[Review] The Fault in Our Stars – ผิดที่ดาว (Spoil)

1
40
views

fault-in-our-stars-poster-large

 

“The Fault in Our Stars” ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันของ “John Green” (ภาษาไทยตีพิมพ์ในชื่อ “ดาวบันดาล”) ซึ่งได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมา “Esther Earl” สาววัยรุ่นผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งไทรอยด์และจำเป็นใช้สายยางช่วยหายใจกับถือถังออกซิเจนติดตัวไปด้วยตลอดเวลา จากชีวิตของ Esther ได้กลายมาเป็นเรื่องราวของ “Hazel Grace Lancaster” ในนิยาย ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งไทรอยด์เช่นกัน แต่ท่ามกลางความโชคร้าย เธอก็ได้พบรักกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ป่วยเป็นโรคมะเร็งเช่นกัน ในฉบับหนัง ได้ “Shailene Woodley” จาก Divergent มารับบท Hazel ในตอนแรกหนังเรื่องนี้เกือบจะไม่ได้เข้าฉายโรงในไทย เนื่องจากเป็นหนังเล็กๆ แต่ปรากฎการณ์ฮิตในอเมริกาก็ทำให้หนังนี้ได้ฉายโรงบ้านเราในที่สุด

ด้วยความที่เป็นหนังเกี่ยวกับโรคร้าย ทำให้มองไปได้ว่าหนังน่าจะออกแนวดราม่าเศร้าเคล้าน้ำตาบีบหัวใจกันสุดๆ แต่จริงๆ แล้ว “The Fault in Our Stars” ไม่ได้หดหู่ขนาดนั้น ออกจะเป็นหนัง “Feel Good” ด้วยซ้ำ หนังอาจมีช่วงเวลาที่เรียกน้ำตาเป็นระยะๆ ช่วงท้ายๆ นี่ดึงอารมณ์กันจนน้ำตาซึมได้เหมือนกัน แต่มันก็ไม่ได้ออกแนวฟูมฟายอะไร เพราะหนังยังยืนพื้นอยู่บนความ Feel Good เป็นหลัก ทั้งในแง่ของการดำเนินเรื่องและความคิดของตัวละครที่เป็นไปในเชิงบวก ที่พยายามเก็บเกี่ยวความสวยงามของชีวิต มีความสุขกับมัน แม้ว่ามันอาจจะเป็นเพียงแค่เสี้ยวเล็กๆ ของโลกที่ไม่ได้สวยงามไปเสียหมด

ความพิเศษของเรื่องนี้คือ หนังไม่ได้ออกมาในแนวให้กำลังใจคนป่วยให้มีแรงใจสู้ชีวิตต่อไป ตรงกันข้ามหนังให้ตัวละครเข้าใจ ทำใจไปแล้วว่า วันหนึ่งอีกไม่นานพวกเขาก็ต้องตาย เป็นเหมือนดวงดาวที่ได้กำหนดชะตาไว้แล้ว ไม่สามารถไปแก้ไขอะไร แต่จุดสำคัญในช่วงระยะเวลาก่อนตายนั้น “เราจะใช้ชีวิตยังไง” มันอาจจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่เราสามารถทำให้มันกลายเป็นช่วงเวลา “อนันต์” ได้ ปัญหาอย่างหนึ่งของผู้ป่วยคือการรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ นอกจากจะกังวลเรื่องตัวเองแล้ว ยังกังวลไปถึงคนอื่นที่ต้องมาดูแล ผลก็เลยทำให้ผู้ป่วยคนนั้นไม่กล้าที่จะทำอะไร แต่ The Fault in Our Stars บอกกับเราว่า ไม่ต้องห่วงหรอก อยากทำอะไร อยากรู้สึกอะไร แค่แสดงออกไป ไม่ต้องไปคิดแทนคนอื่นมากมาย

 
 
(ส่วนนี้ Spoil นะครับ)
 
ในหนังจะเห็นว่า “Hazel” นั้นชอบหนังสือที่ชื่อว่า “An Imperial Affiction” (ความทนทุกข์ที่ยิ่งใหญ่) อย่างไรก็ตาม เธอยังคงสงสัยในตอนจบของหนังสือว่าหลังจากนั้นเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เมื่อเธอได้ไปพบกับ “Peter van Houten” (Peter van Houten) ผู้เขียนนิยายเรื่องนี้ เธอจึงได้ถามคำถามนี้ออกไป แต่กลับได้รับความผิดหวังกลับมา เมื่อ Peter ปฏิเสธที่จะตอบและไล่พวกเธอกลับไป อาจดูเป็นฉากที่งงๆ แต่สิ่งที Peter ต้องการจะบอกก็คือแก่นเดียวกับ The Fault in Our Stars นิยายความทนทุกข์ที่ยิ่งใหญ่เล่าเรื่องผ่านตัวละครหนึ่ง เมื่อตัวละครนั้นเสียชีวิตไป เรื่องราวทุกอย่างก็จบ เรื่องราวของตัวละครอื่นไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกแล้ว และไม่จำเป็นต้องรู้ด้วย จะไปสนใจเรื่องคนอื่นให้เครียด ให้ทุกข์ทำไม สิ่งสำคัญคือตัวเราต่างหาก ยิ่งเรากังวลว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร นั่นแหละยิ่งทำให้เขาทุกข์ด้วย ไม่ใช่แค่เราที่ทุกข์

นอกจากนี้ The Fault in Our Stars ยังเปลี่ยนภาพลักษณ์ของผู้ป่วยโรคมะเร็ง จากคนที่ต้องได้รับการดูแลผู้อื่น กลายเป็นคนที่สามารถไปดูแลคนอื่นได้เช่นกัน การเป็นผู้ป่วยไม่ได้หมายความว่าแค่อยู่ไปรอวันๆ เพื่อรอวันตาย เพราะในระหว่างช่วงเวลาที่เหลือนั้น พวกเขาสามารถทำสิ่งต่างๆ ที่มีคุณค่าได้ มันอาจไม่ได้ยิ่งใหญ่ ต้องเป็นที่จดจำของทุกคน แต่แค่สำหรับบางคนบางกลุ่มก็เพียงพอแล้ว เหมือนที่ “Hazel” และ “Augustus” (Ansel Elgort) ดูแลซึ่งกันและกัน แม้ว่าทั้ง 2 จะเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยกันทั้งคู่ก็ตาม

 
 
ในช่วงแรกๆ ของหนังอาจมีการเล่าเรื่องที่ดูค่อนข้างธรรมดา และมีบางฉากที่รู้สึกว่าตั้งใจมากเกินไป แต่เรื่องก็ดูน่าสนใจขึ้นเมื่อมีการสร้างจุดพลิกผันช่วงกลางเรื่อง ที่สำคัญเพลงประกอบในเรื่องช่วยส่งอารมณ์ได้มากทีเดียว แถมบทสนทนาในเรื่องยังมีการเปรียบเปรยที่คมคายและสะท้อนความรู้สึกของตัวละครไว้ได้อย่างหมดจด เรียกว่า เรื่องนี้สามารถเอาไปทำ Quote ประก อบภาพได้หลายข้อความเลยทีเดียว ทำให้ The Fault in Our Stars กลายเป็นหนังที่แสนประทับใจ เหมือนจะเศร้า แต่ออกจากโรงด้วยความ Feel Good
 

ความชอบส่วนตัว: 8/10

 

the-fault-in-our-stars-movie-wallpaper-5

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here