[Review] The Cloverfield Paradox – เมื่อการตลาดและ Easter Eggs สนุกกว่าตัวหนังจริงๆ

0
221
views

หมายเหตุ: มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ (Spoil)

“Cloverfiled” ภาคแรก (2008) สร้างความน่าสนใจตั้งแต่ก่อนหนังเข้าแายด้วยการตลาดแบบไวรัล (Viral Marketing) ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องแรกๆ ด้วยที่ทำการตลาดแบบนี้ ด้วยการปล่อยข้อมูล เว็บไซต์ รูปภาพ ข่าวสาร รวมไปถึงการสร้าง My Space ของตัวละครในเรื่อง มาก่อนที่หนังจะฉายเกือบปี ซึ่งทีแรกคนอาจไม่เอะใจอะไร แต่เมื่อเข้าไปดูหนัง หลายคนเริ่มเอะใจ เริ่มกลับมาค้นข้อมูล เมื่อนั้นการตลาดที่เล่นกับความสงสัยก็เริ่มทำงาน เกิดการจับกลุ่มพูดคุย แลกเปลี่ยนทฤษฎี คาดเดาความเป็นไปของหนังไปต่างๆ นานา กลายเป็นว่าบางทีอ่านกระทู้ทฤษฎีเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ สนุกกว่าตัวหนังจริงด้วยซ้ำ และยิ่งหนังเรื่องหนึ่งทำให้เกิดบรรยากาศการพูดคุยแบบนี้ได้มากเท่าไหร่ มันยิ่งจะทำให้เกิดกลุ่มคนที่เป็น Greek หรือแฟนพันธุ์แท้ของหนังมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในแง่ของตัวหนังเองก็ทำได้ดีในระดับหนึ่งอยู่แล้ว และถือเป็นหนังที่ปลุกกระแสการใช้ภาพแบบ Handheld หรือ Found Footage ขึ้นมาด้วย

“10 Cloverfield Lane” (2016) ภาคที่ 2 ในจักรวาลนี้ ก็ยังเล่นกับการตลาด แต่เปลี่ยนจากการทำไวรัลมาเป็นการตลาดแบบสร้างความเซอร์ไพรส์แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว เมื่ออยู่ๆ ก็มีตัวอย่างหนังเรื่องนี้ปล่อยออกมา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีข่าวการสร้างภาคต่อเลยแม้แต่น้อย (ปิดความลับกันเก่งจริงๆ) และไม่กี่สัปดาห์จากนั้นหนังก็เข้าฉายทันที ขณะที่ตัวเนื้อเรื่องก็สร้างความเซอร์ไพรส์ไม่แพ้กัน เมื่อมันพลิกจากหนังเอาตัวรอดจากสัตว์ประหลาด มาเป็นหนังเขย่าขวัญ-จิตวิทยา เอาตัวรอดในพื้นที่จำกัด นอกจากนี้ มันยังแทบไม่มีความเชื่อมโยงกับภาคแรกเลย ยิ่งสร้างความสงสัยใคร่รู้ จนเกิดทฤษฎีมากมายขึ้นไปอีก

“The Cloverfield Paradox” (2018) คือภาคล่าสุดของจักรวาลนี้ (แต่ยังไม่ใช่ภาคสุดท้าย) แน่นอนยังมาพร้อมกับการตลาดอันเป็นที่กล่าวขวัญเช่นเคย จากเดิมที่หนังเคยมีแผนจะลงฉายโรง แต่ก็มีข่าวว่า Netflix จะซื้อมาฉายแบบ Streaming อย่างเดียว และขณะที่ยังไม่คอนเฟิร์มว่าจริงหรือไม่ อยู่ใน Netflix ก็ปล่อย Trailer เรื่องนี้ในงาน Super Blow แล้วไม่กี่ชั่วโมงถัดจากนั้นก็เอาหนังขึ้นฉายทาง Netflix ทันที!!! พลิกทุกแนวทางการโปรโมทหนังของ Hollywood และยิ่งไปกว่านั้นเนื้อเรื่องก็พลิกอีกครั้งเมื่อครั้งนี้มันกลายเป็นหนังเขย่าขวัญไซไฟเต็มรูปแบบ รวมทั้ง ภาคนี้ยังเป็นเหมือนการเฉลยกลายๆ ถึงที่มาที่ไปของจักรวาล Cloverfield ด้วย

ในแง่การตลาดนั้น The Cloverfield Paradox นั้นประสบความสำเร็จอย่างมาก และมันคงกระตุ้นความสนใจผู้คนให้เข้าไปชมเรื่องนี้ใน Netflix ได้มากโขอยู่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาคนี้แตกต่างจาก 2 ภาคแรกคือ ตัวหนังเองไม่ได้แข็งแรงเพียงพอที่จะยืนได้ด้วยขาตัวเองขนาดนั้น ใน 2 ภาคแรก เมื่อถอดเอาการตลาดหรือความเป็นจักรวาล Cloverfield ออกไป เราก็ยังได้หนังเอาตัวรอด 2 สไตล์ที่ดูสนุกมากอยู่ ยิ่งในภาคแรกยังถือว่ามีความสดใหม่มากด้วย แต่สำหรับภาคนี้ สิ่งที่เหลืออยู่คือหนัง Sci-fi อวกาศในระดับกลางๆ แน่นอนมันไม่ได้แย่ มันก็ยังเป็นหนังที่ดูเพลินๆ ได้ ช่วงครึ่งแรกนี่ก็ปั้นมาดีเลย แต่กระนั้นเทียบกับมาตรฐานของ 2 ภาคก่อนก็ถือว่าตกไปพอควร แถมหนังเอาตัวรอดกลางอวกาศก็มีมาแล้วหลายเรื่อง ล่าสุดก็ Life ขึ้นหิ้งไปแล้วก็ Alien หรือพล็อตบ้าๆ หน่อยอย่าง Event Horizon (ข้ามมิติไปเจอกับนรก) ดูๆ ไปก็ยังลุ้นกว่าเรื่องนี้เลย

จุดสำคัญที่ทำให้ The Cloverfield Paradox ไม่พีคเท่าที่ควร คือบรรดาลูกเรือยานอวกาศที่ไม่ชวนให้เราเอาใจช่วยเลย คือทำหนังเอาตัวรอด แต่ตัวละครไม่รู้สึกอยากให้รอด ทุกอย่างก็จบ ทั้งๆ ที่่ทุกคนก็เล่นดี อาจเพราะมาถึงหนังก็จับเราโยนเข้ายานเลย ไม่มีโอกาสให้เราทำความรู้จักใครทั้งสิ้น จริงๆ ก็มีคนหนึ่งที่หนังเหมือนจะเน้นเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกพิเศษมากขนาดนั้น

หนังยังพยายามเน้นความเป็นนานาชาติจากเชื้อชาติและสัญชาติตัวละครที่หลากหลาย แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าไหร่นัก ตรงกันข้ามกับรู้สึกตลกเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะตัวละครจีนในเรื่อง ที่ไม่แน่ใจว่าเพราะจางซิยี่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษหรือไง จึงทำให้ตัวละครเธอเป็นคนเดียวที่พูดภาษาบ้านเกิดตลอดทั้งเรื่อง ขณะที่ตัวละครอื่นไม่ว่าจะชาติไหนต่างใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่เป็นแฟนจักรวาล Cloverfield แม้ภาคนี้อาจจะไม่พีคนัก แต่ก็น่าจะเป็นการตอบคำถามคาใจเกี่ยวกับจักรวาลนี้ได้หลายเรื่องอยู่ แม้ว่ามันอาจไม่ได้บอกมาอย่างชัดเจนก็ตาม…จากนี้ Spoil ครับ…. ซึ่งตามที่พยายามทำความเข้าใจและอ่านทฤษฏีที่แฟนๆ จักรวาลนี้คิดกัน เชื่อว่า จักรวาลนี้เป็นแบบ Multiverse ภาค 1 ภาค 2 ภาค 3 อาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนละจักรวาลกันได้เลย แต่ทั้งหมดมีจุดเชื่อมต่อตรงการทำงานของเครื่องเร่งอนุภาคบนสถานี Cloverfield ในภาคนี้ที่สร้างผลกระทบต่อจักรวาลในมิติต่างๆ โดยไม่ตั้งใจ ส่งผลให้โลกในแต่ละจักรวาลต้องเผชิญกับภัยพิบัติในรูปแบบต่างๆ กัน โลกในภาค 1 เจอไคจู โลกในภาค 2 เจอมนุษย์ต่างดาวบุกโลก และโลกในภาค 3 ก็เจอสงครามวิกฤติพลังงาน

ทั้งนี้ Multiverse ใน Cloverfiled นั้น เวลาไม่ได้เดินพร้อมกัน นั้นคือในขณะที่จักรวาลนึงเป็นปี 2008 อีกจักรวาลนึงอาจอยู่ในช่วงปี 2016 หรืออาจจะเป็นปี 2028 ก็ได้ (ภาค 3 เหตุการณ์เกิดในปี 2028) พอเป็นเช่นนี้ มันก็เป็นการเปิดโอกาสให้หนังในจักรวาล Cloverfield เรื่องต่อๆ ไป จะหยิบเอาช่วงเวลาไหนมาเล่นก็ได้ แค่เซตให้เป็นคนละมิติกันและมีจุดร่วมกันคือภัยพิบัติที่โลกต้องเผชิญก็พอ อย่างเช่นภาคต่อไป Overlord ที่ข่าวว่าจะมีฉากหลังเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (กระนั้นพอหนังฉายจริงก็ไม่รู้จะมีสับขาหลอกอีกมั้ย)

ถ้าเป็นตามทฤษฎีนี้จริง ว่าไปก็เป็นการเฉลยที่ค่อนข้างเคลียร์ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะถูกใจแฟนๆ มากแค่ไหน เพราะมันค่อนข้างง่ายเมื่อเทียบกับบรรดาทฤษฎีต่างๆ ที่แฟนๆ อุตส่าห์ขบคิดกันมา (คือคิดไปเกินหนังมาก) และถ้าเป็นจริงก็เท่ากับว่า ปริศนาในภาคเก่าๆ นี่ก็แทบไม่ได้มีความหมายอะไรแล้ว เพราะมันกลายเป็นแค่เรื่องราวเล็กๆ ในหลากหลายจักรวาลเท่านั้น กระนั้นด้วยความที่จักรวาลหนังเรื่องนี้มันเปิดกว้างมาก ก็ยังน่าสนใจอยู่นะว่าภาคต่อๆ ไป (ถ้าได้สร้างอีก) จะมาในแนวทางไหน มันอาจออกมาเป็นหนังรักโรแมนติกในยุคโบราณ ที่ใช้การตลาดแบบเข้าฉายไปแล้วหลายปี แต่เพิ่งมาบอกทีหลังว่าเป็นหนังเรื่องหนึ่งในจักรวาลนี้ก็เป็นได้ เหอะๆ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.