[Review] The Divergent Series: Insurgent – กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง

1
70
views


Screen-shot-2014-10-29-at-8.06.41-PM

 

“กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง” บทเพลงนี้ของพี่เบิร์ด น่าจะเข้ากันได้ดีกับ “Insurgent” หนังภาคต่อจาก “Divergent” เพราะรู้สึกหนังขาดความกระตือรือร้นในการผลักดันตัวเอง กลายเป็นเพียงแค่ภาคต่อภาคหนึ่ง ที่เหมือนจะทำเพื่อให้ครบๆ คือไหนๆ ก็ซื้อลิขสิทธิ์มาตั้ง 3 เล่มละ ก็ทำให้ครบๆ ละกัน อาจเพราะภาคแรก “Divergent” ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากมายอย่างที่คิด หักลบส่วนที่แบ่งให้กับโรงหนังและค่าประชาสัมพันธ์แล้ว ก็เหลือไม่มาก แต่ขณะเดียวด้วยความที่ภาคแรกก็ไม่ได้ขาดทุนจนรับไม่ได้ ก็เลยยังพอมีแรงจูงใจให้ทำภาคต่ออยู่ ไม่พักโปรเจคไปเลยแบบ The Mortal Instruments หรือ Beautiful Creatures แต่แรงจูงใจที่ว่ามาก็ไม่มากพอที่จะทำให้ทุ่มกับภาค 2 นี้ได้เต็มที่ ผลเลยออกมาได้แค่พอทรงๆ ตัวแบบตอนภาคแรกเท่านั้น

จาก “Divergent” มาจนถึง “Insurgent” สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นปัญหาและไม่ได้รับการแก้ไขนั่นคือ หนังยังไม่สามารถทำให้เราเชื่อในความสำคัญของตัว Divergent ได้ ยังไม่เห็นว่าทำไม Divergent ถึงพิเศษและเป็นภัยต่อระบบสังคมกลุ่มขนาดนี้ แม้หนังพยายามเน้นย้ำว่าลักษณะพิเศษของคนที่เป็น Divergent คือคนที่มีลักษณะเด่นทางอุปนิสัยมากกว่า 1 อย่างขึ้นไป แต่ก็ไม่ได้ช่วยอินขึ้นสักเท่าไหร่ ยิ่งภาคนี้มีพวก “ไร้กลุ่ม” (Factionless) ซึ่งหนังก็ยังทำได้ไม่ถึงในการแยกแยะให้เห็นความแตกต่างระหว่างพวกไร้กลุ่มกับ Divergent คือก็ดูเป็นมนุษย์เหมือนๆ กัน แค่ปะยี่ห้อว่าอยู่กลุ่มไหนเท่านั้น ความเป็นกลุ่มไม่ได้ลงลึกไปถึงขั้นนิสัย อารมณ์ ความรู้สึกอย่างที่หนังพยายามบอกเท่าไหร่

ตัวเอกของเรื่องอย่าง “Tris” (Shailene Woodley) ดูเท่ขึ้นด้วยทรงผมใหม่ที่สั้นลงไปมาก แต่ก็ยังไม่สามารถแบกเรื่องราวเอาไว้ได้เช่นเดิม ยังมีลักษณะเหมือนภาคแรกคือได้แต่ไหลไปกับเรื่องราว แต่ยังไม่รู้สึกถึงความโดดเด่น ความพิเศษในตัวผู้หญิงคนนี้สักเท่าไหร่ แม้หนังจะพยายามให้บทที่ชูความโดดเด่นของ Tris ขึ้นมา แต่ก็ดูจะเป็นเพียงความโดดเด่นที่เป็นเปลือกนอก ไม่ได้รู้สึกลึกๆ จริงว่าผู้หญิงคนนี้ไม่เหมือนกัน อันนี้ไม่โทษ Shailene Woodley เพราะเธอก็แสดงได้ดีตามมาตรฐาน เพียงแต่ด้วยบท ด้วยคาแรกเตอร์มันไม่แข็งแรงและชัดเจนอยู่แล้ว เลยทำอะไรได้ไม่มากไปกว่านี้ และก็ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้าย การที่ Shailene Woodley รวมถึง Ansel Elgort และ Miles Teller เคยฝากผลงานที่ได้รับการยอมรับในฝีมือมาแล้วใน “The Fault in Our Stars” และ “Whiplash” ได้กลายเป็นภาพจำของพวกเขา เมื่อมาเจอคาแรกเตอร์ที่ไม่แข็งแรงในเรื่องนี้ ทำให้ดูๆ ไปแล้วก็จะมีภาพใน The Fault in Our Stars และ Whiplash มาซ้อนทับแทน กว่าจะรู้ตัวก็ไม่อินกับหนังไปละ

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ “Tris” ไม่สามารถกลายเป็นไอคอนได้แบบ “Katniss” ใน “The Hunger Game” อาจเพราะ Tris ยังต้องพึ่งพา “Four” (Theo James) มากเกินไป เราเห็นเพียงแต่ภาพที่ Four จะคอยช่วยเหลือ Tris อยู่ตลอด แต่ไม่ค่อยมีฉากที่ให้ Tris เป็นฝ่ายช่วยเท่าไหร่ หรือฉากที่ให้ Tris โชว์เดี่ยวก็ยังไม่น่าจดจำมากนัก ซึ่งแตกต่างจาก Katniss ที่เป็นฝ่ายปกป้อง Peeta เสียมากกว่า เลยทำให้คนดูรู้สึกว่านี่แหละผู้หญิงแบบที่ฉันต้องการเป็น หรือฉันต้องการคบด้วย ซึ่ง Tris ยังไม่มีตรงนั้นมากนัก ก็ไม่รู้ว่าภาค 3 (ซึ่งก็ดันแบ่งเป็น 3.1 กับ 3.2 ตามสมัยนิยมอีก จะโชว์ด้านนี้ของ Tris ได้แค่ไหน) นอกจากนี้ “Insurgent” ยังมีจุดอ่อนตรง “ความง่าย” ของเรื่องราว บางเหตุการณ์ถูกปั้น ถูกปูทางมาอย่างดี แต่พอจะคลี่คลายปม ก็ทำอย่างง่ายๆ เสียงั้น ตัวละครบางตัวก็ตายง่ายเกิน บางคนก็เปลี่ยนฝั่งได้ง่ายๆ โดยที่หนังแทบไม่ได้ให้ที่มา เบื้องหลังอะไรเลย ทำให้รู้สึกว่า “แค่นี้เองเหรอ” เป็นแบบนี้ตลอดทั้งเรื่อง ทำให้หนังไปไม่สุดในสักทาง

แต่ถ้าจะให้ยกข้อดีของ Insurgent บ้าง ก็คงเป็นการรักษามาตรฐานจากภาคแรกไว้ได้ (อันนี้จะถือเป็นข้อดีหรือเปล่านะ) กับอีกอย่างหนึ่งคือตอนจบของหนังสามารถสร้างความน่าสนใจให้ชวนติดตามภาคต่อไปได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว แม้พอจะเดาได้ว่าภาคต่อไป “Allegiant P.1” ก็คงมาแนวกลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึงแบบนี้เหมือนกัน

 

ความชอบส่วนตัว: 6/10

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

[Review] Divergent – สังคมระบบกลุ่ม

 

20150323a-lazado3

1 COMMENT

  1. ผมให้ 9/10 เลยครับ สนุกมาก อินไปทั้งเรื่องถึงแม้บางซีนมันจะไม่ make sense ก็ตาม ชอบมากๆ ปล.มันเหมือนความรู้สึกตอนไปดู The maze runner อ่ะครับไม่ได้หวังอะไรมากมายมันเลยได้กลับคืนมาเยอะ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here