[Review] ตั้งวง – เมืองไทยใต้เงา “ความเป็นไทย”

2
45
views

c0b4189fc6a4ea92f3fb3ab4c7443213

 

-1-

สมัยเรียน ป.ตรี คณะรัฐศาสตร์ มีวิชาหนึ่งที่ขึ้นเรื่องวิธีการออกข้อสอบที่ไม่ธรรมดา นั่นก็คือวิชา “การเมืองการปกครองไทย” ซึ่งอาจารย์ได้ให้นักศึกษาเลือกศึกษาหนังสือด้านการเมืองการปกครองไทยคนละ 1 เล่ม และให้ตั้งคำถามปลายภาคเองจากเนื้อหาหนังสือเล่มนั้น เหมือนจะง่ายเพราะถามเองตอบเอง แต่เพราะแบบนี้แหละที่กดดัน เพราะหากตอบเองได้ไม่ดีพอ คะแนนก็พร้อมจะดิ่งลงเหวได้ง่ายๆ เช่นกัน ซึ่งในครั้งนั้นหนังสือที่ผมเลือกศึกษาคือ งานวิจัยเรื่อง “การสร้างความเป็นไทยของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” ของ รศ.ดร.สายชล สัตยานุรักษ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สนใจอ่านข้อสอบและคำตอบของผมได้ ที่นี่ ครับ)

ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจให้เลือกหนังสือเล่มนั้น อาจเพราะมันสั้น หรือชื่อมันดูแปลกๆ น่าสนใจดี แต่สิ่งที่ได้นอกจากเรื่องผลการเรียนแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังช่วยเปิดความคิดมุมมองใหม่ๆ โดยเฉพาะในเรื่อง “ความเป็นไทย” ที่เอาเข้าจริงมันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเพื่อนิยามว่าอะไรคือไทย และเพราะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ดังนั้นมันอาจมีความแตกต่างไปตามที่แต่ละคนคิดได้ มีเพียง “ความเป็นไทยบางชุด” ที่ถูกยึดถือว่าเป็นความเป็นไทยที่แท้จนกลายเป็นกระแสหลัก และเบียดเบียนความเป็นไทยแบบอื่นๆ ให้กลายเป็น “ไม่ไทย” ไป ซึ่งความเป็นไทยกระแสหลักที่ถูกสร้างขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การบอกว่าสิ่งของอะไรคือตัวแทนความเป็นไทย แต่รวมไปถึงการนิยามลักษณะความคิดว่าแบบไหนไทยแบบไหนไม่ไทยด้วย

ในหนังสือที่ศึกษาได้กล่าวถึงความเป็นไทยในมุมมองของการเมืองเป็นหลัก ซึ่งมองว่าความเป็นไทยที่มีอิทธิครอบความคิดสังคมไทยปัจจุบัน เป็นผลมาจากการร่วมสร้างของเหล่าชนชั้นกลางและสูง โดยมี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ เป็นหนึ่งปัญญาชนผู้สร้างคนสำคัญ ความเป็นไทยแบบที่ว่าเน้น ความสัมพันธ์ของคนในสังคมแบบรู้จัก “ที่สูง-ที่ต่ำ” ว่าเป็นสังคมที่ดี การปกครองที่ดีคือการปกครองที่ไม่มี “การเมือง” แต่มี “คนดี” เป็นผู้มีอำนาจสิทธิเด็ดขาด โดยมีหลักศีลธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นตัวกำกับ ขณะที่ในแง่ศิลปวัฒนธรรมก็ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมขั้นสูง (High Culture) ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นไทยอย่างที่สุด สิ่งเหล่านี้หล่อหลวมกันนำไปสู่มโนภาพว่า “เมืองไทยนี้ดี”

เหตุที่ต้องเกริ่่นถึงเรื่อง “ความเป็นไทยกระแสหลัก” เสียขนาดนี้ เพราะหนังที่จะเขียนถึงอย่าง “ตั้งวง” ผลงานกำกับเรื่องล่าสุดของ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” คือหนังไทยที่ “กล้า” หันกลับมาพูดถึงประเด็น “ความเป็นไทย” เหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา แบบที่ยังไม่มีหนังไทยเรื่องไหนเคยทำ ซึ่งไม่เพียงแค่เรื่องความเป็นไทยกระแสหลักเท่านั้น ตั้งวงยังได้สะท้อนภาพความ “Paradox” ของความเป็นไทยในปัจจุบัน ที่สภาพสังคมจริงกับแนวคิดความเป็นไทยกระแสหลักเริ่มไม่สอดคล้องกัน จนนำไปสู่ความลั่นลั่นของกรอบคิดคนในสังคม

 

-2-

“ตั้งวง” เป็นเรื่องราวของเด็กวัยรุ่น ม.ปลาย 4 คน คือ “ยอง” (สมภพ สิทธิอาจารย์) เด็กเนิร์ดที่ไม่เชื่อในไสยศาสตร์ “เจ” (สิริภัทร คูหาวิชานันท์) เด็กเนิร์ดอีกคนที่รักการ์ตูนและเกมส์เป็นชีวิตจิตใจ “เบส” (ณัฐสิทธิ์ โกฎิมนัสวนิชย์) นักกีฬาปิงปองของโรงเรียน และ “เอ็ม” (อนุวัช พัฒนวณิชกุล) แชมป์เต้น Cover เกาหลี ซึ่งมารวมตัวกันเพื่อรำแก้บนพ่อปู่ที่ไปขอพรไว้ แต่ด้วยความที่แต่ละคนรำกันไม่เป็น งานนี้เลยต้องพึ่ง “พี่นัท” (ณัฐรัฐ เลขา) นางรำรับร้างมืออาชีพมาเป็นคนฝึกให้ ภายใต้เสียงประชดจากลุงของพี่นัทว่า “เอาแค่ตั้งวงให้รอดก่อนเถอะ”

จุดอ่อนสำคัญของตั้งวงก็คือ “หน้าหนัง” ที่ตอนแรกโปรโมตชวนให้เข้าว่าเป็นเพียง หนังวัยรุ่นเกรียนๆ ทั่วไป ที่มาทำภารกิจบางอย่างร่วมกันเท่านั้น เพื่อต้องการเจาะกลุ่มคนดูที่ Mass มากขึ้น แต่ด้วยเหตุที่โปรดักชั่นส์ตลอดจนนักแสดงไม่ใช่ดาราดังที่พอจะเรียกแขกนัก หนังเลยไม่ได้รับการตอบรับจากคนดูกลุ่ม Mass เท่าที่ควร ขณะที่กลุ่มคอ Indy บางกลุ่มก็อาจรู้สึกว่าหนังตลาดไป จนมองข้ามเรื่องนี้ไปได้ นี่คือตัวอย่างของหนังดีที่โดนหน้าหนังของตัวเองทำร้าย ซึ่งทางผู้สร้างเองตอนหลังก็คงรู้สึกตัว เลยออก Trailer ตัวใหม่ที่คราวนี้พุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น และบอกกับคนดูอย่างตรงไปตรงมาว่า นี่ไม่ใช่แค่หนังรวมวัยรุ่นมารำแก้บนเท่่านั้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าก้าวผ่านหน้าหนังที่ไม่ขายของมาได้ เราก็จะได้พบกับหนังไทยที่มี “ประเด็น” และ “ความกล้า” มากที่สุดของปีนี้ ตัวหนัง การดำเนินเรื่อง โปรดักส์ชั่น หรือการแสดงอาจจะไม่ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ แต่ก็ดูได้สนุกเพลินๆ และที่เด่นสุดๆ คือการพุ่งเป้าประเด็นเรื่องแนวคิดความเป็นไทย ที่สะท้อนผ่าน “การรำแก้บน” ที่ถูกมองว่าเป็นไทยสุดๆ ทั้งในการรำหรือสิงศักดิ์สิทธิ์ แต่ที่น่าแปลกคือทั้งที่เป็นไทย แต่วัยรุ่นเกรียนทั้ง 4 คนกลับรู้สึกไม่อยากรำ แถมคนอื่นๆ ยังกลับมองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระหรือตลกขบขันเสียอีก

 

-3-

ความน่าสนใจของตั้งวง เริ่มตั้งแต่ตัวละครที่ถ้าพิจารณาจริงๆ แล้วมีความ “ไม่ไทย” อยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นยองที่มองทุกอย่างแบบวิทยาศาสตร์ซึ่งถูกมองว่าเป็นของฝรั่ง เจเองก็บ้าเกมส์ต่างประเทศและการ์ตูนญี่ปุ่น เบสเป็นนักกีฬาปิงปองที่หลายคนมองว่าเป็นกีฬาจีน ส่วนเอ็มก็ชัดเจนว่าชื่นชอบการเต้น cover เกาหลี แม้แต่ตัวพี่นัทก็ดูไม่ไทยด้วยการเป็นสาวประเภทสองแถมกำลังคบหาดูใจกับฝรั่งอยู่อีก นี่ยังไม่รวมถึงสถานะของตัวละครหลักที่ไม่ได้เป็นวัยรุ่นจากครอบครัวมีอันจะกินแบบ Hormones แต่เป็นวัยรุ่นในครอบครัวชนกลางระดับล่างไปจนถึงล่าง เอ็มและเบสอาศัยอยู่ในแฟลตเก่าๆ ขณะที่ครอบครัวยองและเจแม้จะดูดีกว่าอีก 2 คน แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร หากความเป็นไทยกระแสหลักถูกนิยามโดยกลุ่มคนชนชั้นกลางระดับสูงและชั้นสูงเป็นหลัก นี่ก็คือภาพสะท้อนการมองความเป็นไทยของกลุ่มคนอีกระดับที่ถูกกันออกไม่ให้มีส่วนร่วมในการนิยาม แต่มีหน้าที่เป็นเพียงผู้รับปลูกฝังความเป็นไทยจากข้างบนเท่านั้น

เด็กเกรียนทั้ง 4 คนไม่ได้อยากรำแก้บน แต่ด้วยความคิดที่ถูกปลูกฝังมาทำให้พวกเขาตัดสินใจรำ แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับจากคนรอบข้างจากการตัดสินใจรำ แทนที่จะเป็นเสียงชื่นชมว่าเด็กเหล่านี้อนุรักษ์ความเป็นไทย แต่กลับเป็นเสียงหัวเราะถากถาง ซึ่งทำให้เราได้ฉุกคิดไม่น้อยว่าแท้จริงว่าทำไม? คนที่น่าจะรู้ซึ้งที่สุดก็คือ ยอง ที่เป็นคนแรกในกลุ่มที่สามารถตั้งวงได้ตามมาตรฐาน แต่เสียงตำหนิจากครูที่หาว่างมงาย และเสียงหัวเราะเยาะจากเพื่อน ทำให้ยองตัดสินใจที่จะไม่รำในท้ายที่สุด แถมยังตัดสินใจไปเรียนต่อที่สิงคโปร์ โดยให้เหตุผลกับคนสัมภาษณ์ว่า “พัฒนากว่าไทย”

การกระทำของยองถ้ามองตามกรอบความเป็นไทยกระแสหลัก นี่คือการละเมิดความเป็นไทยอย่างแรง แต่ถ้ามองตามความจริง คนแบบยองเราพบเห็นได้ทั่วไปในสังคม แม้แต่ในคนที่ชอบพูดเรียกร้องให้อนุรักษ์ความเป็นไทยก็ตาม กรอบแนวคิดความเป็นไทยกระแสหลักที่ปลูกฝังกันมานั้นเข้มข้นมาก จนยากจะสลัดหลุด แต่ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ความเป็นไทยกระแสหลักไม่ได้ตอบโจทย์ได้ในทุกเรื่อง บางเรื่องเราก็อยากสลัดทิ้งเพราะกลัวขายหน้าในเวทีโลก แต่บางเรื่องเราก็อยากให้มันคงอยู่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเมืองไทยก็มีดีนะ สุดท้ายแล้วการไม่รำของยอง อาจไม่ได้หมายถึงเขาปฏิเสธความเป็นไทย แต่เขาเข้าใจแล้วว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงสับสนของตนเอง ที่เขาควรทำก็คือดูให้ออกว่ากระแสสังคมตอนนั้นไปทางไหน แล้วค่อยเกาะตาม อาจดูว่าโหดร้าย แต่อย่างที่ยองบอก “นี่แหละประเทศไทย”

 

-4-

จุดสุ่มเสี่ยงอย่างหนึ่งของตั้งวงคือการใช้ฉากหลังเป็นเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงของกลุ่ม นปช.ใช่ช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2553 ที่นำไปสู่การปะทะกับฝ่ายรัฐ ซึ่งอาจถูกมองได้ว่่าตั้งวงเป็นหนังการเมืองที่ต้องการสนับสนุนแนวคิดข้างใดข้างหนึ่งหรือป่าว แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว หนังไม่ได้พูดถึงเรื่องการเมืองว่าฝ่ายไหนถูกต้องฝ่ายไหนผิดเลย แต่หนังดึงเอาเหตุกาณ์ดังกล่าวมาประกอบเพื่อแสดงให้เห็นภาพความล่มสลายของ “สังคมไทยในอุดมคติ” ที่ “ความเป็นไทย” ที่ผ่านมาได้สร้างขึ้น

ในทางการเมือง ความเป็นไทยได้สร้าง “ความจริง” ทางการเมืองในความคิดคนในสังคมที่ว่า “ความเงียบทางการเมือง” หรือ “สังคมที่ไม่มีการเมือง” คือสิ่งที่พึงปรารถนาสูงสุด ความเงียบที่ว่านี้คือการไม่มีความขัดแย้งทางการเมือง หน้าที่การปกครองปล่อยให้เป็นของผู้ปกครองไป ขณะที่คนอื่นๆ ก็ทำหน้าที่ของตนไปไม่ต้องมายุ่มย่ามกับเรื่องการเมือง แนวคิดเช่นนี้ทำให้ลึกๆ แล้วไม่น้อยรับได้กับความเป็นเผด็จการหรืออำนาจนิยม ตราบใดที่เขายังรู้สึกว่า ผู้ปกครองคนนั้นเป็น “คนดี” และไม่ละเมิดสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือ “ที่สูงสุด” ของประเทศ ตรงกันข้ามกับแนวคิดประชาธิปไทย ที่บางทีเราก็รู้สึกไม่ชอบใจนัก เพราะรังแต่จะนำความวุ่นวายมาให้ เถียงกัน ประท้วงกันไม่จบไม่สิ้น แถมถ้าทุกคนเท่ากันหมดก็จะเป็นการทำลายคติแบบ “ที่สูง-ที่ต่ำ” ที่ความเป็นไทยกระแสหลักยึดถือเสียด้วย

ถ้าจำไม่ผิดข้อความที่สกรีนอยู่บนเสื้อของเบสทีใส่ระหว่างออกตามหาพ่อในเหตุการณ์สลายการชุมนุมนัั้นเขียนว่า “สามัคคีประเทศไทย” ซึ่งในแง่หนึ่งก็อุดมคติทางการเมืองที่เราคาดหวัง แต่สภาพความเป็นจริงที่เบสกำลังเผชิญตอนนั้นกลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง อาจเป็นความตั้งใจของตัวหนังที่ต้องการล้อประเด็นนี้ที่ว่า กรอบความเป็นไทยทำให้เราเชื่อมาตลอดว่า ประเทศไทยคือดินแดนแห่งความสามัคดี ปัญหาคือความเป็นไทยที่ว่านั้นไม่ได้หาทางออกไว้ให้เมื่อคนในประเทศเริ่มไม่สามัคคีกัน และตราบใดที่เรายังมองแบบเดิมๆ ก็อาจทำได้เพียงแค่กดปัญหาไว้แต่ไม่ได้แก้มัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งในบ้านเราได้แบ่งคนเป็นกลุ่มต่างๆ จนยากจะทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน ประเด็นคือถ้าทำให้เหมือนกันไม่ได้ ทำไมไม่ทำให้แตกต่างแต่อยู่ร่วมกันได้ นั่นคือสิ่งที่ความเป็นไทยกระแสหลักไม่ได้ให้ไว้

 

-5-

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ อย่างการแก้บน “ตั้งวง” พาเราไปไกลมากกับการตั้งคำถามว่าอะไรคือ “ความเป็นไทย” กันแน่ หรือว่าแท้จริงแล้วมันไม่มีเลย เพราะแต่ละคนมองไม่เหมือนกัน การพยายามนิยามมุมมองใดมุมมองหนึ่งแล้วบอกว่านั่นคือความเป็นไทย มันอาจได้ผลแค่ช่วงหนึ่ง แต่พอสังคมเปลี่ยน แล้วมุมมองนั้นก้าวไม่ทันต่อความเปลี่ยน กระแสหลักจะแปรเปลี่ยนกลายมาเป็นข้อจำกัดที่ทำให้เราหาทางออกอื่นนอกกรอบความเป็นไทยนั้นไม่เจอ ไม่อย่างนั้นก็เกิดสภาพลักลั่นความเป็นไทยแบบที่เห็นในหนัง ถึงหน้าหนังอาจน่าสนใจนัก แต่ที่ได้รับจาก “ตั้งวง” มีประโยชน์ในการเปิดมุมมองเราได้มากทีเดียว

 

ความชอบส่วนตัว: 9/10

 

ตั้งวง-Tang-Wong-3

2 COMMENTS

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here