[Review] Spectre – พยัคฆ์ร้ายดับผีเปรต (Spoil)

0
102
views

the-upcoming-james-bond-film-spe

 

“Spectre” แปลเป็นไทยได้ว่า “ผี, เปรต, ปีศาจ, ภาพที่น่ากลัว”

แม้ว่าตอนที่ “Daniel Craig” ก้าวเข้ารับบทพยัคฆ์ร้าย 007 คนใหม่เมื่อปี 2006 จะเต็มไปด้วยเสียงยี้และปรามาสเพราะหน้าตาที่ไม่ได้หล่อแบบพิมพ์นิยม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Bond ในยุค Craig ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับหนังแฟรนไชรส์สายลับชุดนี้ทั้งในแง่คำวิจารณ์และรายได้ Bond แบบ Craig กลายเป็น Bond ที่ดุดัน มีเสน่ห์ในแบบดิบๆ เก่งแต่พร้อมจะเจ็บตัวได้ตลอดเวลาทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำให้เป็น Bond ที่ดูเป็นมนุษย์ที่จับต้องได้มากที่สุดในบรรดา Bond ทุกยุคที่เคยมีมา


น่าเสียดายสิ่งที่เพียรพยายามทำมาตั้งแต่ “Casino Royale” “Quantum of Solace” และ “Skyfall” กลับถูกฉุดให้ถอยหลังเข้าคลองด้วย “Spectre”

จาก Bond ที่มีเลือดเนื้อ เจ็บได้ ร้องไห้เป็น Bond ใน Spectre กลับมาเป็น Bond ที่โครตเก่ง แสน Perfect ทั้งทักษะการต่อสู้ หัวจิตหัวใจ และเสน่ห์อันร้อนแรง สบตาไม่กี่ครั้ง หันอีกทีอยู่บนเตียงละ แถมมี Gadget มาให้เล่นมากขึ้น แบบที่เคยเป็นใน Bond ยุคก่อน Daniel Craig แม้ว่าจะไม่เวอร์มากเท่ายุค Pierce Brosnan ก็ตาม คือถ้าเป็นเมื่อก่อนมันก็คงเป็น Bond ที่น่าจะเรียกความนิยมได้ไม่น้อย แต่นี่เป็นยุคปัจจุบัน แล้วหน้าพี่ Craig แกก็เหมาะกับการขายความดิบ จะหล่อสุดๆ ตอนหน้าเต็มไปด้วยบาดแผล (อันนี้ชม) พอมาอยู่ในแนวสายลับ 007 แบบเก่า มันเลยดูไม่สุดยังไงไม่รู้

การเปลี่ยน M กลับมาเป็นผู้ชายใน Spectre ยังส่งผลต่อเรื่องมากกว่าที่คิด “Judi Dench” เข้ามารับบท M ผู้หญิงครั้งแรกเมื่อปี 1995 ใน “Goldeneye” (ก่อนหน้านี้ M เป็นผู้ชายมาตลอด) และบทบาทเริ่มเด่นชัดมากขึ้นใน Bond ยุค Craig โดยเฉพาะใน Skyfall ที่โดดเด่นสุดๆ สิ่งที่น่าสนใจคือ M ไม่ได้เป็นเพียงแค่เจ้านายของ Bond เท่านั้น แต่ยังกึ่งๆ เป็นทั้งเพื่อนและแม่ของ Bond ด้วย เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ Bond ให้ความเคารพ และไม่ได้มองในฐานะผู้หญิงที่จะขึ้นเตียงด้วย การมีอยู่ของ M ผู้หญิงในเรื่องจึงไม่ทำให้ James Bond กลายเป็นหนังของผู้ชาย เพื่อผู้ชายเพียงอย่างเดียว

“Ralph Fiennes” ในบท M คนใหม่เวอร์ชั่นผู้ชายไม่ได้เล่นแย่ เพียงแต่พอ M กลับมาเป็นผู้ชายอีกครั้ง สถานะความสัมพันธ์ระหว่าง Bond กับ M จึงกลับไปเป็นหมือนแค่เจ้านายกับลูกน้องเหมือนเดิม Bond ในภาคนี้จึงกลับมาโดดเดี่ยวทางความรู้สึกเหมือนเดิม ทำให้ประเด็นดราม่าจิตใจของ Bond ที่เคยมีมาในภาคก่อนๆ ขาดหายไปด้วยในภาคนี้ แต่ตรงนี้อาจแก้ตัวได้ว่าเพราะ M คนใหม่เพิ่งเข้ามาภาคแรก ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ Bond เลยยังดูห่างเหินอยู่

“Spectre” คือชื่อองค์กรตัวร้ายในภาคนี้ โดยหนังวางบทให้เป็นองค์กรที่อยู่เชื่อมทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน Bond ยุค Craig เข้าไว้ด้วยกัน เป็นความพยายามที่จะสร้างจักรวาลย่อยในจักรวาล Bond อันกว้างใหญ่ จากเดิมที่ Bond เหมือนจะเป็นแค่หนังสายลับจบในตอนเท่านั้น แต่พอมาแบบนี้ก็หมายความว่า เราต้องพอจดจำเนื้อหาคร่าวๆ ใน Casino Royale, Quantum of Solace และ Skyfall ได้เช่นกัน เพื่อจะได้เก็ตสิ่งที่พูดถึงในภาคนี้ ซึ่งยอมรับว่าโดยส่วนตัวแล้วจำเรื่องราวใน Quantum of Solace ไม่ได้สักเท่าไหร่ เพราะดูผ่านๆ ในทีวี เลยอาจมีปัญหาในการเชื่อมโยงเนื้อเรื่องอยู่บ้าง

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่มาก เมื่อเทียบกับความน่ากลัวขององค์กรนี้ ที่ช่างออกมาตรงกันข้ามกับชื่อสิ้นดี หนังพยายามทำให้องค์กรดูลึกลับ ดูน่ากลัว แต่พอเจอจริงๆ มันทำให้เกิดคำถามว่า นี่เหรอองค์กรที่อยู่เบื้องหลังเหตุเลวร้ายต่างๆ ในจักรวาล Craig ตัวหัวหน้าองค์กรอย่าง “Ernst Stavro Blofeld” (Christoph Waltz) เป็นอีกหนึ่งตัวร้ายที่น่าสงสารที่สุด เพราะหนังทำให้เขามีชะตากรรมไม่แตกต่างจากเหล่าวายร้ายในหนัง Marvel นัก แม้จะพยายามผูกดราม่าระหว่างเขากับ Bond แต่ก็ไม่อินเอาเสียเลย เพราะหนังไม่ได้ให้ Flashback อะไรในความสัมพันธ์ของทั้ง 2 คนมากนัก

เหมือนจะติมาเยอะ แต่ Spectre ก็ไม่ได้ถึงกับย่ำแย่ หนังมีช่วงให้สนุกเป็นพักๆ แต่เพราะแนวทางเรื่องและคาแรกเตอร์ตัวละครมันถูกวางมาแบบนี้ มันเลยทำให้เรื่องไม่ค่อยมีลุ้นอะไรเท่าไหร่ ไม่ถึงกับผิดหวัง เพราะปกติไม่ได้เป็นแฟนคลั่งไคล้ของแฟรนไชรส์ Bond เท่าไหร่ แต่ออกแนวเสียดายมากกว่า ที่หนังอุตส่าห์สู้วางแนวทางใหม่ของ Bond มา แต่ดันกลับไปใช้แนวทางเดิมที่พวกเคยก้าวผ่านมาแล้วไปซะงั้น

สิ่งที่ดีงามในเรื่องนี้ก็คืองาน Production ที่ดูยิ่งใหญ่และสวยงาม พาทัวร์กันหลายประเทศ แต่ถ้าเทียบกับทุนสร้างประมาณ 245 ล้านดอลลาร์ฯ ก็ต้องถือว่าแพงไปนิด คิดว่าที่ทุนสูงเช่นนี้น่าจะเป็นผลมาจากการการบริหารงบไม่ดี ค่าตัวนักแสดงนำที่พุ่งสูงขึ้นมาก และยังเจอปัญหา Sony โดนแฮคอีกจนบทหนังหลุดออกมา อย่างไรก็ตาม ถึงทุนสูงแต่ก็อาจไม่เจ็บหนักนัก เพราะอย่างน้อยตอนนี้ก็ได้เงินจากเม็กซิโกมา 20 ล้านดอลลาร์ แลกกับการเขียนบทเพื่อเสริมภาพลักษณ์เม็กซิโก แถมภาคนี้ยังโฆษณาแฝงแบบจัดเต็มเสียด้วย

อีกสิ่งที่ไม่พูดไม่ได้ ก็ต้อง “Dr. Madeleine Swann” (Lea Seydoux) สาว Bond ประจำภาคนี้ ที่แม้จะแตกต่างจาก Bond Girl คนอื่นๆ ตรงที่เธอดูไม่ Sexy เท่าไหร่ แม้จะพยายามทำก็เถอะ แต่ก็ขอยกให้เป็น Bond Girl ที่น่ารักที่สุดตั้งแต่เคยดูหนัง Bond มาเลย

สิ่งที่น่าสนใจต่อไปก็คือ James Bond ภาคหน้า ที่เราคงได้เห็นอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Bond คนใหม่ เพราะถึง “Craig” จะบอกว่าพร้อมเล่น แต่ค่ายคงไม่สู้ค่าตัวแล้ว ผู้กำกับคนใหม่ เนื่องจาก “Sam Mendes” น่าจะพอแล้วกับการกำกับ Bond รวมไปถึงค่ายหนังค่ายใหม่ด้วย โดย Spectre จะเป็นภาคสุดท้ายที่ “MGM” ร่วมสร้างกับ “Sony” ขณะที่ภาคต่อไป MGM จะหาพันธมิตรใหม่ ซึ่งอาจจะเป็น “Warner” (อาจได้เห็น Bond ที่ Dark ขึ้น) “Fox” (อาจได้เห็น Bond ที่เน้น Sci-fi Technology ขึ้น) หรือจะเป็น “Paramount” (อาจมาแนวเวอร์วังระเบิดภูเขาทลายกระท่อม) ก็เป็นได้

ความชอบส่วนตัว: 6/10

Oberhauser played by Christoph Waltz (centet) in Metro-Goldwyn-Mayer Pictures/Columbia Pictures/EON Productions’ action adventure SPECTRE.

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here