[Review] The Dressmaker – แม่ยังไงก็คือแม่

0
189
views



KateWinsletTheDressmaker

 

แม้จะมีดาราคุ้นหน้าจาก Hollywood อย่าง “Kate Winslet” กับ “Liam Hemsworth” เป็นตัวชูโรง แต่ “The Dressmaker” ก็ไม่ใช่หนัง Hollywood แต่เป็นหนังสัญชาติออสเตรเลีย และจริงๆ แล้วทั้งตัว Kate และ Liam ก็ไม่ใช่อเมริกันทั้งคู่ด้วย Kate เป็นอังกฤษ ขณะที่ Liam เป็นออสเตรเลีย และอาจเพราะออสเตรเลียนั้นอยู่ใกล้ไทยกว่าอเมริกา นั่นทำให้หนังเรื่องนี้มีกลิ่นอายความน้ำเน่าในแบบละครไทยอยู่พอควร…ไม่ใช่ละ อันนี้โยงมั่วชักเลอะเทอละ 555

เข้าเรื่อง สมมติเปลี่ยนฉากและตัวละครให้เป็นไทย The Dressmaker ก็แทบไม่แตกต่างจากละครไทยกระแสหลักเลย หนังว่าด้วยการล้างแค้นของหญิงสาว ต่อคนในชุมชนแห่งหนึ่งที่ผลักใสเธอออกไปตั้งแต่เด็ก พร้อมตราหน้าเธอว่าเป็น “ฆาตกร” 25 ปีผ่านไป เธอกลายเป็นดีไซเนอร์มือทอง และนี่ก็ถึงเวลาแล้วที่เธอจะกลับเพื่อทวงสิ่งที่เป็นของเธอ ค้นหาความจริง และล้างแค้นคนที่เคยทำกับเธอและแม่อย่างเจ็บแสบ นี่ถ้าสมมติให้ตัวเอกมีฝาแฝดด้วยนะ… “แรงเงา” ชัดๆ

จริงๆ แนวละครที่เราเรียกกันว่า “น้ำเน่า” หรือเรียกอย่างอินเตอร์ว่า “Soap Opera” นั้นไม่ได้มีเพียงแค่ในไทย หลายๆ ประเทศน้ำเน่า บีบคั้นอารมณ์ยิ่งกว่าไทยก็มี อเมริกาเองก็มีละคร/หนังน้ำเน่าอยู่เยอะ เพียงแต่แนวอื่นก็มีมากจนเฉลี่ยๆ กันไป ดังนั้น ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ถ้าจะมีหนังออสเตรเลียเรื่องหนึ่งทำออกมาสไตล์นี้ ประเด็นคือ จะทำออกมาถึงหรือเปล่า ซึ่งสำหรับ “The Dressmaker” ผลลัพธ์คือแค่พอใช้ได้

The Dressmaker โดดเด่นในด้านอารมณ์ขำขัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นใหญ่ของตัวละครแต่ละคน การแข่งขันผ่านการออกแบบเสื้อผ้า ไปจนถึงการตายอย่าง “โง่ๆ” ของตัวละครในเรื่อง แทบทุกตัวละครที่ตายในเรื่องนี้ ล้วนเป็นการตายแบบโง่ๆ ทั้งนั้น ประมาณว่าบทจะให้ตายก็ตายเลย อย่างไรก็ตาม มองในแง่ของอารมณ์เชือดเฉือนนั้นกลับไม่แซ่บเท่าที่ควร เอาง่ายๆ The Face Thailand Season 2 นั้นสามารถทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังเด็กๆ ไปได้เลย ทั้งที่จริงความแซ่บควรเป็น Point หลักของ The Dressmaker

คิดๆ ดูที่รู้สึกว่ามันไม่แซ่บ ไม่สะใจเท่าทีควร เพราะดูเหมือนการกลับมา “Tilly” (Kate Winslet) นั้น ไม่ได้เป้าหมายหลักที่การแก้แค้นชาวเมืองที่ขับไล่ไสส่งเธอไปแต่แรก แต่เหมือนเธอกลับมาเพราะคิดถึง “แม่” มากกว่า และต้องการให้ชาวเมืองยอมรับ เธอเพิ่งจะมาตั้งใจแก้เผ็ดชาวเมืองจริงๆ ก็เกือบช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งวิธีการต่างๆ ที่เธอใช้โต้ตอบอีกฝ่าย จะว่าไปมันไม่ใช่แผนที่แยบยลเท่าไหร่ แถมมาอย่างเร็วๆ จนไม่ค่อยมีเวลาให้เราซึมซับความรู้สึกสะใจเสียเท่าไหร่ ไม่เหมือนตอน “มุนินทร์” กลับมาแก้แค้นให้ “มุตตา” เธอค่อยๆ วางแผน ล่อลวงอีกฝ่ายเข้ามาเรื่อยๆ การตอกกลับอย่างเจ็บแสบ ซึ่งมันทำให้รู้สึกสะใจมากเวลาศัตรูของมุนินทร์รู้ความจริง

และอีกอย่างถึงแม้ Kate จะยังสวยแค่ไหนในวัย 40 ปี และยังเล่นดีเป็นตัวแม่ขนาดไหนก็ตาม แต่มันไม่อินเลยจริงๆ เวลา Kate ต้องเล่นซีนโรแมนติกร่วมกับ Liam ที่ในเรื่องให้ทั้งคู่เป็น “รุ่นเดียวกัน” !!! รวมไปถึงตัวละครอีกหลายตัวในเรื่องที่วางให้เป็นรุ่นเดียวกัน แต่คนที่มาเล่นดันเด็กกว่า Kate เกือบทั้งหมด ไม่ใช่แค่เด็กกว่าไม่กี่ปี แต่หลายปีด้วย อย่าง Liam นั้นตัวจริงอายุน้อยกว่า Kate 15 ปี อย่างไรก็ตาม จะว่า Kate แก่เกินบทก็คงไม่ใช่ เพราะเหมือนในเรื่องจะกำหนดให้ Tilly อายุประมาณ 30 กลางๆ เท่ากับว่า ตัว Liam เองก็อ่อนเกินบทเช่นกัน คนหนึ่งแก่เกินบท อีกคนอ่อนเกินบท แถมจูนกันไม่ติดอีก

คือถ้าเป็นละครไทยนะ แคสแบบนี้ ไม่ว่านักแสดงจะเล่นดีแค่ไหน โดนด่าขึ้นกระทู้ Pantip ยาวนานเป็นเดือนแน่นอน เหมือนตอน “รักไม่มีวันตาย” ที่จับเอา “แน็ก แฟนฉัน” มาเล่นเป็นรุ่นเดียวกับ “พลอย เฌอมาลย์” แถมให้แอบรักกันอีกนะ

ดูๆ ไปก็นึกถึงประโยคหนึ่งจาก The Face “แม่ยังไงก็คือแม่” จะว่าไปก็เข้ากับหนังเรื่องนี้ดีนะ เพราะ 1) ที่ Tilly กลับมาก็เพราะแม่ แม้แม่อาจจำเธอไม่ได้ก็ตาม 2) Kate ยังเป็นตัวแม่ด้านการแสดงอยู่เคย และ 3) ไม่ว่าจะพยายามโรแมนติกกับ Liam แค่ไหน แต่ก็ยังดูไม่เข้าอยู่ดี เพราะแม่ยังไงก็คือแม่ (แซวเล่น จริงๆ Kate ไม่ถึงกับดูเป็นแม่หรอก แค่ดูเป็นพี่สาว Liam มากกว่าจะเป็นรุ่นเดียวกัน)

ที่น่าเสียดายอีกอย่างคือ แม้หนังจะใช้ชื่อว่า “The Dressmaker” และตัวเอกก็ทำงานเกี่ยวกับเสื้อผ้า แต่ยังรู้สึกว่าแฟชั่นในเรื่องยังไม่พีค ไม่ปังเท่าที่ควร เหมือนยังใช้ประโยชน์จากมันได้ไม่มากเท่าที่ควร หลายครั้งที่เสื้อผ้ามันดูเด่นขึ้นมาในฉากก็จริง แต่ก็เป็นความเด่นจากการขัดกันกับฉากหลังที่เป็นชนบทกลางทะเลทรายมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ถึงจะไม่แซ่บเท่าที่คิด แต่ถ้าจะดูเอาสนุก เอาฮาก็ได้อยู่นะ

 

kate-winslet-_THE-DRESSMAKER_
 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here