[Review] Snowpiercer – รัฐรถไฟ (Spoil)

1
198
views

fullsizephoto281059

 

หมายเหตุ: มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ (Spoil)

 

มีศัพท์การเมืองไทยอยู่คำหนึ่ง ที่วงวิชาการและสื่อมวลชนมักนำมาใช้บ่อย นั่นคือคำว่า “รัฐนาวา” ซึ่งใช้ในลักษณะการเปรียบเทียบประเทศกับเรือ (นาวา) ที่ต้องแล่นไปกลางทะเล เผชิญพายุฝนต่างๆ หากภายในเรือปกครองดี เป็นปกติสุข เรือก็จะแล่นไปอย่างราบรื่น แต่หากวุ่นวาย ก็เสี่ยงที่เรือจะจมลงได้ ไม่แน่ใจว่าคำนี้เป็นคนไทยคิดขึ้นเองหรือแปลมาจากภาษาอื่นๆ แต่ก็เปรียบเทียบประเทศให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน ที่เอ่ยถึงคำนี้ขึ้นมา เพราะนี่เป็นคำแรกที่นึกขึ้นได้หลังจากได้ดู “Snowpiercer” ซึ่งเปรียบเทียบประเทศเข้ากับยานพาหนะเหมือนกัน เพียงแต่คราวนี้ไม่ใช่เรื่อ หากแต่เป็น “รถไฟ”

ในโลกยุคน้ำแข็ง มนุษยชาติต่างพากันล้มตายเพราะความหนาวเย็น กลุ่มผู้รอดชีวิตกลุ่มสุดท้ายอาศัยอยู่บนรถไฟ Snowpiercer ของ “Wilford” ที่แล่นไปตามรางเรื่อยๆ รอบโลก ไม่มีจุดสิ้นสุด เป็นเช่นนี้กว่า 17 ปีแล้ว สภาพภายในรถไฟขบวนนี้จึงไม่ต่างอะไรกับประเทศหนึ่ง และเช่นเดียวกับอีกหลายประเทศทั่วโลก ได้เกิดความเหลื่อมล้ำและชนชั้นขึ้นในรถไฟขบวนนี้ กลุ่่มหนึ่งมีชีวิตสุขสบาย เรียกว่า “พวกหัวขบวน” ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น เรียกว่า “พวกท้ายขบวน” เมื่อความแตกต่างยิ่งเพิ่มมากขึ้น ก็ยิ่งเพิ่มความอึดอัด และเมื่อถึงขีดสุด กลุ่มท้ายขบวนก็ก่อการปฏิวัติขึ้น ซึ่งผู้นำในการก่อการก็คือ “Curtis” (Chris Evans)

คำถามแรกเลยก็คือ “ทำไมต้อง…รถไฟ” ใช้ยานพาหนะประเภทอื่นๆ หรือไปหลบกันในสถานที่อื่นไม่ได้เหรอ ให้เดาใจคนคิดเรื่องนี้ (หนังสร้างจากนิยายภาพฝรั่งเศสเรื่อง Le Transperceneige) นอกเหนือจากชอบรถไฟเป็นการส่วนตัวแล้ว ก็คงเพราะลักษณะของรถไฟมีอะไรให้เล่นเยอะ ความยาวของรถไฟและแบ่งเป็นโบกี้ๆ ช่วยเน้นความแตกต่างระหว่างชนชั้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น (หัวขบวน vs. ท้ายขบวน) และยังให้ความรู้สึกเหมือนการตะลุยด่านด้วย (จากโบกี้ท้ายไปโบกี้หน้าเรื่อยๆ) ซึ่งในแง่ความเป็น Sci-fi Snowpiercer ได้พยายามหาคำอธิบายการคงอยู่ของรถไฟขบวนนี้ ทั้งในแง่แหล่งพลังงาน อาหารการกิน ประวัติความเป็น ความเป็นอยู่ของคนในขบวน ฯลฯ มารองรับได้พอควร แม้จะยังมีข้อสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่ามีเหตุมีผลที่ทำให้โลกของ Snowpiercer ดูน่าเชื่อถือได้

หากเปรียบรถไฟให้เป็นรัฐๆ หนึ่ง Snowpiercer ก็ทำหน้าที่ไม่ต่างจากการวิพากษ์เสียดสีระบอบการปกครองภายในรัฐแห่งนี้ ที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และเส้นแบ่งระหว่างชนชั้นที่ว่านับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ชนชั้นปกครองคอยกดขี่กลุ่มคนท้ายขบวน ขณะที่กลุ่มหัวขบวนกลับใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย อาหารดีๆ ถูกกักไว้ให้ส่วนหน้า เหลือเพียงของเสียๆ ไว้ให้ส่วนหลัง ขณะที่ด้านการศึกษาแทนที่จะทำให้ต่างฝ่ายเห็นใจกัน กลับยิ่งปลูกฝังให้เด็กหัวขบวนรู้สึกเชิงลบกับพวกท้ายขบวนมากขึ้นไปอีก คนหัวขบวนส่วนใหญ่ก็สนุกกับการเสพยาที่เรียกว่าโครโนล ซึ่งก็เป็นสัญลักษณ์ว่าคนพวกนี้ติดอยู่กับภาพฝัน จนมองไม่เห็นว่าคนท้ายขบวนเป็นอย่างไร จึงเป็นที่มาของคำถามข้อต่อมาว่า… ในสถานการณ์เช่นนี้เราควรจะทำอย่างไรกัน

ลองจินตนาการหากเราต้องตกไปอยู่ในรัฐที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำและกดขี่ ทำอย่างไรถึงจะหลุดพ้นจากตรงนี้ได้ ซึ่งค่อนข้างแน่นอนในมุมมองของผู้ถูกกดขี่ว่่า “การปฏิวัติ” น่าจะเป็นทางออก พวกเขาต้องล้มล้างอำนาจของผู้ปกครองลงให้ได้เท่านั้นถึงจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง บทแบบนี้พบเห็นได้ในหนังไซไฟวิพากษ์สังคมหลายเรื่อง ซึ่งสุดท้ายบทก็มักจะจบเหมือนกันว่าการปฏิวัติประสบผลสำเร็จ แต่ในกรณีของ Snowpiercer ไปไกลว่านั้น หน้าหนังอาจชวนให้คิดว่าหนังให้ความสำคัญกับการลุกขึ้นฮือของประชาชนท้ายขบวนเป็นหลัก แต่ในช่วงท้ายของเรื่อง ก็เป็นตัวหนังเองที่หันกลับมาวิพากษ์ตัว Curtis ในฐานะผู้นำปฏิวัติ โดยผ่านตัวละครอย่าง “นัมกุงมินซู” (ซองคังโฮ) ผู้ที่ช่วย Curtis ในการเปิดประตูโบกี้ต่างๆ

ในขณะ Wilford เชื่อมั่นในเรื่องความสงบเรียบร้อยและสมดุลว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้รัฐรถไฟเคลื่อนที่ต่อไปได้ ไม่ว่าความสงบนั้นจะแลกมาด้วยอะไรก็ตาม การที่แต่ละคนทำในสิ่งที่ถูกกำหนดให้ทำคือหนทางที่เหมาะสมที่สุด ขณะที่ Curtis ก็มองเพียงแค่ว่่าหากยึดอำนาจสำเร็จ ชีวิตคนท้ายขบวนจะดีขึ้น แม้เขาอาจไม่รู้ว่ายึดแล้วจะทำยังไงต่อ ทั้ง Wilford และ Curtis เหมือนจะเป็นคู่ตรงข้ามกัน แต่ก็เหมือนกันตรงที่กรอบความคิดเขายังเป็นเรื่องของ “รถไฟ” เป็นหลัก ในขณะที่นัมกุงมินซู กลับทำให้เห็นว่า ถ้าถึงท้ายที่สุดเราทนอยู่ในรัฐแบบนี้ไม่ได้ แล้วทำไมเราไม่ลองถอยออกมาจากรถไฟละ ข้างนอกรถไฟมันอาจเป็นยุคน้ำแข็ง แต่เราจะไม่สามารถอาศัยอยู่ที่ข้างนอกได้จริงๆ หรือเพราะ “รัฐ” คอยปลูกฝังมาตลอดว่าข้างนอกนั้น “อยู่ไม่ได้” กันแน่ นับเป็นคำถามเด่นที่ Snowpiercer ใส่เข้าไปและสร้างรสชาติที่แปลกใหม่ให้กับการขยายปมช่วงท้ายเรื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า Snowpiercer จะน่าสนใจในแง่กับการเล่นประเด็นรัฐรถไฟ หนังเรื่องนี้ยังมีความแปลกในการเล่าเรื่อง ที่มันอาจไม่ใช่การดำเนินเรื่องที่รวดเร็ว บีบคั้นอารมณ์ ตามสไตล์หนัง Hollywood สักเท่าไหร่ ซึ่งก็แน่ละเพราะจริงๆ แล้ว Snowpiercer คือ “หนังเกาหลีใต้” บริษัทสร้างหนังเป็นเกาหลี ผู้กำกับก็เกาหลี (บองจุนโฮ จาก The Host อีกหนึ่งหนังที่เสียดสีอเมริกาได้อย่างถึงแก่น) นักแสดงและทีมงานหลายคนก็เกาหลี เพียงแต่ด้วยลักษณะเรื่อง การใช้ภาษาอังกฤษ รวมถึงนักแสดงนำ และนักแสดงส่วนใหญ่ในเรื่องทำให้เผลอคิดไปได้ว่านี่คือหนัง Hollywood ซึ่งแม้จะสวมหน้ากาก Hollywood แต่ภายใน Snowpiercer ก็ยังคงสไตล์ความติสท์ของผู้กำกับและตามแบบฉบับหนังอินดี้เกาหลีไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นบทสนทนาที่ยืดยาวเน้นเปรียบเปรยในหลายๆ ช่วง หรือฉาก Action ที่เน้นดิบ เถื่อน โหด ไว้อย่างครบถ้วน ดังนั้น ใครที่คาดหวังรสชาติแบบแฮมเบอร์เกอร์ อาจง่วงเอาได้ เพราะ Snowpiercer มีช่วงเนือยอยู่หลายช่วง แต่ถ้าใครคุ้นกับสไตล์กิมจินอกกระแสแบบนี้ ก็น่าจะชื่นชอบ Snowpiercer

ปีนี้มีหนังที่ใช้บทแบบไซไฟ 2 โลกเข้าฉายอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Upside Down, Elysium, The Hunger Game: Catching Fire และเรื่องนี้ Snowpiercer ถ้าวัดกันที่แก่นของเรื่องแล้ว เรื่องหลังถือว่ามีความโดดเด่นและแปลกใหม่กว่าเรื่องอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยรสชาติแบบแฮมเบอร์เกอร์ใส่กิมจิ ซึ่งก็ยังไม่เข้ากันเท่าไหร่ ทำให้ในแง่ความบันเทิงโดยรวม Snowpiercer ยังตามหลัง Catching Fire แต่กระนั้นก็ยังสนุกและประทับใจกว่า Upside Down และ Elysium และคงถือเป็นก้าวสำคัญอีกครั้งของเกาหลีใต้ในการผลักดันอุตสาหกรรมหนังของเกาหลีให้ไปไกลกว่าแค่ในเกาหลี (หนังเรื่องนี้ กระทรวงวัฒนธรรมเกาหลีเป็นผู้สนับสนุนโดยตรง) หลังจากที่ก่อนหน้านั้นก็มี Mr. Go ซึ่งรวมทุนกับจีนและใช้ทุนสร้างกว่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ Snowpiercer ไปไกลกว่านั้นด้วยการใช้ทุนสร้างกว่า 40 ล้านเหรียญ เทียบเท่าหนัง Hollywood หลายๆ เรื่อง ซึ่งผลตอบรับก็ดูน่าพอใจ เพราะแค่ในเกาหลี หนังก็ทำกำไรแล้ว 

 

ความชอบส่วนตัว: 8/10

 

snow

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

[Review] Upside Down – พลังรักเหนือแรงโน้มถ่วง

[Review] Elysium – รวยอยู่บน จนอยู่ล่าง

[Review] The Hunger Game: Catching Fire – จงอย่าลืมว่าใครคือศัตรูที่แท้จริง?

[Review] Mr. Go – คิงคองตีเบสบอล กับ ความทะเยอทะยานของหนังเกาหลี

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here