[Review] The Florida Project – เส้นบางๆ ระหว่างความไร้เดียงสากับความเด็กเปรต

0
127
views

เราไม่ปฏิเสธคำกล่าวที่ว่า “เด็กคือผ้าขาวอันแสนบริสุทธิ์” โลกของพวกเขาโลกแห่งความไร้เดียงสา สวยงาม คิดอย่างไร ก็แสดงออกอย่างนั้น แต่ขณะเดียวกันมันก็มีเส้นบางๆ คั่นกลางระหว่างคำว่าไร้เดียงสากับคำว่า “เด็กเปรต” ที่ทำให้อะไรไม่รู้จักคิด แหกปากโวยวาย น่ารำคาญ และมันยิ่งประสาทกินเข้าไปอีกถ้าเกิดพ่อแม่ของเด็กเหล่านั้นให้ท้ายด้วย หลายครั้งที่ใจจริงจะอยากเข้าไปตบกบาลเด็กพวกนี้มากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ทำได้แค่ยิ้มแหยๆ และปลอบใจตัวเองว่า “ก็เด็กอะเนอะ”

“Moonee” (Brooklynn Prince) น่าจะเป็นเด็กจำพวกนั้น เธอเป็นเด็กหญิงอายุ 6 ขวบ อาศัยอยู่กับแม่ที่พูดกันแบบตรงๆ ก็ “สก๊อยส์ชัดๆ” ในโรงแรมบ้านๆ ค่อนไปทางโทรม แต่ทาสีสันสดใสที่ชื่อ “The Magic Castle” ใกล้สวนสนุก Walt Disney World

ในช่วงวันหยุดฤดูร้อน Moonee ใช้เวลากับเพื่อนๆ ที่อาศัยอยู่ในโรงแรมและละแวกเดียวกัน ในการเล่นสนุก ก่อกวนชาวบ้าน ขโมยของ หลอกลวงนักท่องเที่ยว ใช้ความเป็นเด็กเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ เช่น ขนม เงิน เป็นต้น และบางครั้งรุนแรงถึงขั้นวางเพลิงบ้านร้างเพื่อความสนุก ยิ่งเมื่อรวมกับลักษณะท่าทางที่แหกปากโวยวาย เถียงคำไม่ตกฟาก ลุกลี้ลุกรนอยู่ไม่สุขอยู่ตลอดเวลา นั่นทำให้ Moonee เข้าขั้นการเป็น “เด็กเปรด” ของแท้

แต่ก็นั่นแหละ เมื่อมองสภาพสังคมที่ Moonee เติบโตมา เราก็ไม่แปลกใจที่ Moonee จะเป็นแบบนี้ สำหรับเด็กคนนี้แล้ว โลกของเธอมันช่างสดใส สวยงาม และอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ ตัวหนังเองก็ให้ความสำคัญกับ “สีสัน” ในเรื่องมาก ไม่ว่าจะสีโรงแรม ท้องฟ้า หรือวิวอะไรต่างๆ ทุกอย่างมันดูสวยงามทั้งที่สังคมจริงมันค่อนข้างโกโรโกโส เพื่อเน้นย้ำโลกในมุมมองของเด็กคนนี้ สำหรับ Moonee แล้วพวกผู้ใหญ่ที่คอยมาบังคับกะเกณฑ์ ตั้งกฎนู่นนี่ จึงเป็นพวกที่น่าเบื่อ น่ารำคาญ ตรงกันข้ามกับแม่ของเธอที่ไม่มีห้ามอะไรเลย ส่งเสริมให้เธอทำทุกอย่างที่อยากทำด้วยซ้ำ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ Moonee รักแม่ของเธอมาก

ฟังดูก็เป็นแม่ที่ดี แต่มองในอีกทางหนึ่ง มันก็เหมือนการให้ท้ายลูกจน Moonee สนใจแต่โลกมุมของตัวเอง แต่ไม่เรียนรู้ที่จะเข้าใจโลกในแบบอื่น หรือไม่สนใจว่าโลกของตัวเองมันสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้คนอื่นแค่ไหน จนถึงจุดหนึ่ง Moonee ก็กลัวการก้าวออกจากโลกของเธอ ณ ตอนนี้เธอยังเป็นเด็กที่ทุกคนอาจจะยังพร้อมให้อภัยกับการกระทำของเธอได้ แต่วันหนึ่งเมื่อ Moonee เติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ยังมีพฤติกรรมแบบเดิม ก็ไม่แน่ว่าจะมีใครยอมรับอีกมั้ย

แต่ก็นั่นแหละ พอพูดแบบนี้ ก็ให้ความรู้สึกเหมือนเราเป็นผู้ใหญ่ใจร้าย อนุรักษ์นิยม ที่ไม่เข้าใจความสวยงามของวัยเด็กเอาเสียเลย

พอเป็นเช่นนี้เราก็คงรู้สึกไม่ต่างจาก “Bobby Hicks” (Willem Dafoe) ผู้จัดการโรงแรมเล็กๆ แห่งนี้ ที่แม้จะรู้ว่าสิ่งที่ Moonee ทำมันสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นแค่ไหน และแม่ของเธอก็ไร้ประสิทธิภาพในการเป็นแม่โดยสิ้นเชิง แต่ด้วยความเป็นเด็ก และแม่ของเธอก็ไม่มีที่พึ่งมากนัก Bobby ก็ทำได้แค่ว่ากล่าวตักเตือนและช่วยเหลืออยู่ห่างๆ เท่านั้น อารมณ์แบบก็ในสังคมแบบนี้ มันก็ได้แค่นี้แหละ

“Willem Dafoe” ได้รับการกล่าวขวัญมากจากบทบาทการแสดงในเรื่องนี้ ซึ่งทีแรกก็สงสัยว่าเพราะอะไร เพราะดูเผินๆ ก็ไม่ได้มีฉากอะไรให้โชว์ของหรือน่าจดจำเป็นพิเศษ แต่พอมาคิดดูอีกทีความพิเศษของเขาก็คือการเนียนไปกับเรื่องราว เหมือนเขาเป็นผู้จัดการโรงแรมจริงๆ และยิ่งกว่านั้นคือการถ่ายทอดมุมมองของคนทำงานที่ใกล้จะหมดไฟ ลึกๆ อยากให้สิ่งต่างๆ รอบตัวดีขึ้น แต่ก็ทำอะไรได้ไม่มาก จะให้หนีจากจุดนั้น ตัวเองก็อายุมากเกินจะไปไหนได้อีก ก็ได้แค่ทนๆ อยู่ต่อไป และทำเท่าที่ตัวเองพอจะทำได้แล้วกัน…เฮ้อ

“The Florida Project” ไม่ใช่หนังที่ั่บันเทิงนัก แต่ก็ดูได้เรื่อยๆ ภาพสวย ดนตรีดี แม้เด็กจะน่ารำคาญแค่ไหน แต่ก็มันมีเนื้อหาชวนคิดถึงที่มาของความน่ารำคาญนั้น อย่างไรก็ตาม ให้เจอเด็กแบบ Moonee ในชีวิตจริง ก็ขอบายละกันนะ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here