[Review] Star Trek Beyond – เมื่อชีวิตเดินทางถึงจุดอิ่มตัวในหน้าที่การงาน

0
57
views

hdo-phim-hanh-dong_13641182_1078567562234053_7753073940449288853_o
 

คนทำงานหลายคน น่าจะเคยรู้สึกเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือพอเมื่อทำงานไปสักพัก เจอแต่สภาพแวดล้อมเดิมๆ ลักษณะงานเดิมๆ ก็จะถึงจุดที่เกิดอาการเบื่อหน่ายกับงานนั้น และเหมือนทำให้จบๆ ไปในแต่ละวัน แม้ว่างานนั้นจะเป็นงานที่เราชอบและต้องการทำมากในช่วงเริ่มแรกก็ตาม 
 
“James T. Kirk” (Chris Pine) กัปตันแห่งยาน Enterprise ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น 
 
ไม่ใช่แค่เขา แต่หลายคนในยาน ก็เริ่มถึงจุดอิ่มตัวในการทำงานเช่นกัน อย่างเช่น “Spock” (Zachary Quinto) และ “John Cho” (Hikaru Sulu) ที่เริ่มกลับมาคิดถึงเรื่องครอบครัวมากขึ้น โดยเฉพาะ Spock ที่ข่าวการจากไปของ…. ทำให้เขาเริ่มคิดถึงสร้างครอบครัวอย่างจริงๆ จังๆ ซึ่งนั่นทำให้งานต้นหนที่ต้องออกท่องอวกาศเป็นเวลานาน อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ไม่ต่างจากคนทั่วไป ที่พอถึงจุดหนึ่งในชีวิต พวกเขาเลือกจะเปลี่ยนงาน เพื่อให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น 
 
“Star Trek Beyond” เป็นภาคที่ 13 ในแฟรสไชส์หนัง Star Trek ทั้งหมด แต่ถือเป็นภาคที่ 3 ในฉบับ Reboot ใหม่ ซึ่งดำเนินเนื้อเรื่องต่อมาจาก Star Trek (2009) และ Star Trek Into Darkness (2013) สำหรับภาคนี้ใช้ชื่อภาคว่า “Beyond” ที่แปลได้ประมาณว่า “ก้าวพ้น/ข้ามเขต” อย่างไรก็ตาม Beyond ในภาคนี้ กลับไม่ได้เน้นไปที่การก้าวขอบเขต ไปพบสิ่งใหม่ๆ ในจักรวาลอันไกลโพ้นเท่าไหร่ ซึ่งนั่นอาจทำให้ผู้ที่คาดหวังว่าจะได้พบกับแง่มุมปรัชญา หรือการสำรวจสิ่งลี้ลับในอวกาศ ที่เคยเป็นจุดเด่นของ Star Trek อาจจะผิดหวังไปบ้าง เพราะตัวหนังดูจะไปให้ความสำคัญกับการ Beyond ในจิตใจตัวละครเสียมากกว่า และก็ทำได้ดีมากเสียด้วย 
 
โดยเฉพาะการก้าวพ้นในภาคนี้ ทำให้ลักษณะตัวละครไปเชื่อมกับ Star Trek เวอร์ชั่นต้นฉบับได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

Left to right: John Cho plays Sulu, Anton Yelchin plays Chekov, Karl Urban plays Bones, Chris Pine plays Kirk, Zachary Quinto plays Spock and Simon Pegg plays Scotty in Star Trek Beyond from Paramount Pictures, Skydance, Bad Robot, Sneaky Shark and Perfect Storm Entertainment
 

 

 
ถ้า Captain Kirk คือศูนย์กลางของ Star Trek เมื่อเราเอา Star Trek เวอร์ชั่น Reboot มาเรียงต่อกัน สิ่งที่จะเห็นก็คือพัฒนาการของตัวละครนี้ตลอดทั้ง 3 ภาค ใน Star Trek เป็นหนุ่มเลือดร้อน บ้าบิ่น ที่มีปมเรื่องพ่อ ซึ่งนั่นเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เขามาเป็นนักบินของยาน Enterprise ขณะที่ภาค 2 เราได้เห็น Kirk ในมาดกัปตันเต็มรูปแบบ และพัฒนามิตรภาพระหว่างเขากับ Spock เป็นภาคที่ตอบคำถามว่า ทำไมพวกเขาจึงเป็นเพื่อนตายกันตลอดกาล รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Kirk กับ Khan ที่ต่อไปจะกลายเป็นตัวร้ายสุดคลาสสิกใน Star Trek เวอร์ชั่นต้นฉบับ 
 
ส่วนใน Beyond เราจะได้เห็นว่า อะไรกันที่เปลี่ยนให้กัปตันเลือดร้อน ให้กลายเป็นกัปตันที่มีความสุขุมมากขึ้น และมีความเป็นผู้นำแบบเต็มเปี่ยม เป็นที่รักและเคารพของคนในยาน แบบที่เรารู้สึกกับกัปตัน Kirk ต้นฉบับ ซึ่งถ้าคุณเป็นแฟน Star Trek ในแบบที่ชอบความสัมพันธ์และทีมเวิร์คของลูกเรือยาน Enterprise ก็น่าจะชอบภาคนี้เลยละ เพราะมันให้ความสำคัญกับตรงนี้อย่างมาก 
 
อย่างที่เกริ่นมาตอนต้น Kirk กำลังประสบปัญหาจุดอิ่มตัวในงาน และไม่รู้จะยังไงกับชีวิตต่อดี ความเบื่อหน่ายและหมดไฟ ทำให้ Kirk เริ่มคิดถึงเรื่องการเปลี่ยนงาน ไปนั่งอยู่ที่ฐาน เลิกท่องอวกาศอีกต่อไป แต่ Star Trek Beyond ก็ให้คำตอบกับ Kirk ว่า ทำไมงานกัปตันยาน Enterprise จึงยังน่าดึงดูด เพราะ Enterprise มีสิ่งหนึ่งที่งานอื่นๆ ไม่มี นั่นคือ “ลูกเรือ” 
 
Kirk มีเพื่อนร่วมงานที่ดี มีลูกน้องที่ดี และนั่นทำให้แม้อวกาศจะน่าเบื่อ แต่เขาก็ยังรู้สึกสนุกในทุกๆ วันที่ได้เดินทางกับลูกเรือของเขา ยาน Enterprise เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่ความสัมพันธ์เป็นของจริง และการที่ยาน Enterprise ได้พังลง (อีกแล้ว) ก็ทำให้ Captain Kirk ได้ค้นพบว่าอะไรแรงยึดเหนี่ยวของเขา นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจที่เราจะได้เห็นเขาทุ่มเต็มที่เพื่อหาทางช่วยลูกเรือ ไม่ใช่แค่ในฐานะกัปตัน แต่ในฐานะเพื่อนร่วมงาน เช่นเดียวกัน เราก็ได้เห็นลูกเรือแต่ละคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ได้หนีเอาตัวรอดเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งการที่หนังกระจายบทไปยังตัวละครต่างๆ ค่อนข้างเท่าเทียมกัน ยิ่งทำให้เราเห็นภาพความเป็น “ครอบครัว” ของเหล่าลูกเรือ Enterprise มากยิ่งขึ้น 

 

can-star-trek-beyond-overcome-into-darkness-problems-or-will-it-flop-686118
 
 

การที่หนังเปลี่ยนตัวผู้กำกับจาก J.J. Abrams ที่ติดไปกำกับ Star Wars มาเป็น Justin Lin จากแฟรนไชรส์ Fast & Furious แม้จะทำให้หนังขาดความลี้ลับและเนื้อเรื่องที่มีอะไรให้เซอร์ไพรส์ในแบบ J.J ไปบ้าง แต่ก็ทดแทนด้วยมุมมองความสัมพันธ์แบบที่ Justin เคยทำได้ในการทำให้คนดูผูกพันกับเหล่าตัวละคร Fast & Furious มาแล้วเข้าไป พ่วงด้วยฉาก Action ที่ดูสนุกมาก  
 
ที่สำคัญไม่แน่ใจว่าหนังเขียนบทไว้แต่แรกหรือเปล่าหรือปรับบทช่วงหลัง แต่เรื่องราวใน Star Trek Beyond เป็นงานแสดงความอาลัยและกล่าวคำลา “Leonard Nimoy” ผู้รับบท “Spock” จาก Timeline ต้นฉบับ ที่เสียชีวิตเมื่อปี 2015 ได้อย่างซาบซึ้ง กระทั่ง “Anton Yelchin” ผู้รับบท “Pavel Chekov” หนึ่งในลูกเรือ Enterprise ที่เสียชีวิตกระทันหันก่อนหนังฉายไม่นาน แต่ด้วยตัวเรื่องที่กระจายบทอย่างเท่าเทียม ก็ทำให้ Anton มีซีนที่น่าจดจำไม่น้อยเหมือนกัน 
 
Star Trek Beyond ทำให้เรารับรู้ว่า เพื่อนร่วมงาน นั้นมีความสำคัญแค่ไหนในชีวิตกับการทำงาน เพราะนั่นคือคนที่เราจะต้องเจอไปตลอดอีกหลายๆ ปี (จนกว่าจะเปลี่ยนงาน) อาจจะเจอหน้าในแต่ละวันมากกว่าครอบครัวหรือแฟนด้วยซ้ำ ถ้าเพื่อนร่วมงานไม่ดี หรือเข้ากันไม่ได้ ก็ยากแล้วที่จะทำงานได้อย่างมีความสุข แม้จะเป็นเนื้องานที่ชอบก็ตาม 
 
น่าสนใจว่า ถ้าสุดท้าย Captain Kirk เหลือตัวคนเดียว เขาอาจมีสภาพไม่ต่างจาก “Krall” (Idris Elba) ตัวร้ายของภาคนี้ก็ได้ ซึ่งสูญเสียเพื่อนร่วมงาน และโดนความโดดเดี่ยวของอวกาศเล่นงาน จนทำให้เขากลายสภาพเป็นแบบนั้น 

 

Scale-9

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here