกประหลาดมากสำหรับคนต่างชาติ ไม่สามารถอธิบายด้วยตรรกะแบบตะวันตกได้” (อ้างอิงจาก Filmax เล่ม 73) โดย Nicolas ได้ยกตัวอย่างถึง นักค้าหุ้นที่ลงทุนเป็นเงินหลายล้าน แต่คณะเดียวกันก็ยังคิดเรื่องวิญญาณหรือของขลังได้ ภาพความ Paradox สุดโต่ง และลี้ลับที่มารวมอยู่ในเมืองเดียว ทำให้ไม่แปลกใจนักที่หนังเรื่องนี้เลือกใช้กรุงเทพฯ และมันก็ช่วยให้บรรยากาศของหนังดูน่าสนใจและน่าติดตามทีเดียว
สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นในหนังเรื่องนี้ คืองานด้านภาพและเสียงที่มีความจัดจ้านเป็นอย่างมาก ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับการดำเนินเรื่องที่เน้นความเนิบ เนือย และสโลว์ เป็นหลัก ตัวหนังเลือกใช้โทนสีแดงเป็นหลัก ประสานไปกับลวดลายของตะวันออก ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในพิธีกรรมอะไรบางอย่าง ขณะที่งานด้านเสียงก็มีจังหวะที่เร่งเร้าอารมณ์ในหลายฉาก ความขัดแย้งระหว่างอารมณ์ของภาพและเสียงกับอารมณ์ของการเล่าเรื่อง แง่หนึ่งมองได้ว่าไม่ต่างจากการเลือกใช้กรุงเทพฯ เป็นฉากหลัง เพราะมันคือการสะท้อนภาพความของความขัดแย้ง สับสน และยุ่งเหยิง และในภาวะเช่นนนี้ได้นำไปสู่การค้นหาตัวตนทางด้่านจิตวิญญาณ
หลังจากนี้มีเนื้อหา Spoil อยู่ค่อนข้างเยอะ
เนื้อเรื่องของ “Only God Forgives” อาจดูเหมือนไม่มีอะไรมาก มันคือการแก้แค้นกันไปมาระหว่าง ฝั่งของ “Julian” (Ryan Gosling) และแม่ของเขา “Crystal” (Kristin Scott Thomas) ที่ต้องการล้างแค้นให้กับ “Billy” (Tom Burke) ลูกชายคนโต ที่โดนตำรวจไทยซึ่งนำโดย “ช้าง” (วิทยา ปานศรีงาม) ฆ่าตาย แต่ภายใต้เนื้อเรื่องที่ไม่มีอะไรนี่เอง Only God Forgives แฝงไปด้วยเรื่องราวทางจิตวิญญาณ การเข้าถึงพระเจ้า ความรู้สึกผิดบาป ตลอดจนจิตวิทยา “ปมออดิปุส” (Odepus) หรือปมติดแม่ ที่สะท้อนผ่านทางตัว Julian
เพราะเหตุการณ์บางอย่าง ทำให้ Julian ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยร่วมกับพี่ชายของเขา แต่ความรู้สึกผิด (?) จากเหตุการณ์ในอดีตก็ยังตามรังควาญความรู้สึกของเขา บวกด้วยสภาพอันสับสนและลี้ลับของกรุงเทพฯ ทำให้ Julian พยายามหาที่จะหาพระเจ้าเพื่อให้เป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณให้กับเขา และที่สำคัญ Julian อาจกำลังต้องการให้พระเจ้าเข้ามาช่วยชำระบาปให้กับเขาด้วยก็ได้ แต่การอาศัยอยู่ในเมืองที่ไม่ใช่ถิ่นเกิด แถมยังมีเรื่องราวทางจิตวิญญาณและความเชื่ออย่างกรุงเทพฯ ทำให้พระเจ้าของ Julian ไม่ใช่พระเจ้าแบบที่ชาวคริสต์หรือศาสนาใดยึดถืออีกต่อไป และโดยส่วนตัวตีความว่ามันแปรรูปอยู่ในร่างของช้างแทน ในสังคมและสภาพแวดล้อมที่ตรรกะอาจไม่สำคัญเท่าความรู้สึก การยึดถือ “ช้าง” เป็นพระเจ้าของ “Julian” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร
ด้าน “ช้าง” เอง ตัวหนังได้สร้างคาแรกเตอร์ความเป็นพระเจ้าให้กับเขา แต่ก็ไม่ใช่พระเจ้าผู้เมตตา หากแต่เป็นพระเจ้าแห่งการล้างแค้นที่จะมาชำระบาปคนผิด การมองคนแล้วรู้ว่าใช่คนผิดหรือไม่ ทักษะการต่อสู้ที่เยี่ยมยอด การใช้ดาบเป็นอาวุธสังหาร ที่อยู่ๆ ก็เหมือนดาบจะโผล่มาเองตามใจนึก ไปจนถึงภาพความเคารพที่ตำรวจคนอื่นมีให้ช้าง ต่างเป็นการขับเน้นความเป็นพระเจ้าของตัวช้าง ซึ่งตัวเขาเองก็ยินดีที่จะรับสภาพนี้ แง่นี้เราอาจมองได้ว่านี่คืออาการ “องค์ลง” มีเทพเจ้ามาสถิตในร่างกาย มีข้อสังเกตคือ การร้องคาราโอเกะทุกครั้งที่ปฏิบัติการชำระบาปเสร็จสิ้น อาจวิเคราะห์ได้ว่าคือมันคือการสื่อสารกับพระเจ้าในร่างกายของเขาเอง เพราะใน Only God Forgives การร้องคาราโอเกะไม่ต่างอะไรจากการหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง (นึกถึงตอนเราทำอะไรหลายๆ อย่างที่ปกติไม่ทำกัน เมื่อจับไมค์ร้องคาราโอเกะ)
ภาพความเป็นพระเจ้าที่ช้างแสดงออกมา และที่ Julian รับรู้ถึง ทำให้เขาเลือกที่จะท้าสู้กับช้าง แม้ว่าจะพ่ายแพ้อย่างสบักสบอม แต่ก็เราอาจมองได้ว่า มันเป็นความพึงพอใจของ Julian เอง เขาอาจจะอยากโดนอัดอยู่แล้ว เพราะลึกๆ แล้วการท้าสู้ครั้งนี้ คือการเอาตัวเองมาให้พระเจ้าลงโทษ เพื่อไถ่บาปในจิตใจ อย่างไรก็ตาม มันไม่สามารถชำระได้ทั้งหมด ตราบใดที่ Julian ยังไม่สามารถเคลียร์ปมเรื่องแม่ของเขาได้ เพราะเจ้าปมติดแม่ “ออดิปุส” นี่เอง ซึ่งส่งผลให้เด็กรักแม่ อยากเป็นเจ้าของแม่ และเห็นพ่อ (รวมถึงพี่ชาย) เป็นคู่แข่ง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาต่างๆ ซีนช่วงท้ายที่ Julian ใช้ดาบของช้างแทงแม่ และเอามือล้วงเข้าไปในท้องแม่ ส่วนตัวจึงวิเคราะห์ว่าคือการกลับเข้าไปสู่ครรภ์มารดาอีกครั้ง ซึ่งในแง่จิตวิทยาคือการที่เขาสามารถเอาชนะพ่อและพี่ชาย กลับเข้าไปในท้องแม่ เป็นเจ้าของแม่ได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อเกิดความรู้สึกว่าชนะแล้ว ก็ไม่ติดค้างอะไรในใจอีกต่อไป ช่วงท้ายจึงเต็มไปด้วยความสงบ
เนื้อเรื่องแม้จะน้อยนิด แต่สอดแทรกไปด้วยการค้นหาตัวตนทางจิตวิญญาณเช่นนี้ ทำให้ส่วนตัวดื่มด่ำไปกับเรื่องราวของ Only God Forgives ได้พอควร แต่อย่างที่กล่าวไปช่วงต้น หนังเรื่องนี้มีความเป็นเฉพาะกลุ่มสูง และมีเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่น่าจะถูกปากคนทั่วไป ดังนั้น ก่อนดูอาจถามตัวเองก่อนว่า รับได้กับสไตล์หนังที่เอื่อยๆ เนิบๆ แต่เต็มความดิบ มีเรื่องราวไว้ให้ค้นหา แต่ไม่คำตอบตายตัวไว้ให้ แบบนี้ได้มากแค่ไหน ถ้าได้… Only God Forgives ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าลิ้มลอง
ความชอบส่วนตัว: 8/10

wanna

4 COMMENTS

  1. ชอบมากครับเรื่องนี้ เชื่องช้าอย่างมั่นคง ดูตื้นแต่ลึกล้ำ ปล.ความเห็นไกล้เคียงกันครับ ฝากบล็อกด้วยครับ เยี่ยมเยือนกัน ^^

  2. ชอบเรื่องนี้เหมือนกันครับ(บ้า Gosling ด้วยส่วนนึง) หลังจากที่ดูในโรงหนังมีหลายส่วนที่ไม่เข้าใจ จนได้มาอ่านแล้วไปหามาดูอีกรอบก็เข้าใจมากขึ้น ในความเห็นผมคิดว่าการที่ Julian ท้าช้างต่อสู้ ก็เพื่อต้องการจะปกป้องแม่ของเขา เพราะรู้ว่าช้างกำลังช้างกำลังไล่ล่าผู้บงการ และก็ใกล้เข้าถึงตัวแม่ของเขาเข้าไปทุกที การต่อสู้กับช้างอาจจะช่วยให้แม่รอดพ้นจากการตามล่า ถึงแม้ว่า Julian จะรู้ในใจอยู่แล้วว่าช้างเป็นใคร แต่ก็ต้องทำเพื่อปกป้องแม่ผู้เป็นที่รัก

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here