[Review] Ready Player One – Pop Culture คือพระเจ้า

0
202
views

นักวิชาการบางคนบอกว่าที่คนไทยชอบดูละครอิงประวัติศาสตร์ เพราะต้องการหลีกหนีจากปัจจุบัน แต่ว่าไปแล้วอาการอยากหลีกหนีจากปัจจุบันก็เป็นกันทั้งโลก ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละที่อยากจะหลีกหนีไปอยู่ในช่วงเวลาไหน สำหรับสหรัฐฯ แล้ว ช่วงเวลาที่คนอยากย้อนกลับไปมากสุดตอนนี้คงไม่พ้นยุค 80’s – 90’s เห็นได้จากหนัง Hollywood หลายเรื่องแล้วที่หยิบเอาองค์ประกอบของยุคนั้นมาใส่ไว้ในหนัง และเรื่องที่เราจะ Review วันนี้ก็เช่นกัน “Ready Player One” เรียกได้ว่าคือหนังที่สร้างขึ้นมาเพื่อคารวะต่อยุค 80’s เรื่อยมาจนถึงยุค 90’s โดยเฉพาะกับสิ่งที่เรียกว่าเป็น “Pop Culture” ในสมัยนั้น

“Ready Player One” เล่าถึงโลกอนาคตปี ค.ศ. 2045 ที่โลกความเป็นจริงมันห่วย จนคนส่วนใหญ่เลือกจะหลบหนีความจริงไปอยู่กับโลก VR ที่ชื่อว่า “OASIS” ที่ๆ พวกเขาสามารถทำอะไรก็ได้ เป็นใครก็ได้ และหนึ่งในเป้าหมายสำคัญในโลก VR นี้ก็คือการตามหากุญแจปริศนาที่ “James Halliday” หนึ่งในผู้สร้าง OASIS ซ่อนไว้ในเกมก่อนที่ตัวเขาจะตาย ผู้ไขปริศนาได้ทั้งหมดจะได้หุ้นของ OASIS ไป แน่นอนย่อมมีตัวร้ายที่อยากจะครอบครองกุญแจทั้งหมดไว้เป็นของตัวเองเช่นกัน

เนื้อเรื่องของ Ready Player One ว่ากันตามตรงก็ธรรมดา ประเด็นการใช้ชีวิตอยู่ในโลกความเป็นจริง vs. โลกเสมือน ที่กล่าวถึงอย่างผิวเผิน (หนัง Surrogates ที่ Bruce Willis เล่น ดูจะเล่าประเด็นนี้ได้ดีกว่าด้วยซ้ำ ทั้งที่นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ไม่ชอบ) เรายังไม่รู้สึกว่าโลกจริงในเรื่องมันแย่สุดๆ ขนาดนั้น (อย่างน้องตัวละครก็ยังมีเงินมาซื้อ VR เล่น OASIS อยู่) ยิ่งฉากดราม่าต่างๆ ก็ไม่ค่อยอินเอาเสียเลย เพราะขาดการผูกความสัมพันธ์ที่แน่นพอ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง “Wade Watts” (Tye Sheridan) พระเอกของเรื่องกับครอบครัวในโลกจริง หรือสาเหตุที่ James Halliday ต้องสร้างไข่อีสเตอร์ไว้ในเกม ที่ดูจนจบแล้วก็ไม่รู้สึกว่าต้องทำขนาดนั้นเลยเหรอ นี่ยังไม่รวมถึง Plot Hole อีกหลายจุด และบางตัวละครที่ไม่มีก็ได้นะ

กระนั้น สิ่งที่ Ready Player One คือการดำเนินเรื่องที่โคตรสนุก การออกแบบฉาก Action ที่ทั้งล้ำ ทั้งลุ้น และเรียงลำดับไต่ระดับความตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ จากต้นจนจบ ที่สำคัญขาดไม่ได้เลยคือการใส่ Easter Eggs ที่เป็น Pop Culture ยุค 80’s (มี 90’s แซม) มาอย่างเต็มเต็มพิกัด คือใครที่ชื่นชอบยุคสมัยนั้นนี่มีฟินแน่นอน แทบทุกวินาทีของหนังจะมี Easter Eggs ปรากฏอยู่เสมอ สำหรับคนไทยก็อาจจะอินน้อยลงมาหน่อย เพราะหลายอย่างก็ไม่ได้เข้ามาในไทย และส่วนใหญ่เราจะไม่ค่อยอินกับยุค 80’s มากนัก แต่จะเน้นพวก 90’s มากกว่า (อันนี้มีข้อสังเกตว่า ประเทศพัฒนาส่วนมากมักจะอินกับ 80’s เป็นหลัก แต่ถ้าเป็นประเทศกำลังพัฒนาก็จะเป็น 90’s น่าจะเกี่ยวข้องกับลำดับการกระจายตัวทางเศรษฐกิจในสมัยนั้นด้วย)

สำหรับอเมริกาแล้ว ยุค 80’s น่าจะเรียกว่าเป็นจุดพีคของ Pop Culture เลยก็ว่าได้ คำว่า Pop Culture นั้นความหมายคร่าวๆ คือ วัฒนธรรมสมัยนิยม ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบและเข้าถึงผู้คนได้จำนวนมากในยุคสมัยหนึ่งๆ แต่ขณะเดียวกันวัฒนธรรมแบบนี้ก็มักถูกมองว่ามีคุณค่าต่ำในเชิงศิลปะ Pop Culture มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ แต่ในยุค 80’s นั้นค่อนข้างพิเศษ เพราะมันมาพร้อมกับเศรษฐกิจของประเทศกำลังดี ภาวะสงครามเย็นที่เริ่มสดใสขึ้นจากยุค 70’s (และจบลงเด็ดขาดในยุค 90’s) อเมริกาเริ่มกลายเป็นมหาอำนาจเดี่ยว เริ่มปรากฏกระแสโลกาภิวัฒน์ โลกเริ่มหลอมรวมกันกลายเป็นหมู่บ้านเดียวกัน ชอบสิ่งเดียวกัน ดูอย่างเดียวกัน เทคโนโลยีการสื่อสารก้าวหน้า แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นการแพร่หลายอินเทอร์เน็ต ในยุคสมัยแบบนี้ Pop Culture จึงทรงพลัง เพราะเข้าถึงคนได้มาก แบบไม่ต้องแชร์ความสนใจกับสิ่งอื่่น (เปรียบเทียบกับยุคอินเทอร์เน็ตที่อะไรๆ ก็มาเร็วไปเร็วๆ) “Ready Player One” คือการหวนไปหาความรู้สึกแบบนั้นแหละ ยุคที่เต็มไปด้วยความหวังของโลกไปนี้ ยุคที่ “Pop Culture คือพระเจ้า”

ไม่เพียงแต่การใส่ Pop Culture เข้าไปในหนังเท่านั้น ตัวหนัง Ready Player One เองก็มีความเป็น Pop Culture ยุค 80’s – 90’s ด้วย (ซึ่งก็เป็นยุคที่ Steven Spielberg รุ่งเรืองถึงขีดสุดนั่นแหละ) มันอาจเป็นหนังที่ไม่ได้ลึกซึ้ง ไม่ได้พิเศษอะไรเลย อาจโดนดูถูกว่าก็แค่หนังตลาดๆ แต่มันเป็นความบันเทิงที่เข้าถึงคนหมู่มากได้ ดูสนุก มีงานสร้างที่ทำให้คนดูต้องทึ่งได้ ถ้า Ready Player One ฉายในยุคนั้น มันคงทำเงินถล่มทลายได้ไม่ยาก

เอาเป็นว่า Reader Player One อาจไม่ได้ดีเด่ในด้านเนื้อหา แต่จัดเต็มในแง่ความบันเทิง เอาแค่ได้เห็น T-Rex, Gundam, King Kong มาอยู่ในเรื่องเดียวกันก็ฟินละ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.